ดีอีจับมือ"กสทช."ดัน5จีวาระแห่งชาติ

เร่งประมูลพัฒนาไฮเทค 'สมคิด'กระตุ้นฐานราก คลังผุด'ธนาคารชุมชน'ขสมก.ชง8ข้อรื้อองค์กร
          'สมคิด'เรียกถกกระตุ้นฐานราก เล็งแปลงทุนหมู่บ้านเป็นแบงก์ชุมชน คมนาคม-ก.อุตฯโชว์แผน กระตุ้น ศก. ดันแอ๊กชั่นแพลน 8 ปี ดีอี-กสทช.เล็งหารือประมูล 5จี ขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ
          'สมคิด'เรียกถกกระตุ้นฐานราก
          เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยช่วงเดินทางมามอบนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจและมาติดตามมาตรการกระตุ้นที่ออกไปก่อนหน้านี้ ที่กระทรวงการคลัง ว่า ดูว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรหรือไม่ สิ่งสำคัญของการเดินทางมาครั้งนี้คือ มอบให้หน่วยงานต่างๆ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยช่วงจังหวะที่เศรษฐกิจเกิดความผันผวน ที่ต้องการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจภายในให้มีความเข้มแข็ง ตั้งใจที่จะทำให้ทุกคนมาช่วยปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้ ซึ่งเศรษฐกิจฐานรากไม่ได้หมายความเฉพาะเกษตรกร แต่รวมถึงการตลาดชุมชนให้มีความเข้มแข็ง สร้างตลาดสร้างวิสาหกิจชุมชนเชื่อมโยงการท่องเที่ยว
          เร่งรัดกองทุนหมู่บ้านอุ้มศก.
          นายสมคิดกล่าวว่า โดยวันที่ 21 กันยายน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีการประชุมใหญ่ จะมอบนโยบายไปว่าให้ดึงหน่วยงานอื่นๆ เช่น กองทุนหมู่บ้าน สภาเกษตรกร รวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรมเน้นในเรื่องอุตสาหกรรมเกษตร ให้เข้ามาร่วมกันทำงานในการดูแลเศรษฐกิจฐานราก โดยแนวทางการทำงานข้างหน้าอยากให้มีการจัดสรรการทำงานในลักษณะประชารัฐอะไรที่ค้างอยู่ เช่น ธนาคารชุมชนก็ให้เร่งรัดโดยเร็ว นอกจากนี้ ธนาคารออมสินก็จะมีสินเชื่อใหม่เข้ามาช่วยผู้ค้าหาบเร่แผงลอยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำ
          'อุตตม'ให้ลุ้น21กย.ชัดเจน
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ไม่ได้มองเฉพาะการพัฒนาภาคการเกษตรเท่านั้น แต่รวมไปถึงการท่องเที่ยวชุมชน วิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอีภาคการเกษตรด้วย ทั้งนี้กระทรวงการคลังจะระดมหน่วยงานของกระทรวง ไม่ว่าจะเป็น ธ.ก.ส. ออมสิน, เอสเอ็มอีแบงก์ กรมธนารักษ์ และอีกหลายหน่วยงาน เพื่อจัดทำแผนและโครงการเพื่อยกระดับและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยจะมีการสัมมนาใหญ่ในวันที่ 21 กันยายนนี้ เพื่อระดมความคิดเห็น ซึ่งวันที่ 21 กันยายนนี้แผนงานต่างๆ น่าจะชัดเจนกว่าหลังจากนั้นจะเอาเป็นมาตรการที่ขับเคลื่อนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากนำเสนอต่อคณะเรามีติดต่อไป
          นายอุตตมกล่าวว่า การปฏิรูปภาคการเกษตร นอกจากการปรับปรุงเรื่องประสิทธิภาพในการผลิตแล้ว ยังจะต้องรวมถึงการสร้างสินค้าใหม่ เพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าการเกษตร โดยใช้ตลาดนำ นอกจากนั้นการดึงภาคการเกษตรให้สามารถเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยว เช่น การการท่องเที่ยวชุมชน รวมถึงการทำร้านค้าชุมชน
          นายอุตตมกล่าวถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าในเวลานี้ว่า ธปท.ได้ติดตามและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด และมีการหารือกับกระทรวงการคลังเป็นระยะ ซึ่งการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจภายในเข้มแข็งเพื่อลดผลกระทบจากเศรษฐกิจภายนอก
          แปลงทุนหมู่บ้านเป็นแบงก์ชุมชน
          นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะผลักดันให้กองทุนหมู่บ้านทั่วประเทศยกระดับเป็นธนาคารชุมชน ตามกฎหมายธนาคารชุมชนที่มีผลบังคับใช้แล้ว เพื่อให้เป็นแหล่งกู้ยืมภายในหมู่บ้าน แก้ปัญหาการกู้เงินนอกระบบ ซึ่งคนในหมู่บ้านจะรู้ดีว่าใครมีเครดิตเป็นอย่างไร คาดว่าในระยะแรกจะมีกองทุนหมู่บ้านราว 2 หมื่นกองทุน จาก 7.5 หมื่นหมู่บ้าน ที่เป็นกองทุนเกรด A ที่จะสามารถจัดตั้งเป็นธนาคารชุมชนได้ โดยมี ธกส.และออมสิน ช่วยสนับสนุน
          คมนาคม-ก.อุตฯโชว์แผนดันศก.
          สมาคมการบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่นร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงคมนาคม จัดสัมมนาแนวโน้มอุตสาหกรรม-คมนาคมไทยปี 2020 "ดิ่ง หรือ ดุ" ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ โดยนายวิจิตต์ นิมิตรวานิช นักวิชาการขนส่งทรงคุณวุฒิ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมมีแผนงานรองรับการเติบโตในอนาคต โดยมีแผนปฏิบัติการ (แอ๊ก ชั่นแพลน) ด้านคมนาคม ปี 2558-2565 เป็นแผนระยะยาว 8 ปี เพราะแต่ละโครงการต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ตั้งแต่การศึกษารายละเอียดโครงการ ทั้งผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านผลตอบแทนโครงการ ก่อนเสนอที่ประชุมสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ออกกฎหมายเวนคืนต่างๆ ลงนามสัญญาและหาผู้รับเหมา เป็นต้น
          นายวิจิตต์กล่าวว่า โดยเน้นทั้งทางบก เช่น ระบบรางและโครงข่ายถนน ทางอากาศและทางน้ำ เป็นต้น สำหรับปี 2562 แอ๊กชั่นแพลน ระยะเร่งด่วน มีจำนวน 41 โครงการ กรอบวงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท มีจำนวน 17 โครงการที่ประกวดราคาแล้วเสร็จ ประกาศคัดเลือกเอกชนและเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้แล้ว 17 โครงการ อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐจะมีการเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะระบบราง ทั้งรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูง เป็นต้น
          วิตกขาดแรงงานกว่าแสนราย
          "แต่ไทยยังมีข้อจำกัดในด้านบุคลากรที่จะเข้ามารองรับในแง่ของการปฏิบัติงานในภาคส่วนต่างๆ คาดว่าจะขาดแคลนแรงงานที่เกี่ยวข้องมากกว่าแสนราย ซึ่งได้มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลิตแรงงานออกมารองรับด้านคมนาคมขั้นสูง เช่น วิศวกรระบบราง ช่างเทคนิค วิศวกรด้านระบบอุโมงค์ใต้ดิน วิศวกรด้านการวิเคราะห์ระบบ เป็นต้น" นายวิจิตต์กล่าว
          นายวิจิตต์กล่าวว่า ในส่วนของการคมนาคมในปีถัดไปจะเป็นอีกหนึ่งภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในฐานะการเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีศักยภาพและความแข็งแกร่งที่มากขึ้น โดยเฉพาะในการเชื่อมต่อระบบขนส่งกับสิ่งอำนวยความสะดวก การแข่งขันด้านโลจิสติกส์ การเดินทางและการยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตให้ดีขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งความท้าทายสำหรับการพัฒนาระบบคมนาคมให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจในปีถัดไปมีเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญและแข่งขันในภาพรวม ได้แก่ การยกระดับความปลอดภัย ประสิทธิภาพของการเดินทางด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและการบำรุงรักษา ต้องขับเคลื่อนระบบคมนาคมขนส่งให้สอดรับกับนโยบายการขับเคลื่อนสมาร์ท ซิตี้ของรัฐบาล และระบบคมนาคมมีความรวดเร็วขึ้นด้วยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ทดแทน การนำระบบเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการการเดินทาง มีการสร้างผลประโยชน์ร่วมกันในรูปแบบเศรษฐกิจแบ่งปัน (แชริ่งอีโคโนมี) และยกระดับให้การเดินทางมีความสมบูณณ์แบบมากขึ้น พัฒนาระบบขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น รถยนต์ไฟฟ้า การขนส่งระบบราง การใช้พลังงานสะอาด และการมีระบบคมนาคมที่มีความทนทานต่อสภาวะต่างๆ เช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติต่างๆ เพื่อสร้างความต่อเนื่องให้กับกิจกรรมการเดินทาง การขนส่ง
          แนะใช้วิกฤตโลกเป็นโอกาส
          นายภานุวัฒน์ ตริยางกูรศรี ผู้ตรวจราชการ กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานและเปลี่ยนอุตสาหกรรม ภาครัฐพยายามผลักดันให้เอกชนมีความพร้อมเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง ขณะนี้มีปัจจัยที่เข้ามาเร่ง คือ สงครามการค้าสหรัฐและจีน เหตุการณ์ประท้วงในฮ่องกง ความขัดแย้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทำให้เร่งการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น แต่ในวิกฤตมีโอกาส ทุกประเทศได้รับผลกระทบหมดแต่ใครจะเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสได้ก่อน ในส่วนของไทยการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต รัฐบาลมีการส่งเสริมผ่าน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 5 อุตสาหกรรมอนาคต คือ หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิส ติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพในการต่อยอด คือ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร เป็นต้น
          "ขณะนี้ไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และมีจำนวนผู้สูงอายุมากเป็นอันดับ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ดังนั้น การพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยต้องเน้นให้เหมาะสมกับประชากร และสภาพเศรษฐกิจ ก่อนหน้านี้ไทยเน้นอุตสาหกรรมรถยนต์และการผลิตชิ้นส่วน แต่ไม่เหมาะสำหรับช่วงนี้แล้ว ภาครัฐมีการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ และมีการพัฒนาคนรองรับ ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดนักลงทุนเข้ามาได้ ทั้งนี้ ไทยต้องพยายามที่จะรักษากลุ่มนักลงทุนเดิม แต่ด้วยวิธีการใหม่ๆ เป็นทางออกที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคตได้" นายภานุวัฒน์กล่าว
          ยังคงส่งเสริม10อุตฯเป้าหมาย
          นายภานุวัฒน์กล่าวว่า การส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย นอกจากการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนใหม่ หรือเอกชนไทยลงทุนใหม่ เรื่องที่ให้ความสำคัญคือการพัฒนาต่อ ยอดธุรกิจที่มีอยู่แล้วให้ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพราะจะดำเนินการได้เร็วกว่า และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าได้ เพราะธุรกิจเดิมมีคู่ค้าที่รู้จักอยู่แล้ว ทั้งนี้ ต้องเริ่มจากการผลิตชิ้นส่วนต่างๆ ก่อนเพื่อต่อ ยอด เช่น ในส่วนของระบบรางหรือรถไฟฟ้า อาจจะมีการนำเข้ามาก่อนจากต่างประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำเข้าตลอดไป เอกชนไทยต้องพัฒนา เริ่มจากการซ่อมบำรุงก่อน เพื่อให้ทราบเรื่องชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งจะต่อยอดไปถึงการผลิตได้ นอกจากนี้ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม และสมาคมการบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น (เจเอ็มเอ) เตรียมจัดงาน "Maintenance and Resilience Asia 2019" ภายใต้แนวคิด Smart Manufacturing & Smart Infrastructure วันที่ 2-4 ตุลาคมนี้ ที่ไบเทค บางนา เพื่อมุ่งหวังยกระดับภาคการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานไทยให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าญี่ปุ่น พร้อมเผยเรื่องท้าทายในภาคอุตสาหกรรมและภาคคมนาคมที่ไทยต้องปรับตัวและให้ความสำคัญเพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเพื่อยกระดับเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาศักยภาพแรงงาน การส่งเสริมการตลาดควบคู่การผลิต การมีแผนงานและระบบเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการความเสี่ยง ส่วนในภาคคมนาคม เช่น การยกระดับความปลอดภัย การนำระบบเทคโนโลยีและดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านคมนาคม เป็นต้น
          นายอัตสึชิ เทเรดะ ผู้จัดการอาวุโส สมาคมการบริหารจัดการประเทศญี่ปุ่น (เจเอ็มเอ) กล่าวว่า ประเทศญี่ปุ่นเล็งเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีศักยภาพในด้านอุตสาหกรรม เป็นพันธมิตรและฐานการผลิตให้กับโรงงานอุตสาหกรรมญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก รวมทั้งยังอยู่ในช่วงของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเภทต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตในทิศทางที่ดีขึ้น เชื่อมั่นว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม และในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานของไทยแข็งแกร่งได้เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำของโลกในเรื่องความสมบูรณ์แบบของระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค โดยยังจะช่วยให้รู้วิธีการจัดการกับการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ระบบขนส่ง ถนน อุโมงค์ สะพาน รถไฟ เป็นต้น นอกจากนี้ยังจะมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยี อาทิ เซ็นเซอร์ ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ มาจัดแสดงในงาน โดยมีผู้ประกอบการออกบูธกว่า 120 บริษัท รวม 200 บูธ โดย 80% เป็นบริษัทญี่ปุ่น ที่เหลือเป็นบริษัทจีน เกาหลีใต้ และไทย คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 6,000 คน
          ปชช.ร้อง'บิ๊กตู่'ดูแลเน็ตประชารัฐ
          นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยภายหลังเข้าหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า ได้หารือในประเด็นต่างๆ คือ 1.โครงการเน็ตประชารัฐ และโครงการจัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล (ยูโซ่เน็ต) 2.นโยบายดาวเทียม 3.ความคืบหน้าการขับเคลื่อน 5จี 4.การปรับเปลี่ยนเลขหมายโทรศัพท์พื้นฐานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก และ 5.การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างประเทศ
          นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า สำหรับโครงการเน็ตประชารัฐ กระทรวงดีอีได้มอบหมายให้ทีโอที เป็นผู้รับผิดชอบจัดให้มีจุดให้บริการอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย จำนวน 24,700 หมู่บ้าน จากนี้จะเรียกทีโอทีเข้ามาชี้แจง และทบทวนโครงการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงที่ทีโอทีทำทั้งหมด ว่า การให้บริการมีประสิทธิภาพหรือไม่ ใช้งานได้จริง หรือชำรุดอย่างไร ทั้งนี้ จะหาโอกาสลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบการใช้งาน รวมถึงการวางแผนงบประมาณในการบำรุงรักษาโครงข่ายด้วยว่า ไม่ควรเป็นการของบประมาณปีต่อปี เพราะจะมีปัญหาเรื่องการของบประมาณ
          "ควรมีการวางแผนระยะสั้น 5 ปี ระยะยาว 10 ปี โดยเรื่องนี้มีประชาชนร้องเรียนผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาจำนวนมากจึงได้กำชับให้ดูแลเรื่องนี้ นอกจากนี้ ยังมีโครงการเน็ตชายขอบที่ทีโอทีทำโครงการให้ กสทช.ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ ซึ่งต้องมาดูว่าติดปัญหาอย่างไร" นายพุทธิพงษ์กล่าว
          นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลมีโครงการเน็ตประชารัฐ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตอย่างเท่าเทียมทั่วประเทศผ่านโครงการเน็ตประชารัฐที่ทีโอทีทำ 24,700 หมู่บ้าน โครงการที่ กสทช.ทำ 15,372 หมู่บ้าน และโครงการเน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ต้องเป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจากการหารือกับนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) แล้ว พบว่าหากทีโอทียังไม่สามารถแก้ปัญหาเดิมที่มีอยู่ได้ การพิจารณาเพิ่มจุดไวไฟอีก 10,000 จุด ในโครงการเน็ตประชารัฐ จะยังไม่ให้ทีโอทีทำ
          ส่วนเรื่องการเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์พื้นฐานจาก 9 หลัก เป็น 10 หลัก ตามที่ทีโอทีหารือว่าไม่สามารถดำเนินโครงการได้เนื่องจากไม่มีงบประมาณนั้น ก็ต้องหาวิธีในการแก้ปัญหาให้ได้ ว่าจะนำงบประมาณมาอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่อนาคตเลขหมายโทรศัพท์มือถือจำเป็นต้องมีหมายเลขเพิ่มขึ้น
          ดีอี-กสทช.เล็งหารือประมูล5จี
          นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า นอกจากนี้ จากการหารือยังมีความกังวลเรื่องการบริหารจัดการกิจการดาวเทียมที่จะเปลี่ยนระบบการการบริหารจัดการใหม่ โดยเลิกใช้ระบบสัมปทานมาใช้วิธีใหม่ที่ต้องจัดสรรทรัพยากรตามกลไก การส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) ซึ่งการใช้วิธีพีพีพี เป็นเรื่องท้าทาย ขณะเดียวกันต้องทำให้รอบคอบก่อนสัญญาสัมปทานจะหมดลงในเดือน กันยายน 2564 จึงต้องทำเรื่องพีพีพี ให้เสร็จภายในปี 2563 ระหว่างนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนหาที่ปรึกษา
          "การมาหารือกับ กสทช.ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่ครั้งเดียว แต่จะมาลงรายละเอียดในแต่ละเรื่องอีก ซึ่งจากการหารือยังมีเรื่องความคืบหน้าเรื่อง 5จี ถึงแผนการประมูลของ กสทช. การประชุมร่วมกับต่างประเทศซึ่งกระทรวงดีอีจะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดประชุม ความร่วมมือในการตรวจสอบข่าวปลอม เข้าใจว่าที่ผ่านมาการทำงานกับ กสทช.และดีอีในอดีตมีปัญหา การทำงานบางเรื่องทับซ้อน ต้องประสานกันให้ชัดเจน" นาย พุทธิพงษ์กล่าว
          ดันขับเคลื่อน5จีเป็นวาระชาติ
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า เรื่องเร่งด่วนที่ได้หารือคือเรื่องการบริหารจัดการกิจการดาวเทียม หากกระทรวงดีอีทำพีพีพี ไม่ทันก่อนหมดสัญญาสัมปทาน กสทช.ต้องออกมาตรการเยียวยาลูกค้าไทยคมไปก่อน
          นอกจากนี้ กสทช.ยังได้อธิบายถึงการเรียกคืนคลื่นความถี่ของไทยคม ย่านความถี่ 3400-3700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาประมูล และการเร่งรัดพัฒนาเทคโนโลยี 5จี โดยรัฐมนตรีดีอีเห็นด้วยกับแนวคิดของ กสทช.ที่จะผลักดันให้การขับเคลื่อน 5จี เป็นวาระแห่งชาติ และมีกรรมการระดับชาติเข้ามาดูแล
          ขณะเดียวกัน กสทช.ยังได้แจ้งถึงการเรียกคืนคลื่นความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ จากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ซึ่งยังมีปัญหาเรื่องเงินชดเชยจากการเรียกคืนคลื่นที่ยังไม่ได้ข้อสรุป โดยรัฐมนตรีดีอีรับปากที่จะไปหารือกับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล อสมท เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ ส่วนการสนับสนุนนโยบายต่อต้านข่าวลวง ได้แจ้งถึงการเสนอแนวคิดที่จะให้ผู้ให้บริการบนโครงข่ายโทรคมนาคม หรือบริการโอเวอร์ เดอะ ท็อป (โอทีที) ตั้งศูนย์ตรวจสอบข่าวลวงเพื่อปิดกันข่าวลวง เพื่อทำงานร่วมกับศูนย์ตรวจสอบข่าวปลอมของกระทรวงดีอี
          นำร่อง3-4โรงไฟฟ้าชุมชน
          แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานกล่าวถึงความคืบหน้านโยบายโรงไฟฟ้าชุมชน ตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า กพช.นัดแรกเห็นชอบแนวทางการพัฒนาโรงไฟฟ้าชุมชน ขายไฟฟ้าเข้าระบบภายในปี 2565 เพราะเป็นนโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานรากที่ต้องการให้ชุมชนมีรายได้ด้วยการเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า และลดภาระรายจ่าย สร้างอาชีพให้ชุมชนในการใช้วัสดุทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง หรือพืชพลังงาน รวมทั้งพลังงานทดแทน และหลักการจะเน้นผลิตเพื่อใช้เองโดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไฟฟ้าไม่มีเสถียรภาพ อาทิ บนเกาะ ภูเขา เพื่อลดการลงทุนสายส่ง ส่วนเชื้อเพลิงอาจจะเป็นรูปแบบผสมผสานหรือไฮบริด ต้องรอรายละเอียดอีกครั้ง ล่าสุดกระทรวงพลังงานได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงความคืบหน้าในการเลือกพื้นที่ จากการพิจารณาความพร้อมสายส่ง ตั้งเป้าหมายภายในปีนี้จะต้องเกิดโรงไฟฟ้าชุมชน 3-4 แห่งกระจายทั่วประเทศ เชื้อเพลิงจะกระจายทั้งชีวมวลจากพืชต่างๆ หญ้าเนเปียร์ และแสงอาทิตย์
          สร.ขสมก.เสนอ8ข้อลดงานล่าช้า
          เมื่อวันที่ 12 กันยายน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (สร.ขสมก.) ประมาณ 40 คน นำโดยนายวีระพงษ์ วงศ์แหวน ประธาน สร.ขสมก. เข้ายื่นหนังสือถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่กระทรวง เพื่อให้เร่งดำเนินการแก้ปัญหาภายในองค์กร โดยมีนายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นตัวแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว
          นายวีระพงษ์ กล่าวว่า แนวทางแก้ไขปัญหาขององค์กร ทาง สร.ขสมก.ได้ยื่นข้อเสนอ 8 ประการ คือ 1.ต้องการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เร่งรัดแต่งตั้งคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ขสมก. แทนบอร์ดที่ลาออกไป ทำให้การบริการงานล่าช้า เพราะทุกเรื่องจะต้องนำเสนอบอร์ดให้ความเห็นชอบ หากไม่รีบดำเนินการจะทำให้องค์กรเกิดความเสียหาย 2.ให้มีบัญชาสั่งการกำชับให้ ขสมก.ตรวจสอบวิธีการซื้อ หรือเช่าซื้อ เพื่อให้เป็นสมบัติของขสมก. สามารถที่จะใช้พื้นที่เป็นเชิงธุรกิจและหารายได้เพิ่ม ปัจจุบันทำการเช่าอู่เอกชน หรืออู่ของรัฐในราคาที่สูง เช่น เขตการเดินรถที่ 7 มีการเช่าอู่จอดรถหลายอู่ และมีราคาสูงเกินจริง
          3.ให้ ขสมก.บรรจุคนลงในโครงสร้างเดิม เนื่องจากโครงการใหม่ที่บอร์ดมีมติให้ความเห็นชอบ ไม่สามารถที่จะนำโครงสร้างมาบังคับใช้ได้ เนื่องด้วยทางผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และสำนัก งานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังไม่ให้ความเห็นชอบ ถือเป็นโครงสร้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถมาใช้บังคับกับพนักงานได้ 4.ขอให้เร่งรัดติตดามข้อเท็จจริงจากกรณีที่ ขสมก.บอกเลิกสัญญาโครงการเช่าระบบบัตรโดยสาร (อีทิคเก็ต) และเครื่องเก็บค่าโดยสารบนรถประจำทาง จำนวน 2,600 คัน ทำให้เอกชนฟ้องเรียกค่าเสียหาย หาก ขสมก.ต้องรับผิดตามฟ้องย่อมก่อให้เกิดความเสียหาย สภาพแรงงานฯ จึงขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
          นายวีระพงษ์กล่าวว่า 5.ขอให้มีการสั่งการถึงกรมการขนส่งทางบก (ขบ.)ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ ขสมก.เดินรถในเส้นทาง 137 เส้นทาง ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อบริการประชาชน ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ที่สนองตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐาน 6.ให้ ขสมก.ตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่น และผลประโยชน์ทับซ้อนของพนักงานทุกตำแหน่ง และให้ติดตามหนี้สินรถร่วมเอกชนทุกประเภทที่ค้างชำระหรือหากผิดเงื่อนไขสัญญา ให้ยกเลิกสัมปทาน โดยให้ฝ่ายกฎหมายของ ขสมก.เร่งรัดหนี้สินตามกฎหมายต่อไป
          จี้แก้ปัญหารถตู้ผิดกฎหมาย
          นายวีระพงษ์กล่าวว่า 7.ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหารถตู้ผิดกฎหมาย หรือรถเลื่อนที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อประชาชนผู้ใช้บริการ โดยให้ ขบ.ออกตรวจจับเอาจริงเอาจังต่อรถตู้ หรือรถหมวดต่างๆ ที่กระทำผิดกฎหมาย และ 8.ให้พนักงานขับรถ พนักงานเก็บค่าโดยสาร และพนักงานในตำแหน่งอื่นๆ ที่ป่วยเป็นโรคสืบเนื่องจากการทำงาน ซึ่งสภาพร่างกายไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เดิมได้ ให้เข้าโครงการเกษียณก่อนกำหนด ตามแผนฟื้นฟูขององค์การ
          นายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า จะนำข้อเสนอให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมพิจารณา ย้ำว่ากระทรวงพร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย ขณะเดียวกันนโยบายของกระทรวงคือต้องการให้ ขสมก.เป็นขนส่งแห่งชาติ ซึ่งจะต้องมีรถที่ดีให้บริการแก่ประชาชน ส่วนเรื่องเส้นทางขณะนี้อยู่ระหว่างการปฏิรูปเส้นทางเดินรถอยู่ พร้อมยืนยันว่า กระทรวงฯในรัฐบาลชุดนี้จะต้องไม่มีเรื่องค่าโง่แน่นอน ส่วนกรณีของรถเมล์สาย 515 (ทางด่วน) เส้นทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) รัตนโกสินทร์ ศาลายา-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่กรมการขนส่งทางบกอนุญาตให้เดินรถชั่วคราวจนถึงวันที่ 26 กันยายนนี้นั้น จะเร่งหารือกับกรมการขนส่งทางบกให้เร่งพิจารณาเนื่องจากเป็นเรื่องเร่งด่วน
          แท็กซี่กรุงเทพฯร้องทุกข์6ข้อ
          ต่อมา เวลา 14.00 น. นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ นำผู้ประกอบการรถแท็กซี่กว่า 15 คน มายื่นหนังสือเพื่อขอให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เยียวยาผู้ประกอบการรถแท็กซี่จำนวน 6 ข้อ ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายที่กระทรวงที่จะให้นำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรถสาธารณะแบบถูกกฎหมาย โดยมีนายวิรัช พิมพะนิตย์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้รับหนังสือขอเยียวยาจากเครือข่ายสหกรณ์รถแท็กซี่
          นายวิรัชกล่าวว่า กระทรวงจะนำเรื่องร้องเรียนเพื่อขอเยียวยาดังกล่าวมาร่วมในการพิจารณาให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปหาสรุป ส่วนข้อเรียกร้องที่ทางผู้ประกอบการรถแท็กซี่ต้องการเข้ามาเป็นกรรมการร่วมในการพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ก่อนที่จะออกมาเป็นนโยบายนั้นสั่งการให้ ขบ.เป็นผู้ดำเนินการว่าจะสามารถนำมาร่วมเป็นกรรมการในชุดใดได้บ้าง ส่วนแนวทางเยียวยาที่ทางกลุ่มผู้ประกอบการรถแท็กซี่เสนอมานั้นก็สามารถนำมาพิจารณาร่วมได้ เพราะขณะนี้ยังไม่ได้มีข้อสรุปทั้งเรื่องการขยายอายุรถ และการปรับราคาค่าโดยสาร
          ขอเอี่ยวกำหนดนโยบาย/กติกา
          นายวิฑูรย์ กล่าวว่า เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งในเรื่องนโยบายที่จะนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาให้บริการรถโดยสารสาธารณะผ่านแอพพลิเคชั่นของกระทรวง ทางเครือข่ายแท็กซี่จึงขอเสนอให้ภาครัฐและกระทรวงมีมาตรการเยียวยาให้กับผู้ประกอบรถแท็กซี่ ดังนี้ 1.รถที่จะนำมาจดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่มิเตอร์ ให้กำหนดขนาดรถไม่ต่ำกว่า 1,200 ซีซี หรือ 70 กิโลวัตต์ขึ้นไป 2.กำหนดอัตราคาโดยสารให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงในแต่ละช่วงเวลา และสภาพการจราจรก่อนมีประกาศออกมา 3.ให้ขยายระยะเวลารถแท็กซี่มิเตอร์ในการใช้งานจากเดิมกำหนดอายุใช้งานรถแท็กซี่จากอายุ 9 ปี เป็น 12 ปี
          นายวิฑูรย์กล่าวต่อว่า 4.สามารถโฆษณาบนรถได้ เพื่อเพิ่มช่องทางการหารายได้เสริมให้กับผู้ขับแท็กซี่ได้ 5.ให้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นแท็กซี่โอเค (TAXI OK) ให้มีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันการให้บริการเทียบเท่ากับภาคเอกชนที่ให้บริการอยู่ในขณะนี้ และ 6.ขอให้ตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาผลดีและผลเสียในเรื่องนี้ และให้มีตัวแทนจากทางเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ฯ มีส่วนร่วมในการกำหนดกติกาก่อนการประกาศใช้กฎหมายเพื่อให้ข้อเสนอดังกล่าวมีความชัดเจนในการปฏิบัติ
          สรส.ร้องแก้ปัญหาข้อพิพาทด่วน
          ต่อมาเวลา 15.30 น. ที่กระทรวงคมนาคม สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ซึ่งมีผู้แทนจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (สร.กทพ.) และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) เข้ายื่นหนังสือยื่นหนังสือเพื่อขอให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ขอให้รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมดำเนินการแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างรัฐวิสาหกิจกับบริษัทเอกชนที่รับสัมปทาน โดยมีนางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายองอาจ ฉัตรชัยพลรัตน์ โฆษกประจำรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับหนังสือแทน
          นายสาวิทย์เปิดเผยภายหลังการหารือระหว่างสหภาพแรงงาน กทพ. และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟท. ว่า ได้ยื่นหนังสือต่อผู้แทนรัฐมนตรีว่าการฯ ให้พิจารณาแก้ไขปัญหาข้อพิพาท โดยเรื่องเร่งด่วนคือวันที่ 19 กันยายนนี้ ศาลปกครองกลางจะพิจารณาคดีการเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ขณะนี้การทางได้เลื่อนฟังคำตัดสินเป็นครั้งที่ 2 แล้ว
          ขอเข้าฟังคำพิพากษา
          "แต่สหภาพต้องการให้เข้าไปรับฟังคำพิพากษา เพื่อจะได้ทราบถึงผลการพิจารณาและหาแนวทางการรับมือต่อไป นอกจากนี้ ยังขอให้พิจารณากรณีที่มีคำสั่งให้ นายสุชาติ ชลศักดิ์พิพัฒน์ ผู้ว่าการ กทพ. ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยรับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์จากการทางพิเศษเพราะส่งผลกระทบต่องานบริหารองค์กร" นายสาวิทย์กล่าว
          นายสาวิทย์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ การทางได้ว่าจ้างศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาเป็นที่ปรึกษา แต่ปัจจุบันคณะกรรมการตรวจรับพัสดุยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งการนำข้อมูลที่ยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบ มาใช้ในการพิจารณาลงมติขยายระยะเวลาของสัมปทาน อาจส่งผลต่อระยะเวลาในการขยายสัมปทานออกไป และอาจทำให้เกิดผลเสียหาย รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินการของการทางฯ เพราะหากต้องบันทึกบัญชีเป็นหนี้สิน จะส่งผลให้การทางเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลประกอบการขาดทุนทันที และจะส่งผลต่อการนำเงินส่งกระทรวงการคลังอีกด้วย
          เชียร์สู้คดีโฮปเวลล์ใหม่
          นายสาวิทย์กล่าวว่า ส่วนการแก้ปัญหาจราจรโดยการสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 ยังตั้งข้อสังเกตว่าได้มีการศึกษาเปรียบเทียบการแก้ปัญหาการจราจรโดยวิธีอื่นหรือไม่ ซึ่งหากผลการศึกษาสรุปว่าการสร้างทางด่วนขั้นที่ 2 เป็นวิธีที่ดีที่สุดก็ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนและเปิดประมูลใหม่เพื่อให้เกิดการแข่งขันและเกิดความเป็นธรรมกับเอกชนรายอื่นเพราะการแข่งขันจะทำให้รัฐได้ประโยชน์สูงที่สุดจากราคาที่ต่ำไม่เกิดการผูกขาดกับเอกชนเพียงรายเดียว
          สำหรับกรณีข้อพิพาทโฮปเวลล์นั้น แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำพิพากษาแล้ว แต่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ รฟท. ขอให้กระทรวงหยิบยกประเด็นที่จะต่อสู้คดีใหม่ โดยเฉพาะเรื่องการก่อสร้างที่ไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด เรื่องการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ใต้ทางรถไฟยกระดับ และอสังหาริมทรัพย์สองข้างทางที่เมื่อเกิดข้อพิพาท ทำให้การรถไฟฯ ไม่สามารถเข้าไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และที่ดินสองข้างทางได้ จึงควรคำนวณมูลค่าความเสียหายจากการสูญเสียโอกาสว่าเป็นมูลค่าเท่าใด เพื่อยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการต่อสู้คดีเพื่อเป็นเหตุผลให้ศาลพิจารณาใหม่