กสทช.จัดสัมมนารับมือ"5จี"ห่วงช้าเสียเปรียบเพื่อนบ้าน

ธปท.วิตกหนี้ครัวเรือนไทยพุ่งไม่หยุด ชี้ปล่อยกู้กลุ่มเดิม เบี้ยวหนี้ทำแบงก์ล้ม-กระทบเศรษฐกิจ ทบทวนโปรโมชั่นผ่อน 0%
          กสทช.จัดสัมมนารอรับมือ5จี
          เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพฯ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการเอ็นบีทีซี-ไอทียู-เอ็นไอเอ เซ็นเตอร์ ออฟ เอ็กเซลเลนท์ 2019 ว่า กสทช.ร่วมกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติเกาหลี จัดงานสัมมนาเพื่อการพัฒนาบุคลากรด้านปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในประเด็นสำคัญ อาทิ 1.การใช้ประโยชน์จากเอไอ 2.ปัญหาและอุปสรรคจากการนำเอไอไปใช้งาน
          นายฐากรกล่าวว่า การจัดสัมมนานี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะจะช่วยผลักดันการขับเคลื่อน 5G ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับทั้งเอไอและอินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) "สาเหตุที่ต้องผลักดันการขับเคลื่อน 5G ให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G ระดับชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานนั้น เนื่องจากหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย มีความพยายามผลักดันการขับเคลื่อน 5G โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน 5G ระดับชาติเช่นกัน จึงไม่อยากให้เรื่องนี้ล่าช้า ซึ่งไทยจะเกิดความเสียเปรียบ" นายฐากรกล่าว
          นายฐากรกล่าวว่า 5G จะแตกต่างจากระบบ 3G และ 4G ที่ใช้งานอยู่ โดยภาคโทรคมนาคมจะได้รับประโยชน์เพียง 20% ส่วนอีก 80% จะเกิดประโยชน์ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น โลจิสติกส์, การเกษตร, การคมนาคม, ภาคการศึกษา, อุตสาหกรรมการผลิต และสาธารณสุข  เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และดึงเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้จำนวนมาก
          "คาดว่าการประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมกราคม 2563 ซึ่งเป็นจัดการประมูลล่วงหน้า ในรูปแบบการประมูลหลายย่านความถี่พร้อมกัน (มัลติแบนด์) ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 700, 2600 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่าน 26-28 กิกะเฮิรตซ์ ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 1800, 3500 เมกะเฮิรตซ์ จะจัดการประมูลลำดับถัดไป" นายฐากรกล่าว
          ย้ำพ.ย.นี้ได้ข้อสรุปจัดสรรคลื่น
          "ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะต้องได้ข้อสรุปการจัดสรรคลื่นความถี่ทั้งหมด โดยการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ จากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้ ส่วนคลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบันอยู่ในการถือครองของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการในดาวเทียมไทยคม 5 จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในวันที่ 11 กันยายน 2564 ทำให้คลื่นความถี่จะพร้อมใช้งานได้หลังจากนั้น และไทยคม จะต้องย้ายไปใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 3700-4200 เมกะเฮิรตซ์แทน เพื่อไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบ" นายฐากรกล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการเอ็นบีทีซี-ไอทียู-เอ็นไอเอ เซ็นเตอร์ ออฟ เอ็กเซลเลนท์ 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-19 กันยายนนี้ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 80 คน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อีกทั้ง มีวิทยากรให้องค์ความรู้ด้านเอไอ จากองค์กรชั้นนำและมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก
          'ทีโอที'คาดควบรวมกสทเกิดปี63
          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการควบรวมบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เป็นบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ ว่า กรณีที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้กำหนดเวลาภายใน 45 วัน หรือภายในกลางเดือนตุลาคมนี้ต้องมีข้อสรุปใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.แผนบริหารจัดการบุคลากร 2.สินทรัพย์และหนี้สิน ที่จะมีข้อสรุปร่วมกันอย่างไร และ 3.สัญญา และสัมปทานต่างๆ เมื่อควบรวมกันแล้วจะเกิดผลกระทบหรือไม่ นั้น เบื้องต้นทราบในรายละเอียดคร่าวๆ เพราะยังไม่ได้มอบหมายอย่างเป็นทางการ
          นายมนต์ชัยกล่าวว่า ประเมินว่าการควบรวมกิจการจะสามารถเกิดขึ้นได้ในปี 2563 โดยจะต้องมีการว่าจ้างที่ปรึกษาฝ่ายธุรกิจ ฝ่ายกฎหมาย และฝ่ายบุคคล เพื่อให้การขับเคลื่อนการควบรวมกิจการเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่ผ่านมาแม้จะมีการดำเนินการเรื่องนี้พอสมควร แต่ครั้งนี้จะต้องมีรายละเอียดที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา คณะกรรมการ (บอร์ด) บริหารและบอร์ดยุทธศาสตร์ได้ประชุมแผนวิสาหกิจปี 2563-2567 ตามที่ได้เสนอไปแล้ว โดยขั้นตอนต่อจากนี้จะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดใหญ่ทีโอทีอีกครั้งในวันที่ 24 กันยายนนี้ จากนั้นจะเสนอต่อกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หากได้รับความเห็นชอบก็จะเสนอสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ต่อไป
          ปรับแผนยุทธศาสตร์เน้นดิจิทัล
          นายมนต์ชัยกล่าวว่า สำหรับแผนธุรกิจที่ผ่านบอร์ดบริหารและบอร์ดยุทธศาสตร์ในเบื้องต้น ยังเป็นตามแผนเดิมที่เคยดำเนินการไปบ้างแล้ว แต่จะมีการปรับในเรื่องการมีแผนยุทธศาสตร์เรื่องดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น โดยจะมี 3 แกนสำคัญคือ 1.คลาวด์ 2.ความปลอดภัยข้อมูล (ไซเบอร์ซิเคียวริตี้) 3.แพลตฟอร์ม และโซลูชั่น โดยทิศทางการดำเนินงาน คือ เอาเรื่องธุรกิจดิจิทัลมาเสริม ซึ่งในระยะยาวจะปรับรายได้จากดิจิทัลให้สูงขึ้น เป็น 30% ในปี 2565-2566 ของรายได้รวม ส่วนปีนี้รายได้รวมดิจิทัลไม่ถึง 5-6% น่าจะผลักดันให้ได้ และในอนาคตจะตั้งสำนักปรับเปลี่ยนองค์กรสู่ดิจิทัลด้วย
          "นอกจากนี้ ยังได้เสนอของบประมาณสำหรับลงทุนในปี 2563 ไปแล้ว 5,000 ล้านบาท และหากแผนวิสาหกิจดังกล่าวได้รับอนุมัติเรียบร้อยภายในสิ้นปีนี้ ก็จะรีวิวงบเพิ่มเติมเพื่อใส่แผนธุรกิจดิจิทัลเข้าไปเพื่อให้พัฒนาธุรกิจในด้านนี้อีก 300-400 ล้านบาท และในปี 2564 จะเพิ่มงบในส่วนดิจิทัลเป็น 1,000 ล้านบาท โดยจะเป็นการหาพันธมิตรเอกชน ซึ่งหากจะผลักดันให้รายได้ด้านดิจิทัลให้ได้ 30% ต้องเป็น 10,000 ล้านบาท" นายมนต์ชัยกล่าว
          ธปท.กังวลหนี้ครัวเรือนเพิ่ม
          ที่หอประชุมศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไดกล่าวในงานสัมมนา "แนวพระราชดำริ : ภูมิคุ้มกันสังคม-วัคซีนธุรกิจยั่งยืน" จัดโดยหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ซึ่งมีประชาชนและนักลงทุนทั่วไปเข้าร่วมรับฟังเต็มหอประชุม
          นายวิรไทกล่วว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องส่วนหนึ่งเป็นจากการที่ครัวเรือนถูกกระตุ้นให้ก่อหนี้ โดยพบว่าช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการรถยนต์คันแรกออกมา ครัวเรือนมีการเร่งก่อหนี้และมีการซื้อรถยนต์เพิ่มขึ้นเพราะกลัวเสียสิทธิ รวมทั้งมีผู้ประกอบการสินเชื่อรถยนต์เข้ามาแข่งขันการให้บริการมากขึ้น ซึ่งหากประเมินเบื้องต้นอาจจะมองว่าดีเพราะทำให้ครัวเรือนเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น แต่พบว่าการปล่อยกู้เพิ่มขึ้นเป็นการปล่อยกู้กลุ่มคนเดิมๆ ที่ทำให้ครัวเรือนเป็นหนี้มากขึ้น และพบว่าครัวเรือนมีการเก็บออมน้อย มีการกู้เพื่อใช้จ่ายมากขึ้น เช่น คนที่เพิ่งเริ่มทำงานเดือนแรกแต่ก็ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ เพราะมีโปรโมชั่นผ่อน 0% นาน 6 เดือน การช้อปปิ้งออนไลน์ที่สามารถซื้อสินค้าได้ตลอดเวลา เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันแนวโน้มการมีชีวิตอยู่ยืนยาวมากขึ้นการออมเงินเพื่อใช้ในอนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญ ในส่วนของ ธปท.เองก็ได้มีการออกเกณฑ์กำกับธนาคารพาณิชย์เพื่อไม่ให้มีการก่อหนี้ครัวเรือนซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่ เช่น เกณฑ์สินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิต เกณฑ์กำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ (แอลทีวี) เกณฑ์สินเชื่อจำนำทะเบียน(คาร์ฟอร์แคช) ล่าสุด สมาคมธนาคารไทยและธนาคารพาณิชย์สมาชิกได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกำหนดแนวทางการดำเนินกิจการธนาคารอย่างยั่งยืนในด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดรับชอบ เพื่อไม่กระตุ้นให้ครัวเรือนก่อหนี้มากเกินตัว
          แบงก์รับลูกงดโปรโมชั่นกระตุ้นรูด
          นายปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ล่าสุดอยู่ที่ 78.7% สัดส่วนเป็นสินเชื่อเพื่อธุรกิจ 18% และสินเชื่อรายย่อย ได้แก่ ที่อยู่อาศัย 33% ยานยนต์ 12% สินเชื่อส่วนบุคคล 34% และบัตรเครดิต 3% ซึ่งปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นต่อเนื่อง หากไม่ชำระหนี้คืนก็จะทำให้ระบบธนาคารล้มได้และเป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ตระหนักถึงเรื่องนี้ดี แต่การก่อหนี้ส่วนหนึ่งจำเป็น เช่น การซื้อที่อยู่อาศัย การซื้อรถยนต์ แต่บางเรื่องอาจจะเป็นการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต้องระมัดระวังไม่กระตุ้นให้ครัวเรือนก่อหนี้โดยที่ไม่จำเป็น
          "ธนาคารพาณิชย์อยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการปล่อยสินเชื่อและพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ในการให้สินเชื่อมากขึ้น ในส่วนของรายย่อยจะชะลอการออกโปรโมชั่นที่กระตุ้นการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะสำหรับการซื้อสินค้า หรือใช้จ่ายประเภทความสุขสำราญ เช่น เที่ยวก่อนผ่อนทีหลัง 0% การซื้อโทรศัพท์มือถือผ่อน 0% เป็นต้น ส่วนสินเชื่อภาคธุรกิจ ต้องพิจารณารายละเอียดโครงการว่าปล่อยสินเชื่อไปแล้วจะก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมและสังคมหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบและสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ" นายปรีดีกล่าว
          ข้าวเหนียวถุงยังไม่ช่วยกดราคา
          แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำข้าวสารเหนียวถุงราคาถูกเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน ว่า หลังจากมีการปล่อยรถเคลื่อนที่กระจายข้าวสารเหนียว ล็อตแรกแล้วกว่า 1.2 แสนถุง ตั้งแต่วันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา ได้มีกระจายข้าวเหนียวถุงถึงร้านค้าธงฟ้าที่ได้สั่งซื้อมาแล้วใน 39 จังหวัด เกือบ 2,000 ร้าน ซึ่งภายในสัปดาห์นี้จะได้เพิ่มอีกอย่างต่ำ 13 จังหวัด บางจังหวัดอาจล่าช้าเพราะติดปัญหาฝนชุกและน้ำท่วมจนเข้าไปจัดส่งข้าวถุงไม่ได้ พร้อมกันนี้ อยู่ระหว่างการบรรจุล็อตที่สอง เพื่อให้ครบจำนวนประมาณ 3 แสนถุง ใช้ข้าวเหนียวประมาณ 1,000 ตัน สำหรับสถานการณ์ราคา พบว่าราคาข้าวเหนียวในตลาดยังทรงตัวที่ 44-45 บาทต่อกิโลกรัม ไม่ได้ขยับสูงเร็วขึ้นหรือลดลงทันที
          "ตามแผนจะกระจายให้ครบ 59 จังหวัดที่แสดงความต้องการมายังกรมการค้าภายในภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ ส่วนจะผลิตเพิ่มหรือไม่ ต้องขอดูความต้องการของประชาชนอีกครั้ง ซึ่งได้รับความเห็นชอบกรอบช่วยเหลือไว้ 3,000 ตัน และเพิ่งมีการผลิต 1,000 ตันแรก ก็อาจจะสอดคล้องกับผลผลิตข้าวเหนียวเริ่มออกสู่ตลาดบ้างแล้ว อาจไม่ต้องมีการผลิตเพิ่ม แต่กระทรวงพาณิชย์ก็มีแผนสำรองหากยังเดือดร้อนก็สามารถผลิตได้เพิ่ม ซึ่งได้รับความเห็นชอบแล้วจากรัฐบาล" แหล่งข่าวกล่าว
          แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะประชุมทางไกลกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และพาณิชย์จังหวัด เพื่อทำความเข้าใจและกำชับการดูแลโครงการประกันรายได้ ที่กำหนดเริ่มโครงการและจ่ายเงินงวดประกันรายได้ปาล์ม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ และวันที่ 15 ตุลาคมนี้สำหรับข้าวเปลือกที่เริ่มเก็บเกี่ยวปลายเดือนกันยายนนี้ ส่วนพืชเป้าหมายอีก 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อยู่ระหว่างการเตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ ภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน คาดว่าจะเริ่มประชุมมันสำปะหลังก่อน ก่อนผลผลิตเริ่มออกสู่ตลาดเดือนธันวาคมนี้ ส่วนข้าวโพดแม้ผลผลิตเริ่มออกแล้ว แต่ราคาตลาดยังสูงและปริมาณยังน้อย
          ธ.ก.ส.เริ่มจ่ายช่วยเกษตรกร
          แหล่งข่าวจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ในการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในโครงการความช่วยเหลือต้นทุนการผลิตไร่ละ 500 บาท จำนวนไม่เกิน 20 ไร่นั้น ธ.ก.ส.เริ่มจ่ายเงินไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา จำนวน 2.8 แสนราย วงเงินกว่า 1.6 พันล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารรับข้อมูลเกษตรกรมาอีก 1.6 ล้านราย หลังจากนี้จะตรวจสอบข้อมูลความถูกต้อง และเตรียมจ่ายเงินในส่วนที่ได้รับข้อมูลโดยเร็ว คาดว่าไม่เกินสิ้นเดือนตุลาคมนี้จะสามารถโอนเงินให้ชาวนามีสิทธิกว่า 4 ล้านราย วงเงินรวม 2.5 หมื่นล้านบาทให้แล้วเสร็จ
          "ในการโอนเงินนั้น ธ.ก.ส.โอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ซึ่งเกษตรกรสามารถตรวจสอบยอดเงินผ่านแอพพลิเคชั่นเอ-โมบาย รวมถึงตรวจสอบตู้เอทีเอ็ม และที่สาขาของธนาคาร การจ่ายเงินสามารถดำเนินการได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ยกเว้นภาคใต้จ่ายถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เนื่องจากภาคใต้ปลูกข้าวช้ากว่าภาคอื่น อย่างไรก็ตาม ธ.ก.ส.จะเร่งโอนเงินในภาคอื่นๆ ให้จบโดยเร็วภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้ เพื่อให้เงินดังกล่าวมีส่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล" แหล่งข่าวกล่าว
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ทั้งนี้ตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ได้เห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2562 หนึ่งในนั้นมีโครงการสนับสนุนต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรสามารถดำรงชีพอยู่ได้ และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิต้องเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2562/63 ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 (รอบที่ 1) กับกรมส่งเสริมการเกษตรมี เกษตรกรที่จะได้ประโยชน์กว่า 4 ล้านราย วงเงินกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท
          ปรามเหตุซาอุฯไม่ดันต้นทุนพุ่ง
          น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้ประเมินสถานการณ์โรงกลั่นน้ำมันของซาอุดีอาระเบียนถูกโจมตีไว้ 2 กรณี คือ 1.ไม่ยืดเยื้อ คาดว่าราคาน้ำมันในเดือนกันยายนนี้จะปรับสูงขึ้นเป็น 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และลดลงสู่ปกติที่ 62.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเหลือของปีนี้ หรือมีราคาเฉลี่ยที่ 63.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกรณีที่ยืดเยื้อ ราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือจะอยู่ที่ 65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่คาดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์จะไม่ยืดเยื้อ ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าคาดการณ์เดิมเพียงเล็กน้อยประมาณ 0.01% และทั้งปียังอยู่ที่ 0.7-1.3% ขณะที่เงินบาทแข็งค่าจะกระทบต่อเงินเฟ้อมากกว่า โดยทำให้เงินเฟ้อลดลง 0.17% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ และทั้งปีต่ำกว่า 1%
          นายประโยชน์ เพ็ญสุต รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมได้ติดตามสถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสและสร้างผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน เบื้องต้นประเมินว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นในระยะสั้น จากปัจจัยหลักคือราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวระดับต่ำ ในประเทศมีการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลบี 7 และกำลังปรับเป็นบี 20 และค่าบาทแข็ง ไม่น่าจะมีผลต่อต้นทุนประกอบการ
          ประชุมกบง.นัดพิเศษจับตาซาอุฯ
          ด้านนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์ในซาอุดีอาระเบียอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนไม่ให้เกิดความวิตกกังวล และจะนำผลการหารือดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นัดพิเศษ ในวันที่ 17 กันยายนต่อไป
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้ได้เตรียมการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิง (ซัพพลาย) ซึ่งไทยพึ่งพาการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียประมาณ 170,000 บาร์เรลต่อวัน ถือว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น่ากังวล สามารถกระจายการนำเข้าจากแหล่งอื่นได้ เช่น แหล่งน้ำมันจากชั้นหินดินดานของสหรัฐ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แอฟริกา และโอมาน เป็นต้น ขณะเดียวกันไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 3,366 ล้านลิตร ปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 1,193 ล้านลิตร น้ำมันสำเร็จรูป 1,848 ล้านลิตร รวมจำนวนวันที่สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ทั้งหมด 54 วัน ส่วนปริมาณสำรองก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ภาคครัวเรือนมีประมาณ 131 ล้านกิโลกรัม สำรองได้ 23 วัน แต่หากรวมการใช้แอลพีจีของภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง จะทำให้จำนวนวันสำรองที่ใช้แอลพีจีได้อยู่ที่ 12 วัน
          พร้อมใช้กองทุนพยุงน้ำมัน
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า หากมีความจำเป็นต้องดูแล ยืนยันว่าไทยยังมีกลไกกองทุนน้ำเชื้อเพลิงที่มีสถานะเงินสดหมุนเวียนประมาณ 39,400 ล้านบาท สามารถใช้ในการดูแลรักษาเสถียรภาพราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ เพื่อไม่ให้ส่งผล กระทบต่อประชาชน โดยราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ปรับขึ้น 1 บาท อาจต้องใช้เงินกองทุนดูแลประมาณ 1,500 ล้านบาท
          "ยอมรับว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันของไทยปรับขึ้นประมาณ 20 สตางค์ ซึ่งจากทิศทางราคาน้ำมันของเช้าวันที่ 16 กันยายน 2562 ปรับขึ้นไป 12% คิดเป็นราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นประมาณ 6-7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเปิดตลาดในช่วงเช้าราคาปรับขึ้นไปทะลุ 71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ระหว่างวันราคาย่อตัวอยู่ที่ระดับ 67 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นภาวะที่ยังผันผวน จึงต้องติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด" นายสนธิรัตน์กล่าว
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ยังคงต้องติดตามว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าจะส่งผลกระทบเร็วและรุนแรงมากน้อยแค่ไหนต่อราคาน้ำมันดิบและราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ต้องติดตามใกล้ชิดโดยเฉพาะภายใน 48 ชั่วโมงนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศยังไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใด
          นายสุรงค์ บูลกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ซาอุดีอาระเบียถูกโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน ต้องยอมรับว่าจะมีปัญหาต่อน้ำมันสำเร็จรูปในระยะสั้น ทำให้ผลผลิตน้ำมันหายไป 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่คาดว่าไม่น่าจะมีผลต่อราคาน้ำมันดิบ