JASกำไรพิเศษ8.5พันล. ลุ้นปันผล0.75-1.70บาท JASIF เดินหน้าขายหน่วยลงทุนจบปีนี้

ผู้ถือหุ้น JAS ไฟเขียวขายสินทรัพย์เข้า JASIF เพิ่มอีก 38,000 ล้านบาท พร้อมเช่าสินทรัพย์และจองซื้อหน่วยลงทุนออกใหม่ คาดแล้วเสร็จต้น ธ.ค.นี้ ฟันกำไร 7,000-8,500 ล้านบาท เล็งนำมาจ่ายปันผลพิเศษ-ชำระหนี้-ลงทุนไฟเบอร์ออปติก รองรับบริการ IPTV  ฟากโบรกฯ คาดปันผลพิเศษ 0.75-1.72 บาท/หุ้น
          นางสาวสายใจ คีตสิน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2562 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติให้บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTTBB ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ JAS เข้าทำธุรกรรมการจำหน่ายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มจำนวนประมาณ 700,000 คอร์กิโลเมตร ให้แก่กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF โดยมีมูลค่ารายการประมาณ 38,000 ล้านบาท
          นอกจากนี้ ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้ TTTBB เข้าทำธุรกรรมการเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มจำนวน 700,000 คอร์กิโลเมตร จาก JASIF แบ่งเป็น 1.สัญญาเช่าหลักจำนวน 80% ของทรัพย์สินส่วนเพิ่มที่จำหน่ายแก่ JASIF คิดเป็นประมาณ 560,000 คอร์กิโลเมตร โดยอัตราเช่าเริ่มต้นเท่ากับอัตราค่าเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเดิม ซึ่งในปี 2562 อัตราค่าเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเดิมอยู่ที่ประมาณ 433.21 บาทต่อคอร์กิโลเมตรต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยมีระยะเวลาการเช่าประมาณ 12 ปี 2 เดือน สิ้นสุดลงในวันที่ 29 ม.ค. 2575
          2.สัญญาประกันรายได้จำนวน 20% ของทรัพย์สินส่วนเพิ่มที่จำหน่ายแก่ JASIF คิดเป็นประมาณ 140,000 คอร์กิโลเมตร โดยอัตราเช่าเริ่มต้นเท่ากับอัตราค่าเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงรองเดิม ซึ่งในปี 2562 อัตราค่าเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงรองเดิมอยู่ที่ประมาณ 764.48 บาทต่อคอร์กิโลเมตรต่อเดือน (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีระยะเวลาการเช่าประมาณ 3 ปี โดย JASIF มีสิทธิเลือกที่จะต่ออายุสัญญาประกันรายได้ค่าเช่าดังกล่าวออกไปได้อีกครั้งละไม่เกิน 3 ปี แต่ไม่เกินกว่าวันที่ 29 ม.ค. 2575
          3.การขยายอายุสัญญาเช่าหลักสำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงหลักเดิม โดยจะขยายอายุเฉพาะส่วนของสัญญาเช่าหลักเดิม จำนวนประมาณ 784,400 คอร์กิโลเมตร จากวันที่ 22 ก.พ. 2569 ไปจนถึงวันที่ 29 ม.ค. 2575 และ 4.การให้สิทธิแก่ JASIF ในการขอต่ออายุสัญญาเช่า (ทั้งสัญญาเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงหลักเดิม และสัญญาเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม) ออกไปอีก 10 ปี นับจากวันสิ้นสุดอายุของสัญญาเช่าหลัก หรือวันที่ 29 ม.ค. 2575
          “ค่าเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงเดิม และสัญญาเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มรวมอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งบริษัทสามารถชำระค่าเช่าได้ตลอดอายุสัญญาเช่า โดยไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของบริษัท” นางสาวสายใย กล่าว
          ขณะเดียวกันที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าทำธุรกรรมจองซื้อหน่วยลงทุนที่จะออกใหม่ของ JASIF ตามสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนของบริษัทใน JASIF โดยบริษัทอาจจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่เกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร อย่างไรก็ตามบริษัทจะจองซื้อหน่วยลงทุนเป็นจำนวนไม่เกิน 33% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของ JASIF หลังการเพิ่มทุน
          “หลังจากผู้ถือหุ้น JAS อนุมัติให้ขายทรัพย์สินเข้า JASIF ขั้นตอนต่อจากนี้ก็รอ ก.ล.ต.อนุมัติไฟลิ่ง จากนั้นทางบลจ.บัวหลวงจะประกาศราคาขายหน่วยลงทุน แต่เชื่อว่าราคาอย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าราคาตลาดฯ โดยกระบวนการทุกอย่างน่าจะเสร็จภายในต้นเดือน ธ.ค. 2562” นางสาวสายใจ กล่าว
          ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินส่วนเพิ่มให้แก่ JASIF มูลค่าประมาณ 38,000 ล้านบาท ไปใช้คืนเงินกู้ระยะสั้น ชำระหนี้สินของบริษัทบางส่วน ซึ่งตามงบการเงินรวม บริษัทมีภาระหนี้สินอยู่ที่ 20,000 ล้านบาท และนำไปจ่ายปันผลพิเศษให้ผู้ถือหุ้น โดยคาดว่าจะต้องรอปิดงบการเงินงวดปี 2562 ก่อนจึงจะสามารถจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้
          รวมทั้งยังนำเงินไปใช้ลงทุนเพื่อพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคม โดยเปลี่ยนเทคโนโลยีสายทองแดง เป็นไฟเบอร์ออปติกให้เร็วที่สุด คาดว่าจะเปลี่ยนเป็นโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกได้ทั้งหมดภายในปี 2563 ซึ่งจะสามารถทำให้เพิ่มบริการได้หลายอย่าง เช่น บริการ IPTV ซึ่ง TTTBB ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับบริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO และบริษัท เคที คอร์ปอเรชั่น หรือ KT จากเกาหลีใต้ ในฐานะพันธมิตรและที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ เพื่อเปิดตัวธุรกิจ IPTV
          โดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบโครงข่ายและวางแผนธุรกิจร่วมกัน เตรียมจะเปิดบริการได้ในไตรมาส 1/2563 หรือช้าสุดต้นไตรมาส 2/2563 ตั้งเป้าหมายมีผู้ใช้บริการ IPTV จำนวน 1.5 ล้านรายภายในเวลา 1 ปี นับจากเปิดตัว คาดว่าบริการ IPTV จะสร้างรายได้ปีละ 3,000-4,000 ล้านบาท
          “TTTBB จะบันทึกรับรู้กำไร (ก่อนภาษี) จากการขายทรัพย์สินประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท และคาดว่า JAS จะบันทึกกำไรจากการขายทรัพย์สินประมาณ 7,000-8,500 ล้านบาท หลังจากหักรายการกำไรที่ยังไม่รับรู้เป็นในอัตรา 19-33% ตามสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนของบริษัทใน JASIF” นางสาวสายใจ กล่าว
          ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2563 เบื้องต้นคาดว่ารายได้ (รวมรายได้บริการ IPTV) จะเติบโต 20-25% จากปี 2562 ที่คาดว่าบริษัทจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท จากครึ่งปีแรกมีรายได้อยู่ที่ 11,306.12 ล้านบาท และครึ่งปีแรกใช้งบลงทุนไปแล้ว 2,000 ล้านบาท จากทั้งปี 2562 บริษัทตั้งงบลงทุนไว้ที่ 4,000 ล้านบาท
          ขณะที่ลูกค้าผู้ใช้บริการ 3BB ปัจจุบันอยู่ที่ 3.3 ล้านราย โดยเป็นลูกค้า FTTx จำนวน 1.5 ล้านราย ตั้งเป้าหมายภายใน 5 ปี หรือปี 2567 ลูกค้าผู้ใช้บริการ 3BB จะเพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านราย และมีรายได้ (ไม่รวมรายได้บริการ IPTV) ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท
          อย่างไรก็ตาม กรณี นายพิชญ์ โพธารามิก ลาออกจากตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการของบริษัท หลัง ก.ล.ต.ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้องในกรณีของบริษัท จัสมิน เทเลคอม ซิสเต็มส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JTS ยืนยันว่าไม่กระทบกับการจำหน่ายทรัพย์สินเข้า JASIF ทุกอย่างยังเป็นไปตามแผนที่กำหนด และกรณีดังกล่าวไม่กระทบต่อการดำเนินงานของ JASเนื่องจากบริษัทมีผู้บริหารที่แข็งแกร่ง และดำเนินงานต่อไปได้
          * ลุ้นปันผลพิเศษ 0.75-1.72 บาท
          ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า จากการจำหน่ายทรัพย์สินเข้า JASIF โดยคำนวณจากกระแสเงินที่เข้ามาจากจำหน่ายทรัพย์สินเข้า JASIF ที่ 15,000 ล้านบาท ดังนั้นคาดว่า JAS จะจ่ายเงินปันผลพิเศษในอัตรา 1.72 บาท/หุ้น
          ส่วนนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตามที่ JAS จะบันทึกกำไรจากการจำหน่ายทรัพย์สินเข้า JASIF ประมาณ 7,000-8,500 ล้านบาท ซึ่ง JAS จะต้องนำไปชำระหนี้สินบางส่วน ตั้งสมมติฐานที่ 2,500 ล้านบาท ดังนั้นจะเหลือกำไรอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท เมื่อนำมาคำนวณตามจำนวนหุ้นทั้งหมด คาดว่า JAS จะจ่ายเงินปันผลพิเศษในอัตรา 0.75 บาท/หุ้น