INSETเหนือจอง ลุยประมูล20งาน

“อินฟราเซท” โชว์ฟอร์มเจ๋ง! เทรดวันแรกราคาเหนือจองพุ่งเกือบ 5% ขานรับนักลงทุนเชื่อมั่นธุรกิจมีแนวโน้มเติบโต ฟาก “เอ็มดี” ย้ำรายได้ปีนี้โต 10-15% เดินหน้าประมูลงานใหม่อีก 10-20 โครงการ หลังตุนแบ็กล็อก 2,739 ล้านบาท
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (8 ต.ค. 2562) หุ้นบริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรก ในกลุ่มเทคโนโลยี โดยเปิดตลาดที่ราคา 2.94 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 9.29% จากราคาเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 2.69 บาท/หุ้น ซึ่งระหว่างวันปรับไปสูงสุดที่ราคา 3.02 บาท และปรับตัวต่ำสุดที่ราคา 2.74 บาท ก่อนจะมาปิดตลาดที่ราคา 2.82 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 0.13 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 4.83% ด้วยมูลค่าซื้อขาย 927.67 ล้านบาท
          นายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัดการ INSET เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดยราคาหุ้น INSET เทรดวันแรกยืนเหนือราคาไอพีโอ 2.69 บาท/หุ้นได้ มองว่าเป็นผลมาจากบริษัทมีแนวโน้มเติบโตดี และอยู่ในธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่มีการขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นในบริษัทจึงเข้ามาลงทุน
          ทั้งนี้ เงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จำนวน 392.74 ล้านบาท บริษัทจะนำไปใช้ขยายธุรกิจ 80% ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างโครงข่ายท่อร้อยสายสื่อสารลงใต้ดิน ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 และโครงการวางระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ WiFi เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายสาธารณะ (โครงการ Google Station) ส่วนที่เหลืออีก 20% ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ
          นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างยื่นประมูลงานใหม่ 10-20 โครงการ มูลค่า 5-10 ล้านบาท/โครงการ โดยเป็นงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น งานติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า และระบบรางเคเบิลลิ่ง ภายในสถานีรถไฟฟ้า BTS จำนวน 90 สถานี มูลค่า 5-10 ล้านบาท/สถานี ปัจจุบันอยู่ระหว่างเสนอราคา คาดว่าจะได้รับงานบางส่วน
          รวมถึงงานติดตั้งสายไฟเบอร์ออปติก ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC และงานนำสายไฟฟ้าลงใต้ดินภายในหมู่บ้านจัดสรร โดยอยู่ระหว่างเจรจากับบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของงานภาคเอกชนภายในสิ้นปี 2562 และงานภาครัฐ ภายในต้นปี 2563
          “ภายหลังจากการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการประมูลโครงการขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตในอนาคต และบริษัทยังคงยึดนโยบายทำงานให้เสร็จก่อนเวลากำหนด และเกินความคาดหมายของลูกค้า” นายศักดิ์บวร กล่าว
          สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2562 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโต 10-15% จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 1,007.12 ล้านบาท หลังจากในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 บริษัทมีรายได้แล้ว 577.69 ล้านบาท ประกอบกับบริษัทมีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 2/2562 อยู่ที่ 2,739 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปี 2562 ประมาณ 30-40% และรับรู้รายได้ปี 2563 ประมาณ 40-45% ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้รายได้ไปอีก 3 ปี จากงานซ่อมบำรุงและบริการ มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท
          โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจก่อสร้างศูนย์ข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประมาณ 88% ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและโครงข่ายโทรคมนาคม ประมาณ 10% และธุรกิจงานซ่อมบำรุงและบริการ ประมาณ 2% คาดว่าในปี 2563 สัดส่วนรายได้จากธุรกิจงานซ่อมบำรุงและบริการจะเพิ่มเป็น 15-20% ของรายได้รวม เนื่องจากบริษัทมีรายได้ประจำจากงานบำรุงรักษาโครงการเน็ตชายขอบ และโครงการ NET ห่างไกล Zone C ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
          ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2563 เบื้องต้นบริษัทยังคงเน้นโครงการ Google Station โดยวางระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ WiFi ภายในพื้นที่ตามที่ได้เซ็นสัญญากับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT จำนวน 5,000 จุด เมื่อเดือน ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา เป็นระยะเวลา 5 ปี ตั้งเป้าหมายติดตั้งแล้วเสร็จภายในปี 2563 จะทำให้บริษัทมีรายได้จากการให้เช่าระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ WiFi อยู่ที่ 1,500 บาท/จุด หรือมีรายได้อยู่ที่ 90 ล้านบาท/ปี ไปอีก 48 เดือน
          “แผนปี 2563 บริษัทยังเน้นโครงการ Google Station  เนื่องจากเป็นโครงการที่ทำให้บริษัทมีรายได้ประจำ (Recurring income) และบริษัทอยู่ในตลาดทุนแล้ว จะพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในงานที่ภาครัฐและเอกชนเปิดประมูลในอนาคต” นายศักดิ์บวร กล่าว
          นายเล็ก สิขรวิทย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินในการเสนอขายหุ้นไอพีโอของ INSET กล่าวว่า การซื้อขายหุ้น INSET เป็นวันแรก เปิดตลาดที่ 2.94 บาท เพิ่มขึ้น 9.29% จากราคาไอพีโอ 2.69 บาท และปรับตัวสูงสุดที่ 3.02 บาท หรือเพิ่มขึ้น 12.26% สะท้อนให้เห็นว่าได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากนักลงทุน ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการกำหนดราคาไอพีโอที่มีความเหมาะสมโดยกำหนดค่า P/E ที่ 13.70 เท่า ซึ่งมีส่วนลดให้จากค่า P/E ของบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินธุรกิจที่คล้ายกัน
          ประกอบกับ INSET มีปัจจัยพื้นฐานดี และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ระดับต่ำเพียง 1 เท่า รวมทั้ง INSET ยังเป็นผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่มีการให้บริการแบบครบวงจรเพียงรายเดียวในตลาดหลักทรัพย์ mai
          ขณะเดียวกัน INSET ยังเป็นบริษัทที่มีอนาคตการเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมกำลังอยู่ในช่วงที่จะมีการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเข้าสู่ยุค 5G ทำให้เป็นโอกาสที่ดีของผู้ประกอบการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่มีโอกาสได้รับงานมากขึ้น ดังนั้นจึงเชื่อว่า INSET จะได้รับความสนใจจากนักลงทุนในระยะยาว

          บรรยายใต้ภาพ
          เปิดสวย : แมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ,ศักดิ์บวร พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัการ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET ร่วมพิธีเปิดการซื้อขายหุ้นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์  เอ็ม เอ ไอ (mai) ราคาเปิดเทรด 2.94 บาท