ชิมช้อปใช้เฟส2อั้น5ล้านคน

 'คลัง'เคาะ-เริ่มพย.-ธค.62 มติอาเซียนชูไทย'หัวหอก'ชิงเจ้าภาพบอลโลก2034 ศักดิ์สยามดอดพบนายกฯ
          'อุตตม'เคาะ'ชิมช้อปใช้' เฟส 2 ให้สิทธิไม่เกิน 5 ล้านคน เปิดทางเฟสแรกร่วมด้วย เริ่ม พ.ย.ธ.ค.นี้
          ชิมช้อปใช้เฟส2ไม่เกิน5ล้านคน
          เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ชิมช้อปใช้เฟส 2 มีเป้าหมายให้สิทธิไม่เกิน 5 ล้านคน ซึ่งจำนวนคนที่ได้รับสิทธิจะไม่เท่ากับเฟสแรกที่ให้ 10 ล้านคน โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาถึงข้อเสนอต่างๆ ยังไม่มีข้อสรุป ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารกรุงไทย และหน่วยงานอื่นๆ กำลังดูรายละเอียดให้ชัดเจน ทั้งเรื่องการเพิ่มวงเงิน (Cash back) ให้มากขึ้น จากเฟสแรกให้เงินคืน 15% ของยอดใช้จ่ายสูงสุดไม่เกิน 4,500 บาท ว่าควรจะมีเงื่อนไขอย่างไร และเรื่องการนำยอดใช้จ่ายรวมมาลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
          นายอุตตมกล่าวว่า ชิมช้อปใช้เฟส 2 จะมีรูปแบบไม่เหมือนชิมช้อปใช้ในเฟสแรก แต่คนที่ได้รับสิทธิในเฟสแรกสามารถเข้ามาใช้สิทธิที่จะให้เพิ่มเติมในเฟส 2 ได้ อย่างไรก็ตาม ในเฟส 2 กระทรวงการคลังต้องการออกแบบเพื่อให้คนไปใช้สิทธิในเมืองรองให้มากขึ้น เพื่อสร้างความหมุนเวียนของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ กระทรวงการคลังจะพยายามนำชิมช้อปใช้เฟส 2 เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้ในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้
          ลุยต่อจบเฟสแรกเริ่มปลายพ.ย.
          "แม้ชิมช้อปใช้เฟส 2 จะมีรูปแบบไม่เหมือนเฟสแรก แต่ทุกอย่างจะทำไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการคือ เพื่อช่วยในการหมุนเวียนเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น 0.2-0.3% โดยชิมช้อปใช้เฟส 2 นั้น อาจจะดำเนินการต่อทันทีจากเฟสแรกสิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน ส่วนเรื่องการไม่แจกเงินจำนวน 1,000 บาท ในเฟส 2 หรือไม่นั้นกำลังอยู่ในช่วงการพิจารณาในรายละเอียด" นายอุตตมกล่าว
          นายอุตตมกล่าวว่า นอกจากนี้ในเฟส 2 มีข้อเสนอให้ปรับเวลาลงทะเบียนจากช่วงเวลากลางคืนมาเป็นช่วงเวลากลางวัน นั้นเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ และสั่งให้หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องระบบรับทราบเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องการยืนยันตัวตนผ่านแอพพลิเคชั่นเป๋าตัง ที่มีปัญหาติดขัดหลายเรื่องนั้น ได้ให้ธนาคารกรุงไทยปรับปรุงการยืนยันตัวตนให้ง่ายและรัดกุมมากกว่าเดิมแล้ว ส่วนเรื่องงบประมาณยังไม่ได้ดูว่าจะนำเงินจากส่วนใดมาใช้
          สะพัดชิมช้อปใช้แล้ว4.3พันล.
          นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนัก งานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงทะเบียนรับสิทธิมาตรการชิมช้อปใช้ครบ 10 ล้านคน ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยังเปิดให้ลงทะเบียนเก็บตกตามสิทธิที่ยังคงเหลือ โดยจากการตรวจสอบสิทธิผู้ลงทะเบียน 14 วันแรก พบว่ามีผู้ได้รับสิทธิ 9.93 ล้านคน ซึ่งผู้ลงทะเบียน 13 วันแรกได้รับ SMS ยืนยันสิทธิ 9.69 ล้านคน มีผู้เข้ายืนยันตัวตนในแอพพลิเคชั่น เป๋าตัง แล้ว 8.85 ล้านราย โดยยืนยันตัวตนสำเร็จ 7.93 ล้านคน และมีผู้ที่ยังไม่ได้ติดตั้งแอพพ์เป๋าตัง อีก 8.39 แสนคน
          นายลวรณกล่าวว่า ในการใช้จ่าย 12 วันแรก มีผู้ใช้สิทธิจำนวน 4.53 ล้านคน มีการใช้จ่ายรวม 4,296 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้จ่ายกระเป๋าตัง (g-Walle)t ช่อง 1 ที่รัฐแจกให้คนละ 1,000 บาท ประมาณ 4,254 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายที่ร้านช้อป ซึ่งเป็นร้านในกลุ่มโอท็อป ร้านวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งร้านธงฟ้าประชารัฐ 2,416 ล้านบาท ส่วนร้านชิม หรือร้านอาหารและเครื่องดื่มมียอดใช้จ่าย 583 ล้านบาท ร้านใช้ เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ เป็นต้น มียอดใช้จ่าย 55 ล้านบาท และร้านค้าทั่วไป มียอดใช้จ่าย 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า มีการใช้จ่ายในร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีหลายสาขาประมาณ 817 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนลดลงต่อเนื่องจาก 22% ในช่วงเริ่มต้น เหลือ 19% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมด
          'กทม.'ยังแชมป์ใช้สิทธิสูงสุด
          นายลวรณกล่าวว่า สำหรับการใช้จ่ายกระเป๋าเงิน (g-Wallet) ช่อง 2 ต้องควักเงินตัวเองใช้จ่าย มีผู้ใช้สิทธิแล้ว 15,027 ราย มียอดใช้จ่ายประมาณ 42 ล้านบาทหรือเฉลี่ยรายละ 2,782 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ภายใน 5 วัน โดยเป็นการใช้จ่ายที่ร้านช้อป 27 ล้านบาท ส่วนร้านชิม และร้านใช้ มียอดใช้จ่าย 9 ล้านบาท และ 6 ล้านบาท ตามลำดับ
          นายลวรณกล่าวว่า ทั้งนี้ มีการใช้จ่ายกระจายครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดที่มีการใช้จ่ายมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.กรุงเทพฯ 536 ล้านบาท 2.ชลบุรี 297 ล้านบาท 3.สมุทรปราการ 184 ล้านบาท 4.ปทุมธานี 135 ล้านบาท 5.พระนครศรีอยุธยา 130 ล้านบาท 6.ระยอง 114 ล้านบาท 7.นครปฐม 108 ล้านบาท 8.ลำพูน 105 ล้านบาท 9.เชียงใหม่ 101 ล้านบาท และ 10.นนทบุรี 101 ล้านบาท
          "ผู้ได้รับสิทธิจากการลงทะเบียนวันแรก เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2562 และยังไม่ได้เริ่มใช้จ่าย ขอให้เริ่มใช้จ่ายภายในวันที่ 10 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จะครบ 14 วัน เพื่อรักษาสิทธิ และสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนสำเร็จและได้รับ SMS ยืนยันสิทธิแล้ว ขอให้รีบติดตั้งแอพพลิเคชั่น เป๋าตัง และเริ่มต้นการใช้จ่ายภายใน 14 วัน" นายลวรณกล่าว
          คลังตรวจพบ'บิ๊กซี'ผิดเงื่อนไข
          วันเดียวกัน นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วย รัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง) เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจโครงการชิมช้อปใช้ที่ห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี สาขาปู่เจ้าสมิงพราย จังหวัดสมุทร ปราการ ว่ามีประชาชนร้องเรียนกรณีการกระทำผิดเงื่อนไขของผู้ประกอบการในโครงการชิมช้อปใช้ โดยตั้งจุดรับแลกตั๋วชิมช้อปใช้ เพื่อไปซื้อสินค้ายังห้างดังกล่าว ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่าผู้ประกอบการ จัดโปรโมชั่นจูงใจผู้ได้รับสิทธิให้มาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าด้วยการให้วงเงินเพิ่มเติมอีก 50 บาท จากวงเงินที่รัฐบาลให้ 1,000 บาท จึงขอความร่วมมือทางห้างไม่ให้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว ผู้บริหารสาขาดังกล่าวจึงได้ปลดป้ายออกแล้ว
          "นอกจากบิ๊กซีแล้วยังสั่งการให้คลังจังหวัดไปตรวจสอบยังห้างใหญ่ๆ ที่ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว โดยขณะนี้ยังไม่มีการลงโทษ ด้วยการตัดสิทธิร้านค้าชิมช้อปใช้ แต่ขึ้นบัญชีดำไว้ หากดำเนินการในลักษณะดังกล่าวอีก ไม่ให้มีการเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของรัฐในอนาคต" นายชาญกฤชกล่าว
          นายชาญกฤชกล่าวว่า นโยบายของรัฐบาลต้องการให้เม็ดเงินกระจายออกไปสู่ร้านค้ารายย่อยในชุมชนต่างจังหวัดให้ได้มากที่สุด ดังนั้นไม่อยากให้ร้านค้าบังคับให้ต้องซื้อสินค้าของตนเองจนครบ 1,000 บาท ทางกระทรวงการคลังต้องการรณรงค์ทำความเข้าใจตรงกัน หากพบว่ากระทำการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ข้อกำหนด ต้องลงโทษด้วยการตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการ
          คืบหน้าคณะกก.5จีระดับชาติ
          สำหรับความคืบหน้าการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G ระดับชาติ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้หารือกับนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ถึงแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการฯ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน เบื้องต้นคาดว่าจะมีคณะทำงาน 10-15 คน ประกอบด้วยหน่วยงานต่างๆ อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงมหาดไทย โดยให้สำนักงาน กสทช.ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ
          สัปดาห์หน้ายกร่างชื่อคณะกก.
          "จากรายงานพบว่าหลายประเทศจะเปิดให้บริการ 5G ในพื้นที่เฉพาะพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งในประเทศไทยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการเฉพาะพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2563 โดยสัปดาห์หน้าจะมีการยกร่างรายชื่อคณะกรรมการร่วมกับกระทรวงดีอีเอสอีกครั้ง เพื่อผลักดันการขับเคลื่อน 5G ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว" นายฐากรกล่าว
          นายฐากรกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีการหารือร่วมกันถึงดาวเทียมไทยคม 4 และ 5 ที่ปัจจุบันอยู่ในการถือครองของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) โดยภายหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือนกันยายน 2564 จะให้ย้ายมาใช้งานช่วงคลื่นความถี่ย่าน 3700-4200 เมกะเฮิรตซ์แทน จากเดิมที่ใช้งานช่วงคลื่นความถี่ย่าน 3400-3700 เมกะเฮิรตซ์ ทั้งนี้ กระบวนการตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) จะเสร็จทันเวลาสิ้นสุดสัญญาสัมปทานหรือไม่ เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการใช้งาน ขณะเดียวกัน ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีที่ กสทช.ยกเลิกสัญญาบริการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบ หรือโครงการเน็ตชายขอบ ที่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือทีโอที ชนะการประมูล 3 สัญญา วงเงินรวม 6,486.39 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เนื่องจากคำนึงถึงการเปิดให้บริการ ซึ่งหากในพื้นที่ที่ทีโอทีรับผิดชอบไม่สามารถเปิดบริการได้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ
          เลิกสัญญาทีโอทีทำเน็ตชายขอบ
          นายฐากรกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการยกเลิกสัญญาโครงการเน็ตชายขอบ กสทช.จะจ่ายเงินให้กับทีโอที ตามที่ส่งมอบงานได้ตามจริง พร้อมเปิดประมูลใหม่แบบอิเล็กทรอนิกส์ทดแทนโครงการที่ทีโอที ทำไม่สำเร็จ โดยหากราคาประมูลเกินกว่ามูลค่าที่ทีโอทีประมูลได้ ทีโอทีต้องรับผิดชอบส่วนต่างด้วย สำหรับสัญญาที่ถูกยกเลิก ได้แก่ 1.โครงการจัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ภาคเหนือ มูลค่า 2,103.80 ล้านบาท และ 2.โครงการจัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มูลค่า 2,492.59 ล้านบาท และ 3.โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ มูลค่า 1,899.99 ล้านบาท
          "จากการที่ กสทช.รายงานการยกเลิกสัญญาทีโอที รัฐมนตรีดีอีเอสเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้เกิดความชัดเจน ขณะเดียวกัน กสทช.อยากเปลี่ยนชื่อโครงการเน็ตชายขอบ และโครงการเน็ตห่างไกลโซนซี เป็นโครงการยูโซ่เน็ตในพื้นที่ทุรกันดาร และในพื้นที่ชนบท เพื่อป้องกันการสับสนกับโครงการเน็ตประชารัฐ ที่กระทรวงดีอีเอส มอบหมายให้ทีโอทีเป็นผู้ดำเนินการ" นายฐากรกล่าว และว่า ได้เสนอให้กระทรวงดีอีเอสตั้งกองหรือสำนักขึ้นมาเพื่อรับโอนทรัพย์สินในโครงการเน็ตชายขอบ และโครงการเน็ตห่างไกลโซนซีหลังจากสินสุดโครงการ 5 ปี โดยจะกระทรวงดีอีเอสจะมอบหมายให้ ทีโอที หรือบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ดำเนินการต่อไปก็ขึ้นอยู่กระทรวงดีอีเอส
          ย้ายขรก.ดีอีเอสเหมาะกับงาน
          แหล่งข่าวจากกระทรวงดีอีเอส เปิดผย กรณีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงดีอีเอส ตามที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีเอสเสนอ หลายตำแหน่งนั้นเป็นไปตามการปรับโครงสร้างการทำงานเพื่อความเหมาะสม เช่น นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) มาก่อน และเป็นผู้เชี่ยวชาญในการทำงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สำคัญของประเทศหลายโครงการ จึงให้กลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)
          นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า การโยกย้ายตำแหน่งข้าราชการกระทรวงดีอีเอส เป็นไปตามความเหมาะสม เพราะมีตำแหน่งงานว่างอยู่
          อนุทิน-ศักดิ์สยามพบบิ๊กตู่
          ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนที่นายกฯจะเดินทางออกไปเยี่ยมชมภารกิจสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและมอบนโยบาย ที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คาดว่านายอนุทินและนายศักดิ์สยามเดินทางพบนายกฯ เพื่อหารือถึงปัญหาของโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ- อู่ตะเภา) ที่มีปัญหายังไม่สามารถลงนามสัญญาได้ เนื่องจากคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ลาออกยกชุด ทำให้ต้องมีการแต่งตั้งใหม่ โดยนายศักดิ์สยามจะเสนอบอร์ด รฟท.ชุดใหม่เข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 15 ตุลาคมนี้
          ย้ำไฮสปีดเสี่ยงทั้งเอกชน-รัฐ
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังกล่าวถึงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่า กรณีกลุ่มซีพีที่ชนะการประมูลโครงการนี้เรียกร้องให้ภาครัฐร่วมแบกรับความเสี่ยงด้วยว่า ทุกโครงการมีการประเมินอยู่แล้วว่าบทบาทของเอกชน ของรัฐเป็นอย่างไร ความเสี่ยงโดยรวมเป็นอย่างไร ซึ่งได้นำหลักการนี้ที่ตกลงหารือกันว่ารัฐจะทำอะไร เอกชนจะทำอะไร มันเป็นการจัดการความเสี่ยงโดยรวมเอง
          นายอุตตมกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลเดินตามทีโออาร์ และอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อให้ได้ข้อยุติ ขณะที่ความยืดหยุ่นของทีโออาร์ก็มีในระดับหนึ่ง แต่กระทรวงการคลังไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับโครงการนี้ เป็นเรื่องของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และกระทรวงคมนาคม จะต้องเป็นผู้เจรจาเอง
          นายอุตตมกล่าวว่า สำหรับการเลื่อนการลงนามในสัญญาโครงการจากกำหนดเดิมวันที่ 15 ตุลาคม เป็นวันที่ 25 ตุลาคมนี้ เพราะคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (บอร์ด รฟท.) ลาออกยกชุด จำเป็นต้องตั้งบอร์ดใหม่ ซึ่งกระทรวงคมนาคมได้เสนอชื่อบอร์ดใหม่ให้สำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาแล้ว ทั้งนี้ตามเอกสารยื่นข้อเสนอ (RFP) ระบุว่า ภายในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่ผู้ชนะการประมูลจะต้องยืนยันตามราคาประมูล หากเอกชนยังไม่พร้อมลงนามในเวลาดังกล่าวจะต้องถูกยึดเงินประกันการประมูล 2 พันล้านบาท
          รอชงบอร์ดรถไฟใหม่เข้าครม.
          นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือ บอร์ดรถไฟ ปัจจุบันรายชื่อทั้งหมดเสนอให้อนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเรียบร้อยแล้วทั้ง 7 รายชื่อ เหลือเพียงให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า "หลังจากบอร์ด รฟท.ชุดเก่าลาออกไป ผมก็ได้ตั้งคณะกรรมการจัดหาตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมนี้เลย ซึ่งถ้าถามว่าเร็วไหมในการสรรหากรรมการชุดใหม่ ผมมองว่าเป็นไปตามขั้นตอนปกติ แต่เมื่อรายชื่อมาถึง สคร. จึงรีบดำเนินการเสนอให้รองนายกฯพิจารณาเท่านั้น ซึ่งถ้าแต่งตั้งได้เร็วโครงการต่างๆ ของบอร์ด รฟท.จะเดินหน้าได้ตามกระบวนการเช่นกัน" นายประภาศกล่าว
          ชงครม.15ต.ค.สู้ต่อคดีโฮปเวลล์
          นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงคดีค่าโง่โฮปเวลล์ว่า เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถสรุปแนวทางการชำระค่าเสียหายมูลค่า 12,000 ล้านบาท ได้พร้อมเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในวันที่ 15 ตุลาคมนี้ โดยเบื้องต้นคาดว่าผู้รับผิดชอบในการจ่ายเงินผ่านการกู้เงินจะเป็นการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยอยู่ระหว่างการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ในส่วนของรูปแบบการชำระเงินอาจจะต้องขอเจรจากับเอกชนก่อน เพื่อผ่อนจ่ายเป็นงวด ไม่จ่ายทีเดียวทั้งหมด เพื่อลดภาระทางการเงินให้กับ รฟท.ควบคู่ไปกับการขอลดอัตราดอกเบี้ยลง จากเดิมมีมูลค่า 13,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันการยื่นฟ้องศาลเพื่อหาผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดค่าโง่โฮปเวลล์ขึ้น เป็นคนละคดีกับเรื่องการชดเชยให้กับภาคเอกชน ซึ่งเรื่องนี้ต้องทำคู่กันไป โดยขณะนี้มั่นใจว่าภาครัฐจะชนะในการฟ้องร้องครั้งนี้ เพราะมีหลักฐานเอกสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร ที่สามารถมัดตัวผู้กระทำผิดและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ แต่การยื่นฟ้องศาลกระทรวงคมนาคมไม่สามารถยื่นฟ้องซ้ำซ้อนในคดีลักษณะเดียวกันได้ จึงจะส่งมอบให้หน่วยงานอื่นดำเนินการแทนตามเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งตอนนี้คาดว่าหน่วยงานที่รับดำเนินการจะเป็นกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
          อาเซียนชงไทยเจ้าภาพบอลโลก
          ที่โรงแรมโซฟิเทล กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) นำโดย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ กกท.เข้าร่วมประชุมรัฐมนตรีกีฬาอาเซียน ครั้งที่ 5 โดยมีรัฐมนตรีกระทรวงกีฬา 10 ชาติอาเซียนเข้าร่วมประชุม
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครั้งนี้มีเรื่องสำคัญที่ 10 ประเทศอาเซียนจะพิจารณาร่วมกัน ได้แก่ การเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี ค.ศ.2034 โดยที่ประชุมเสนอให้ 5 ประเทศร่วมกันจัดทำข้อมูลทางเทคนิคประกอบการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ค.ศ.2034 ประกอบด้วย ไทย, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เวียดนาม และอินโดนีเซีย โดยมอบหมายให้ประเทศไทยเป็นแกนหลัก ซึ่งนายพิพัฒน์ได้ตอบรับมติดังกล่าว โดยประเทศไทยยินดีและพร้อมรับข้อเสนอ โดยจะนำผลการประชุมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทยทราบ
          ตั้งคณะทำงานร่วม5ชาติ
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน 5 ประเทศของอาเซียนเพื่อเตรียมการเสนอตัวการเป็นเจ้าภาพของ 5 ประเทศ โดยกำหนดให้มีการประชุมครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั้งนี้ มีประเทศที่เสนอตัวขอเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกในปี 2034 ได้แก่ ประเทศจีน, อียิปต์, ซิมบับเว, ไนจีเรีย รวมทั้งออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่เสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วมกัน ส่วนชาติในทวีปเอเชียที่เคยเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกที่ผ่านมา คือ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่จัดร่วมกันในปี 2002 ที่ผ่านมา
          ช่วงท้ายการประชุมตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่น เจ้าภาพจัดโอลิมปิกเกมส์ ฤดูร้อน ค.ศ.2020 นำเสนอข้อมูลการเตรียมการเป็นเจ้าภาพของญี่ปุ่นในช่วงโค้งสุดท้ายให้ชาติอาเซียนได้รู้ถึงการเตรียมการที่มีความพร้อมร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

          บรรยายใต้ภาพ 
          ศักดิ์สยาม ชิดชอบ
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 11 ต.ค. 2562 (กรอบบ่าย)--