"คิกออฟ"วันสต็อปเซอร์วิส

ลดขั้นตอนขอนุญาต ทำลงทุนเร็วขึ้น
          ช่วยให้เอกชนลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ ระบบนี้มีความโปร่งใส  ลดการที่ผู้ขออนุญาตจะต้องเดินทางไปพบกับเจ้าหน้าที่
          คณิศ แสงสุพรรณ
          กรุงเทพธุรกิจ "สกพอ." จับมือหน่วยงาน ภาครัฐคลอดอีอีซี-โอเอสเอส แพลตฟอร์มกลางขออนุญาตดำเนินธุรกิจในพื้นที่อีอีซี "คณิศ" ชี้ช่วยลดขั้นตอนขออนุญาตลงได้จาก 158 วันเหลือ 78 วัน มั่นใจช่วยเอกชนลดต้นทุน ธุรกิจ เพิ่มโอกาสลงทุนได้เร็วขึ้น
          วานนี้ (10 ต.ค.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก  (สกพอ.) ได้จัดพิธีเปิดให้บริการระบบให้บริการ แบบเบ็ดเสร็จ EEC One Stop Service : EEC-OSS เพื่อเป็นระบบที่ให้บริการ ขออนุญาตให้แก่ผู้ประกอบการพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยได้มาตรฐาน
          นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่าตามกฎหมายอีอีซีได้มีการกำหนดให้ภาครัฐ อำนวยความสะดวกให้กับภาคธุรกิจ เอกชน และนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุนในพื้นที่อีอีซีให้ได้รับ ความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในพื้นที่
          ดังนั้น สกพอ.จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงาน ภาครัฐที่เป็นเจ้าของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การขออนุญาตการดำเนินธุรกิจและการลงทุน ในอีอีซีโดยในระยะแรกเป็นการร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงานที่เป็นเจ้าของกฎหมายจำนวน 8 ฉบับ ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง  กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสำนักงานการตรวจคนเข้าเมือง
          ลดเวลาดำเนินการกว่าครึ่ง
          ทั้งนี้ในการพัฒนาระบบ EEC-OSS ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ (กพร.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (สพร.) โดยออกแบบระบบ ที่สอดคล้องกับระบบการบูรณาการศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ (Biz Portal) ซึ่งมีพื้นฐานการให้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลของภาคธุรกิจอยู่แล้วทำให้การขออนุญาตการประกอบกิจการในพื้นที่อีอีซีจากขั้นตอนการจดทะเบียนพาณิชย์ จนถึงการขอเปิดกิจการในพื้นที่อีอีซีสามารถ ลดระยะเวลาลงจาก 158 วัน เหลือ 78 วัน
          ลดจำนวนเอกสารที่ต้องยื่นให้กับ ภาครัฐพิจารณาจาก 60 รายการเหลือ 42 รายการ และลดหน่วยงานที่เอกชนจะต้องเดินทางไปติดต่อจากเดิมต้องเดินทางไปหลายหน่วยงาน เหลือเพียงการขออนุญาตผ่านระบบ  EEC-OSS เท่านั้น
          "การลดขั้นตอนและระยะเวลารวมทั้งเอกสารที่เอกชนต้องใช้ในการขออนุญาตของ ภาครัฐให้เหลือน้อยลงถือว่าเป็นการช่วยให้  ภาคเอกชนลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ นอกจากนี้ระบบนี้ยังมีความโปร่งใสเนื่องจากลดการที่ผู้ขออนุญาตจะต้องเดินทางไป พบกับเจ้าหน้าที่" นายคณิศ กล่าว
          นางสาวทัศนีย์ เกียรติภัทราภรณ์ รองเลขาธิการเสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกสายงาน พัฒนาพื้นที่ชุมชน กล่าวว่า ระบบการให้บริการ แบบเบ็ดเสร็จ EEC-OSS ได้มีการปรับปรุงกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการ ให้บริการ ลด ละ เลิก เอกสารและขั้นตอนต่างๆ ที่ไม่จำเป็น และยุบรวมใบอนุญาตที่ คล้ายคลึงกัน โดยสามารถลดการใช้เอกสารที่ซ้ำซ้อนและสามารถเชื่อมโยงข้อมูล เอกสารประกอบการพิจารณาจากหน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณาได้
          โดยประสิทธิภาพของระบบนี้สามารถลดระยะเวลาได้กว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นระบบ ขออนุญาต ออนไลน์ที่สามารถยื่นคำร้องได้ทุกที่ ทุกเวลาที่มีสัญญาเครือข่าวอินเทอร์เน็ต ให้บริการ สามารถตอบโจทย์ของผู้ใช้บริการ ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็วและ มีความโปร่งใสในการให้บริการ สำหรับ ผู้ประกอบธุรกิจอย่างเท่าเทียม ซึ่งถือเป็น จุดเริ่มต้นในการพัฒนาการให้บริการ ของ สกพอ.และในอนาคตจะมีการพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับ ความต้องการของผู้ประกอบการและ นักลงทุนที่จะลงทุนในพื้นที่อีอีซี
          "สำหรับการใช้บริการผู้ประกอบการสามารถใช้บริการผ่านช่องทาง www.eec.or.th/eec-oss หรือสามารถเข้าใช้งานผ่านระบบ EEC-OSS โดยตรง"
          นายปริญญ์ บุญดีสกุลโชค กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ฟรอนทิส จำกัดและที่ปรึกษา อีอีซีกล่าวว่าในการออกแบบระบบ EEC-OSS มาจากแนวคิดที่ว่าอีอีซีเป็นโครงการขนาดใหญ่ และต้องการเงินลงทุนและการดึงดูดการลงทุน ในวงเงินที่สูงมากคือประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท  และพบว่าขั้นตอนที่เงินลงทุนจะเข้ามาลงทุนจำนวนมากล่าช้าอยู่ที่ขั้นตอนการขออนุมัติอนุญาตซึ่งหากมีระบบที่สามารถเร่งรัด การขอใบอนุญาตให้รวดเร็วมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการลงทุนที่รวดเร็วมากขึ้น
          ดึงเทคโนโลยีร่วมใช้งานบริการ
          ทั้งนี้ระบบ EEC-OSS ได้ออกแบบโดยแก้ปัญหาจุดอ่อนของระบบ One-stop service ของภาครัฐแบบเดิมที่มักมีปัญหาในการเอาคนมานั่งรวมกันในจุดเดียวแต่ ไม่เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานซึ่งทำให้ การให้บริการประชาชนและภาคธุรกิจที่ผ่านมา ไม่ได้ผลอย่างแท้จริง แต่ระบบ EEC-OSS ได้มีการออกแบบใหม่ให้แก้ปัญหาส่วนนี้ โดยให้ความสำคัญกับการทำงาน 4 ด้าน คือ
          1.ใช้เทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการทำงานของภาครัฐให้มีความรวดเร็วมากขึ้น  2.ปรับกระบวนการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพ 3.ส่งเสริมให้เกิด การใช้งานระบบเทคโนโลยีทดแทนการใช้งาน ระบบแบบเดิม และ 4.เชื่อมโยงการทำงานของ ระบบที่พัฒนาขึ้นมาเชื่อมโยงกับระบบเดิมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น
          เล็งเพิ่มบริการให้มากขึ้น
          นางอารีพันธ์ เจริญสุข รองเลขาธิการ ก.พ.ร.กล่าวว่า ก.พ.ร.มีหน้าที่ในการพัฒนาและ ปฏิรูประบบการให้บริการงานภาครัฐให้มี ประสิทธิภาพ สร้างความสะดวกในการติดต่องานราชการให้ได้มากที่สุด โดยในส่วนของการ พัฒนาระบบให้บริการของภาคธุรกิจ ได้มีการ พัฒนาแพลตฟอร์มการให้บริการในระบบ  Biz Portal ซึ่งในอนาคตจะมีการพัฒนาให้สามารถ ขอใบอนุญาตจากภาครัฐได้มากขึ้น และต้องพยายามให้ประชาชนเข้ามาใช้บริการในช่องทาง อิเล็กทรอนิกส์ที่ภาครัฐให้บริการแทน ช่องทางเดิมเพราะในการนับคะแนนเพื่อจัดอันดับความยากง่ายในการดำเนินธุรกิจ (doing business) ธนาคารโลกจะให้คะแนน ก็ต่อเมื่อบริการทางอิเล็กทรอนิกส์นั้นๆ  มีประชาชนใช้บริการเกิน 50%
          ด้านนางไอรดา เหลืองวิไล รักษาการแทน ผู้อำนวยการ สพร.กล่าวว่าแนวคิดในการออกแบบ EEC-OSS เป็นการออกแบบโดยยึด ตามกฎหมาย และ พ.ร.บ.อีอีซี ในส่วน ของการกำหนดยูสเซอร์ และพาสเวิร์ด เพื่อลงทะเบียนใช้ระบบ ซึ่งมีการวางระบบความปลอดภัยตามมาตรฐาน ISO 27100 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับสูงซึ่งได้รับความยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานระบบได้ด้วย