"ดีอี"สั่งทบทวน เน็ตประชารัฐถก"กสทช."ลุย5จี

กรุงเทพธุรกิจ "พุทธิพงษ์" ถก กสทช เดินหน้าแผนดิจิทัลประเทศเผยจ่อเรียก "ทีโอที"ทบทวนโครงการเน็ตประชารัฐหวั่นใช้งานได้ไม่จริง สั่งชะลอไวไฟเพิ่มอีก หมื่นจุด หลังพบสารพัดปัญหาค้าง ขณะที่ แผนดาวเทียมต้องปิดดีล "พีพีพี" ให้เสร็จ ก่อนสัมปทานหมดอายุ  ด้าน"ฐากร"ระบุแผนขับเคลื่อน 5จี ต้องเดินหน้าเรียกคืนคลื่น
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (12 ก.ย.) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เดินทางมาร่วมประชุมกับนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมีวาระการประชุมกันเบื้องต้น 5 ประเด็น 1.โครงการเน็ตประชารัฐ และโครงการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล(ยูโซ่เน็ต) 2.นโยบายดาวเทียม 3.ความคืบหน้าการขับเคลื่อน 5จี 4.การปรับเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก และ 5.การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศในโอกาสต่อๆ ไป
          จ่อเรียก"ทีโอที"ถกเน็ตประชารัฐ
          ทั้งนี้ จากการหรือทำให้ตนเองต้องเรียกทีโอทีมาทบทวนโครงการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ทีโอทีทำทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าโครงการราว 1.5 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการเน็ตประชารัฐ 24,700 หมู่บ้าน ว่าฟรีไวไฟ 1 จุดที่ให้บริการตามหมู่บ้านนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ ใช้งานได้จริง หรือ ชำรุดอย่างไร ซึ่งตนเองจะหาโอกาสไปสุ่มดูในพื้นที่ให้บริการด้วย รวมถึงการวางแผน งบประมาณในการบำรุงรักษาโครงข่ายด้วยว่า ไม่ควรเป็นการของบประมาณปีต่อปี เพราะจะมีปัญหาเรื่องการของบประมาณ ดังนั้นควรมีการวางแผนระยะสั้น 5 ปี ระยะยาว 10 ปี
          โดยเรื่องนี้ มีประชาชนร้องเรียนผ่านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาจำนวนมากจึงได้กำชับให้ตนเองดูแล เรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีโครงการเน็ตชายขอบ ที่ทีโอทีทำโครงการให้ กสทช.ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ซึ่งต้องมาดูว่าติดปัญหาอย่างไร
          รัฐบาลมีโครงการเน็ตประชารัฐเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศผ่านโครงการเน็ตประชารัฐที่ ทีโอทีทำ 24,700 หมู่บ้าน โครงการที่กสทช. ทำ 15,372 หมู่บ้าน และโครงการเน็ต ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจากการหารือกับเลขาธิการกสทช.แล้ว พบว่า หากทีโอทียังไม่สามารถแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่ได้ การพิจารณาเพิ่มจุดไวไฟอีก 10,000 จุด ในโครงการเน็ตประชารัฐ จะยังไม่ให้ทีโอทีทำ ส่วนเรื่องการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐานจาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก ตามที่ทีโอทีหารือว่า ไม่สามารถดำเนินโครงการได้เนื่องจากไม่มีงบประมาณนั้น ตนเองก็ต้องหาวิธีในการแก้ปัญหาให้ได้ ว่าจะนำงบประมาณมาอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่อนาคตเลขหมายโทรศัพท์มือถือจำเป็นต้องมีหมายเลขเพิ่มขึ้น
          เร่งพิจารณาดาวเทียม-5จี
          นายพุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จากการหารือตนเองยังมีความกังวลเรื่องการบริหารจัดการกิจการดาวเทียมที่จะเปลี่ยนระบบการการบริหารจัดการใหม่ โดยเลิกใช้ระบบสัมปทานมาใช้วิธีใหม่ที่ต้องจัดสรรทรัพยากรตามกลไก การส่งเสริม ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (Public Private Partnership : PPP) ซึ่งการใช้วิธี PPP เป็นเรื่องท้าทาย ขณะเดียวกันต้องทำให้รอบคอบก่อนสัญญาสัมปทานจะหมดลงในเดือน ก.ย.2564 จึงต้องทำเรื่อง PPP ให้เสร็จภายในปี 2563 ระหว่างนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนหาที่ปรึกษา
          "การมาหารือกับกสทช.ครั้งนี้ไม่ได้ มาแค่ครั้งเดียว แต่จะมาลงรายละเอียด ในแต่ละเรื่องอีก ซึ่งจากการหารือยังมีเรื่องความคืบหน้าเรื่อง 5จี ถึงแผนการประมูลของกสทช. การประชุมร่วมกับต่างประเทศซึ่งกระทรวงดีอีจะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดประชุม ความร่วมมือในการตรวจสอบ ข่าวปลอม เข้าใจว่าที่ผ่านมาการทำงาน กับกสทช.และดีอีในอดีตมีปัญหา การทำงานบางเรื่องทับซ้อน ต้องประสานกันให้ชัดเจน" นายพุทธิพงษ์ กล่าว
          ด้าน นายฐากร กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วน ที่ได้หารือ คือ เรื่องการบริหารจัดการ กิจการดาวเทียม หากกระทรวงดีอีทำ PPP ไม่ทันก่อนหมดสัญญาสัมปทาน กสทช.ต้องออกมาตรการเยียวยาลูกค้าไทยคมไปก่อน
          นอกจากนี้ กสทช.ยังได้อธิบายถึงการเรียกคืนคลื่นความถี่ของไทยคม ย่านความถี่ 3400-3700 เมกะเฮิรตซ์เพื่อนำมาประมูล และการเร่งรัดพัฒนาเทคโนโลยี 5จี โดยรัฐมนตรีดีอี เห็นด้วยกับแนวคิดของกสทช.ที่จะผลักดันให้การขับเคลื่อน 5จี เป็นวาระแห่งชาติและมีกรรมการระดับชาติเข้ามาดูแล
          ขณะเดียวกัน กสทช.ยังได้แจ้งถึงการเรียกคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์จากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องเงินชดเชยจากการเรียกคืนคลื่นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยรัฐมนตรีดีอีรับปาก ที่จะไปหารือกับรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล อสมท. เพื่อ หาข้อสรุปในเรื่องนี้ ส่วนการสนับสนุนนโยบายต่อต้านข่าวลวง ได้แจ้งถึงการเสนอแนวคิดที่จะให้ผู้ให้บริการโอทีทีตั้งศูนย์ตรวจสอบข่าวลวงเพื่อปิดกันข่าวลวงเพื่อทำงานร่วมกับศูนย์ตรวจสอบข่าวปลอมของกระทรวงดีอี
          ข้อพิพาทโทรคมยังต้องใช้เวลา
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ ข้อพิพาทคดีโทรคมนาคม ที่ในช่วงนี้ ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาออกมานั้น ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของคดีข้อพิพาทที่ยังไม่ได้ข้อยุติ  โดยเฉพาะข้อพิพาทที่เกิดจากประกาศกสทช.เรื่องมาตรการคุ้มครอง ผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว กรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (การประกาศเยียวยา) ซึ่งมีคดีข้อพิพาทรวมๆ กันมากว่า 3 แสนล้านบาท มีทั้ง กสทช.ฟ้องโอเปอเรเตอร์ และโอเปอเรเตอร์รวมถึงเจ้าของสัมปทาน ฟ้องกสทช. ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา
          สำหรับกรณีที่เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเพิกถอน ประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กสทช.) เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 17 ก.ย. 2558 ข้อ 4 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้เงินรายได้จากการให้บริการที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินจะต้องมีจำนวน ไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ ที่ผู้ให้บริการเคยนำส่งภายใต้สัญญาสัมปทาน ณ วันสุดท้าย ก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ ให้มีผลนับแต่วันที่ 21 ก.ย. 2558 ที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้
          สำหรับคดีนี้ บมจ.กสท โทรคมนาคม และบมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ยื่นฟ้องซึ่งเรื่องนี้ดังกล่าวกสทช.จะส่งให้ฝ่ายกฎหมายไปพิจารณาและ ยื่นอุทธรณ์ต่อไป