เร่งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ดึงต่างชาติหนุน"สตาร์ทอัพ"

วัชร ปุษยนาวิน
          กรุงเทพธุรกิจ
          ทุกอย่างถูกเชื่อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล  ผู้ผลิตสินค้าไทยควรนำไอโอทีมาเป็นส่วนประกอบ
          ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์
          การขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้วางแผนครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เพื่อพัฒนา ระบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านดิจิทัลให้รองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่นำร่องใช้ภายในอีอีซี ซึ่งจะสนับสนุน
          การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา เห็นชอบ รายการประกอบแผนผังท้าย (ร่าง) ประกาศ กพอ.เรื่องแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคเขตอีอีซี และ มอบหมายสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) นำเสนอ ครม.พิจารณาอนุมัติต่อไป
          ทั้งนี้ ในร่างดังกล่าวครอบคลุมรายการประกอบแผนผังระบบสาธารณูปโภค ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และระบบ การควบคุมและขจัดมลภาวะ ซึ่งระบุถึงการพัฒนา ระบบโครงสร้างพื้นฐานและบริการด้านดิจิทัล เพื่อรองรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต แบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.ประเภทโครงสร้างพื้นฐานใหม่คือ โครงการสถาบัน IoT 2 แห่ง ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)
          2.ประเภทโครงสร้างพื้นฐานเดิม คือ สถานีดาวเทียมศรีราชา 1 แห่ง โดยจะทำให้ การพัฒนาการสื่อสารข้อมูลเคลื่อนที่ความเร็วสูง รองรับอุปกรณ์ IoT ได้อย่างมีเสถียรภาพ
          ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) เปิดเผยว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มอบหมายให้เร่งโครงการไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ ของเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลประเทศไทย (อีอีซีดี) อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยตั้ง สถาบันไอโอทีและนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อบริหาร "ไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์" ซึ่งได้ก่อสร้างอาคาร เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา และจะเสร็จใน 3 ปี
          สถาบันไอโอทีฯ จะผลักดันการลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยการสร้างอีโคซิสเทม เพื่อดึงดูดการลงทุน 5 กลุ่มหลัก คือ 1.ซอฟท์แวร์ 2.ดิจิทัลคอนเทนท์ 3.ฮาร์ดแวร์ สมาร์ท ดีไวซ์ (อุปกรณ์อัจฉริยะ) 4.อุปกรณ์การสื่อสาร 5.การบริการด้านดิจิทัล
          การลงทุนทั้ง 5 กลุ่มต้องอยู่ภายใต้การลงทุนการค้า การพัฒนานวัตกรรมของกรอบเทคโนโลยีหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี 5 จี แอพพลิเคชั่น, ไอโอที, ปัญญาประดิษฐ์(เอไอ), บิ๊กดาต้า, วีอาร์ เออาร์(โลกเสมือนจริง), ซอฟท์แวร์ คอนเวอร์เจนท์และฮาร์ดแวร์ดีไซด์
          ไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์ มีวัตถุประสงค์ คือ 1.ให้สตาร์ทอัพไทยขยายผลทางธุรกิจเชิงนวัตกรรมเทคโนโลยี 2.ให้นักลงทุนต่างชาติ ที่ต้องการใช้ไทยเป็นฐานของการผลิตสินค้า และการออกแบบเทคโนโลยี เช่น เอไอ, ไอโอที
          ส่วนการดึงดูดการลงทุน 5 กลุ่มหลัก จะเน้นทั้งสตาร์ทอัพไทยและบริษัทรายใหญ่ ของต่างชาติ โดยสตาร์ทอัพไทยมีเป้าหมายเพื่อขยายไปสู่ตลาดโลกด้วย ซึ่งขณะนี้เข้าไปสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย 50 รายแล้ว เช่น ฟินเทค, เทคโนโลยีการศึกษา, เทคโนโลยีเกษตร,  เทคโนโลยีแปรรูปเกษตร, เทรดแอนด์เซอร์วิส เทคโนโลยี
          การขับเคลื่อนดังกล่าวได้ไปโรดโชว์ดึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไฮเทครายใหญ่ที่จีน ญี่ปุ่นและสหรัฐ มีบริษัทเป้าหมาย 10 ราย เช่น ดิจิทัลแพลตฟอร์ม, คลาวเซอร์วิส, เทคโนโลยีเดต้า, การออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อ อุตสาหกรรม รวมถึงกำลังเจรจากับกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัล 3 มิติ เทคโนโลยีเอไอและไอโอที ซึ่งคาดว่าจะมีข่าวดีในของการตอบรับ เข้ามาลงทุนในไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์
          "บริษัทขนาดใหญ่ที่จะดึงเข้ามาลงทุนใน ไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์ จะใช้เงินลงทุนมาก ตั้งแต่ 500 ล้านบาทไปจนถึงกว่าพันล้านบาท ต่อราย โดยตั้งเป้าหมายบริษัทรายใหญ่ทั้ง 10 ราย จะจับคู่กับสตาร์ทอัพไทยทั้ง 50 ราย เพื่อให้เกิด การออกแบบดีไซด์สินค้าใหม่ขึ้นมา"
          สตาร์ทอัพทั้ง 50 ราย จะโตขึ้นได้จะต้อง ทำงานร่วมกันกับบริษัทใหญ่ที่มีเทคโนโลยีโดยบริษัทใหญ่จะมาลงทุนที่ไทยคงไม่ใช่มาลงทุนแค่ตั้งโรงงาน แต่มองว่าจะทำให้เกิด ผลิตภัณฑ์ใหม่ให้กับบริษัทหรือไม่ เพราะขณะนี้ ตั้งฐานการผลิตที่ใดก็ได้ในโลกที่มีต้นทุนต่ำ
          แต่ถ้ามาลงทุนในไทยก็ต้องเข้ามาลงทุน เพื่อเป็นฐานการผลิตด้านไอเดีย จะต้องให้สตาร์ทอัพไทย 50 ราย ไปเจอกับบริษัทขนาดใหญ่ เหล่านี้ มาใช้พื้นที่นี้เพื่อออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ทดสอบตลาดภายในประเทศ และ ผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดโลก ถ้าทำอย่างนี้ได้  จะทำให้สตาร์ทอัพของไทยขยายขนาดตลาดไปสู่ตลาดโลก ไม่เช่นนั้นไทยจะเป็นได้เพียง ฐานการผลิตเพียงอย่างเดียว และรอให้บริษัทต่างชาติมาตั้งโรงงาน ซึ่งทำให้ไม่เกิด ประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร
          ดังนั้น ต้องทำให้ทั้ง 2 ส่วนผสมกันเกิดการ ร่วมกันทำงาน ซึ่งโมเดลดังกล่าวเป็นรูปแบบ ที่สิงคโปร์ทำอยู่ แต่โมเดลสิงคโปร์สมัยก่อน เน้นเพียงกลุ่มฟินเทค โดยช่วงหลังมาทำเน้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะมีเครื่องจักรอัตโนมัติ หุ่นยนต์ที่ทำงานใกล้ชิดมนุษย์ อุปกรณ์ ติดตัวมนุษย์ ทำให้อุปกรณ์อัจฉริยะมากขึ้น โดยใส่เอไอและซอฟท์แวร์เข้าไป ซึ่งจะปล่อยให้ สิงคโปร์ทำแล้วไทยเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตหรือไทยต้องเป็นผู้ดีไซด์เองและผลิตด้วยถึงจะสู้สิงคโปร์ได้
          "สตาร์ทอัพไทยจะต้องร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ในการออกแบบ โดยใช้พื้นที่ ไทยแลนด์ ดิจิทัลวัลย์ ในการพัฒนาสินค้าใหม่ ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่นำมาออกแบบให้เหมาะสม กับไลฟ์สไตล์และการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี"
          ไทยแลนด์ ดิจิทัล วัลเลย์ จะส่งผลทางเศรษฐกิจเกิดการลงทุนทางตรงจากภาครัฐ 4,000 ล้านบาท การลงทุนทางตรงของภาคเอกชน 4,000 ล้านบาท รวมแล้วเกิดการลงทุนจริง ไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท เกิดการหมุนเวียนจาก การลงทุนต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 20,000 ล้านบาท  ทำให้เกิดการขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลอีกมาก และจะขยายผลต่อ ในการใช้ประโยชน์อีกไม่ต่ำกว่า 3 เท่าของ 20,000 ล้านบาท จากการผลิตสินค้าต่างๆเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ