"ดีอี"ดัน"5จี"ทั่วไทยปีหน้า

จ่อถกกสทช.ลุยโรดแมป สุริยะล้วงตับเวียดนามจ้องดึงนักลงทุนเข้าปท.
          'สุริยะ'เก็บข้อมูลทำแผนล้วงตับเวียดนาม ชง'สมคิด' ดูดนักลงทุนเข้าไทย เผย 8 เดือนปีนี้ยื่นขอประกอบการในอีอีซีร่วม 8 หมื่นล้าน รมว.ดีอีประกาศเปิดบริการ'5จี'ทั่วประเทศปี'63
          'สุริยะ'บินล้วงตับเวียดนาม
          เมื่อวันที่ 1 กันยายน นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังนำคณะผู้บริหารและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) พบปะภาคเอกชน สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยในเวียดนาม ที่สถานกงสุลใหญ่ประจำประเทศเวียดนาม ว่า ในการหารือครั้งนี้เพื่อดูว่านักลงทุนต้องการอะไรบ้าง หรือได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้างในการเข้าไปลงทุนที่เวียดนาม เพื่อเป็นแนวทางให้ไทยกำหนดสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการนักลงทุน โดยไทยจะให้มากกว่าแบบมาตรการต่อมาตรการ เบื้องต้นพบว่า เวียดนามมีจุดแข็งเรื่องอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำถูกกว่า มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เติบโตประมาณ 6-7% มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ ให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดการในการเจรจาสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน และยังมีมาตรการแบบให้เช่าฟรีด้วย นอกจากนี้ ต้นทุนค่าไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำ มีการเปิดการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป (อียู)
          นายสุริยะกล่าวว่า เวียดนามมีจุดอ่อนคือ กฎหมายการลงทุนบางข้อเขียนคลุมเครือ ทำให้นักลงทุนไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามที่เข้าใจแต่แรก ซึ่งจุดนี้ต่างกับไทยที่มีสิทธิประโยชน์ชัดเจน ไม่เปลี่ยนแปลง และไทยมีจุดแข็งเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานครบวงจรสามารถอำนวยความสะดวกรองรับการค้าการลงทุน แรงงานไทยมีทักษะฝีมือสูง ให้สิทธิต่างชาติถือครองที่ดิน เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ นอกจากนี้ จากการหารือยังพบว่า ปัจจุบันเวียดนามมีนักลงทุนระดับเศรษฐีเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและรายได้ ดังนั้นอีกมุมหนึ่งก็จะชักจูงนักลงทุนกลุ่มนี้เข้าไปลงทุนไทย อาทิ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอื่นที่ไทยมีศักยภาพและเวียดนามเข้าลงทุน
          คลอดแพคเกจชง'สมคิด'เคาะ
          นายสุริยะกล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือ สศอ.กลับไปสรุปสถานการณ์และผลการหารือครั้งนี้ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อกำหนดมาตรการดึงดูดการลงทุนในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม และเสนอนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พิจารณา เชื่อมกับมาตรการภาพรวมที่แต่ละหน่วยงานกำลังดำเนินการอยู่
          นายสุริยะกล่าวว่า สถานทูตไทยประจำประเทศเวียดนาม รายงานตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ของเวียดนามในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคมมิถุนายน) อยู่ที่ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 แสนล้านบาท ขณะที่ไทยอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท จากยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนรวมครึ่งแรกปี 2562 มูลค่ากว่า 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งตัวเลขของเวียดนามเติบโตมาจากฐานต่ำจึงสูง อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งดึงดูดการลงทุน ให้สำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาลแน่นอน
          นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการ สศอ.กล่าวว่า แม้ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำของเวียดนามจะอยู่ในระดับต่ำกว่าไทย แต่สิ่งที่นักลงทุนไม่รับรู้คือ ค่าแรงดังกล่าวยังไม่ได้บวกค่าสวัสดิการต่างๆ ที่ต้องนำมานับรวมเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการด้วย ทำให้สุดท้ายค่าแรงมีความใกล้เคียงกับไทย นอกจากนี้ บางสิทธิประโยชน์ของเวียดนามมีการกำหนดโควต้า เมื่อผู้ประกอบการตัดสินใจลงทุนในเวียดนาม กลับไม่ได้สิทธิประโยชน์จริง ตรงนี้เป็นจุดอ่อนที่ไทยต้องพิจารณาเพื่อชูสิทธิประโยชน์ไทยที่มีความชัดเจนมากกว่า
          อีอีซีเนื้อหอมลงทุนเฉียด8หมื่นล.
          แหล่งข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่า ขณะนี้ 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักของอีอีซียังเดินหน้าต่อเนื่อง แม้จะใช้เวลานานอยู่ แต่ก็เพื่อความชัดเจนทางกฎหมาย ไม่เกิดปัญหาภายหลังโดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินที่ผู้ชนะ คือ กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) อยู่ระหว่างเคลียร์ปัญหาเรื่องพื้นที่ โดยคาดว่าทั้ง 5 โครงการจะมีความชัดเจนลงนามสัญญาภายในเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ โดยเฉพาะโครงการที่ได้ผู้ชนะประมูลแล้ว อย่างรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือมาบตาพุดเฟส 2 ซึ่ง 2 โครงการท่าเรือผู้ชนะประมูลคือ กลุ่มกิจการร่วมค้าจีพีซี ประกอบด้วย บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. และบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ล่าสุดตัวเลขการลงทุนในพื้นที่อีอีซียังเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ระบุว่า ช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-สิงหาคม 2562) มีผู้ประกอบการไทยและต่างชาติทยอยเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะยอดการขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการ (ร.ง.4) และขยายการลงทุนในพื้นที่อีอีซี ทั้ง จ.ชลบุรี จ.ระยอง และ จ.ฉะเชิงเทรา รวมจำนวน 339 ราย มูลค่าการลงทุน 79,910.90 ล้านบาท จ้างงานใหม่ 17,011 คน
          ลงทุนจริง8เดือนกว่า3แสนล.
          แหล่งข่าวกล่าวว่า หากนับเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ส่งเสริมพื้นที่อีอีซีก็มีจำนวนถึง 62 ราย การจ้างงานกว่า 7,900 คน และมูลค่าลงทุน 21,203.40 ล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ 18 โรงงาน จ้างคนงานเพิ่ม 5,549 คน มูลค่าลงทุน 14,227.59 ล้านบาท, อุตสาหกรรมยานยนต์ 21 โรงงาน จ้างคนงาน 1,044 คน มูลค่าลงทุน 5,850.19 ล้านบาท, อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร 16 โรงงาน จ้างงาน 533 คน มูลค่าลงทุน 563.89 ล้านบาท, อุตสาหกรรมท่องเที่ยวสุขภาพ 3 โรงงาน จ้างงาน 747 คน มูลค่าลงทุน 336.5 ล้านบาท และอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และแขนกล 4 โรงงาน จ้างงาน 57 คน และมีมูลค่าลงทุน 195.22 ล้านบาท
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ยอดขอรับใบอนุญาต ร.ง.4 ทั้งประกอบกิจการใหม่และขยายกิจการโรงงานทั่วประเทศในช่วง 8 เดือน มีจำนวน 2,696 โรงงาน มูลค่าลงทุน 308,862.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.07% มีการจ้างงาน 118,782 คน โดยอุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ประกอบด้วย อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ 81,367.45 ล้านบาท, อุตสาหกรรมจากปิโตรเลียม 39,643.93 ล้านบาท, อุตสาหกรรมอาหาร 32,715.47 ล้านบาท, อุตสาหกรรมผลิตเครื่องไฟฟ้าและอุปกรณ์ 21,691.03 ล้านบาท และอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์พลาสติก 16,724.94 ล้านบาท
          'ออมสิน'อัดสินเชื่อแสนล้าน
          นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารออมสินได้ดำเนินการภายใต้นโยบาย ประชารัฐสร้างไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ ซึ่งธนาคารได้เร่งจัดวงเงินสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนพิเศษ และดอกเบี้ยต่ำ ประกอบด้วย สินเชื่อเคหะประชารัฐสร้างไทย สินเชื่อเอสเอ็มอีประชารัฐ และโครงการผ่อนปรนภาระหนี้กองทุนหมู่บ้าน เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ภาคครัวเรือน ภาคธุรกิจ จนถึงระดับท้องถิ่น โดยเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 เป็นต้นไป
          นายชาติชายกล่าวว่า สินเชื่อเคหะประชารัฐสร้างไทย คิดอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 3 ปีแรก 2.9% ต่อปี ปีที่ 4 เป็นต้นไป MRR-0.5% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของธนาคารฯ ปัจจุบัน = 6.87% ต่อปี) โดยผู้ที่ต้องการซื้อบ้านพร้อมที่ดิน ธนาคารฯ ให้กู้ 95% ของราคาประเมิน คอนโดมิเนียม ให้กู้ 90% ของราคาประเมิน และปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ให้กู้ได้ 100% ของราคาประเมินตัวบ้าน เพียงผู้กู้อายุ 20 ปีขึ้นไป มีอาชีพ มีรายได้แน่นอน ภายใต้เงื่อนไขพิเศษคือ สามารถผ่อนชำระได้สูงสุดถึง 40 ปี โดยผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้จนถึงอายุ 70 ปี โดยธนาคารฯได้เตรียมวงเงินสินเชื่อประเภทนี้ไว้ 25,000 ล้านบาท
          นายชาติชายกล่าวว่า สินเชื่อเอสเอ็มอีประชารัฐ มี 3 รูปแบบ ในวงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท ได้แก่ สินเชื่อ GSB เพื่อ SMEs คล่องตัว, สินเชื่อ GSB เพื่อ SMEs ยั่งยืน และสินเชื่อ GSB บัญชีเดียว โดยผู้กู้เป็นผู้ประกอบการในกลุ่ม Startup ผู้ประกอบการที่มีนวัตกรรม ผู้ประกอบการ SMEs หรือผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ โดยสินเชื่อ GSB เพื่อ SMEs คล่องตัว นำไปเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ และสินเชื่อ GSB เพื่อ SMEs ยั่งยืน เหมาะสำหรับลงทุนในทรัพย์สินถาวร ซึ่งทั้ง 2 ประเภทนี้ วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อ GSB บัญชีเดียว เหมาะสำหรับนำไปเป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ และลงทุนในทรัพย์สินถาวร วงเงินกู้สูงสุด 100 ล้านบาท โดยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภทนี้ คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากันคือ เงินกู้ระยะสั้น 2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ปีที่ 3-4 = 6% ต่อปี ปีที่ 5 เป็นต้นไป คิด MLR/MOR ถึง MLR/MOR + 1% ขณะที่เงินกู้ระยะยาว 2 ปีแรก อัตราดอกเบี้ย 4% ต่อปี ปีที่ 3-4 = 6% ต่อปี และ ปีที่ 5-7 เท่ากับ MLR/MOR ถึง MLR/MOR + 1% ทั้งนี้ สามารถเลือกใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันได้ โดยที่ บสย.ยกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันปีละ 1.75% เป็นเวลา 2 ปี และธนาคารออมสินช่วยแบ่งเบาภาระค่าธรรมเนียมให้อีก 2 ปี รวมยกเว้นค่าธรรมเนียม 4 ปี รวมแล้ว 7% ซึ่งจะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นเอสเอ็มอีแบบไหน สินเชื่อทั้ง 3 รูปแบบนี้ ครอบคลุมผู้ประกอบการ SMEs ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นทำธุรกิจจนถึงทำธุรกิจขนาดใหญ่
          พักหนี้กองทุนหมู่บ้าน
          นายชาติชายกล่าวว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ธนาคารฯได้ออกมาตรการผ่อนปรนการชำระเงินกู้กองทุนหมู่บ้าน เพื่อหวังให้กองทุนหมู่บ้านได้ลดภาระในการชำระหนี้ เป็นการเพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินงานเพื่อให้มีเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกกู้ยืมเพิ่มเติมได้ รวมถึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินกู้ยืมของสมาชิกรายอื่นๆ ที่ยังได้กู้ยืมเงินจากกองทุนหมู่บ้าน ด้วยมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นเป็นระยะเวลา 1 ปี ให้ชำระเฉพาะดอกเบี้ย พร้อมกับขยายระยะเวลาชำระหนี้อีก 1 ปี โดยสามารถยื่นความจำนงได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2562 และจัดทำนิติกรรมสัญญาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีวงเงินโครงการ 29,500 ล้านบาท มีกองทุนอยู่ในข่ายที่สามารถเข้าร่วมได้ 32,387 กองทุน
          "ธนาคารออมสินเชื่อมั่นว่ามาตรการดังกล่าวนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการเร่งให้ฟันเฟืองในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ในอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจทั้งระบบเกิดการขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็วในทิศทางเดียวกัน สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายประชารัฐสร้างไทยได้" นายชาติชายกล่าว
          'บัญชีกลาง'เร่งเครื่องชิมช้อปใช้
          น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางและสำนักงานคลังจังหวัดทั่วประเทศกำลังเร่งประชาสัมพันธ์เชิญชวนผู้ประกอบการร้านค้าสมัครเข้าร่วมมาตรการ ชิม ช้อป ใช้ ภายในวันที่ 20 กันยายนนี้ และเปิดจุดรับสมัครไม่เว้นวันหยุดราชการ เพื่อให้มีร้านค้าและสถานบริการหลากหลาย เพียงพอต่อความต้องการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน จำนวน 10 ล้านราย ที่จะมาลงทะเบียนใช้สิทธิตามมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและสนับสนุนการใช้จ่ายผ่านระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์โดยภาครัฐ จี-วอลเล็ต ในวันที่ 23 กันยายน-15 พฤศจิกายนนี้
          น.ส.สุทธิรัตน์กล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มรับสมัครผู้ประกอบการร้านค้าตามมาตรการฯทั่วประเทศ วันที่ 28-30 สิงหาคม มีจำนวนร้านค้าที่สมัครเพียง 1,800 กว่าร้านค้า น้อยมากจากเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ โดยกรมกำหนดเป้าหมายต้องมีร้านค้าใหม่เพิ่มขึ้น 5 หมื่นราย และเมื่อรวมกับร้านค้ารายเดิมทำให้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมถึง 1.3 แสนรายทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากนี้กรมบัญชีกลางจะเพิ่มช่องทางการรับสมัครให้ครอบคลุม กว้างขวาง เพื่อให้มีร้านค้ารองรับกับการใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและใช้บริการของประชาชนที่จะมาลงทะเบียนใช้สิทธิในแต่ละพื้นที่ให้มากที่สุด ดังนั้น จึงขอความร่วมมือร้านค้าที่ลงทะเบียนแล้ว กระจายข่าวเชิญชวนผู้ประกอบการรายอื่น ให้รีบมาลงทะเบียนก่อนจะหมดเขตในวันที่ 20 กันยายน รวมทั้งการช่วยกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อโซเชียลต่างๆ อาทิ การติดแฮชแท็ก ชิมช้อปใช้ กดไลค์ กดแชร์ ข้อมูลในเพจต่างๆ ส่วนประชาชนที่จะมาลงทะเบียนใช้สิทธิในวันที่ 23 กันยายน หากต้องการใช้บริการหรือซื้อสินค้ากับร้านค้าใด ให้เชิญชวนร้านค้านั้นมาลงทะเบียน แล้วตนเองและครอบครัวจะได้ใช้สิทธิกับร้านค้านั้นได้
          'รมว.ดีอี'จ่อหารือกสทช.ลุย5จี
          นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า กระทรวงตั้งเป้าที่จะพัฒนาเทคโนโลยี 5จี ให้สามารถใช้งานพร้อมกันทั้งประเทศได้ภายในปี 2563 โดย 5จี จะเข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรมการผลิต เป็นส่วนช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ ล่าสุดได้นัดหารือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เพื่อหาแนวทางการขับเคลื่อนเทคโนโลยี 5จี สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งยังจะหารือประเด็นปัญหาดาวเทียม และการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 3400-3700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาเปิดประมูล 5จีด้วย
          "โครงข่าย 5จี ไม่ได้มีไว้สำหรับโทรศัพท์มือถืออย่างที่หลายคนคิดเท่านั้น แต่มีไว้สำหรับอุตสาหกรรม มีไว้สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และหุ่นยนต์ (โรโบติกส์) การที่ประเทศไทยจริงจังกับ 5จี คือ การประกาศให้โลกเห็นว่าประเทศไทยจริงจังที่จะเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยี" นายพุทธิพงษ์กล่าว
          นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ในภาคแรงงาน ได้ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด เปิดตัวห้องเรียนอัจฉริยะ เพื่อเป็นศูนย์กลางพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล เนื่องจากมองว่าปัจจุบันคงไม่สามารถผลิตแรงงานบัณฑิตที่เพิ่งจบการศึกษาได้ทันเวลา จึงต้องเพิ่มและพัฒนาทักษะแรงงานที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว ยกระดับศักยภาพให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
          โดยโครงการนี้เป็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมการเรียนการสอนสร้างทักษะใหม่สำหรับกลุ่มแรงงานในพื้นที่อมตะซิตี้และโครงการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) กว่า 300,000 คน ทางอมตะยังได้ร่วมกับผู้ประกอบการในพื้นที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ตลอดจนเครือข่ายเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ตั้งเป้าหมายพัฒนาบุคลากรทุกระดับ เพื่อให้ภายใน 5 ปี ประเทศไทยจะมีบุคลากรด้านดิจิทัลทันใช้งานกว่า 180,000 คน
          เกษตรดันประกันยางเข้าครม.
          นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา ว่า ได้วางมาตรการใช้งบประมาณในโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 อย่างเคร่งครัด โดยแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมากำกับดูแล 4 คณะ คือ คณะกรรมการบริหารโครงการ คณะทำงานกำหนดราคากลางอ้างอิง คณะกรรมการบริหารโครงการ ระดับจังหวัด และคณะทำงานระดับตำบล เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เมื่อบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เห็นชอบจะเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) แล้วนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด
          "โครงการประกันรายได้เป็นมาตรการระยะสั้นที่ต้องเร่งทำ เนื่องจากชาวสวนยางเดือดร้อนจากราคายางตกต่ำมานาน เชื่อว่าเมื่อทำควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆ ได้แก่ การเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ การลดพื้นที่ปลูกยาง ตลอดจนการสร้างให้ไทยเป็นตลาดกลางยางพาราของโลก เพื่อป้องกันการบิดเบือนราคาจากตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าในต่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ของโลกจะทำให้ราคายางพาราขยับสูงขึ้นตามกลไกของตลาดและมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน" นายเฉลิมชัยกล่าว
          นายเฉลิมชัยกล่าวว่า กระบวนการดำเนินงานจะมี 4 ขั้นตอน คือ การประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิและผู้มีสิทธิแจ้งเข้าร่วมโครงการ การตรวจสอบสิทธิ กยท. ประมวลผลและรวบรวมข้อมูลส่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และ ธ.ก.ส.โอนเงินเข้าบัญชีเกษตร แล้วแจ้ง กยท. อีกทั้งได้กำหนดเวลาดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ โดยเริ่มประชาสัมพันธ์โครงการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2562 และเงินบาทแรกจะถึงมือชาวสวนยางวันที่ 15 ธันวาคมนี้แน่นอน
          'ศักดิ์สยาม'แก้ดอนเมืองแออัด
          นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวภายหลังการลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความแออัดภายในอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานดอนเมือง ว่า ได้สั่งการให้แก้ไขปัญหาความแออัด ที่เกิดจากคอขวดในส่วนของผู้โดยสารขาเข้าและขาออก บริเวณจุดตรวจสอบหนังสือเดินทาง และพื้นที่จัดทำแบบการขอตรวจลงตราวีซ่าเพื่อเข้าประเทศ (วีโอเอ) โดยได้เร่งให้แก้ปัญหาระยะเร่งด่วนด้วยการเพิ่มพื้นที่ให้บริการวีโอเอ พร้อมกับเพิ่มบริการเชิงรุกอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารมากขึ้น และให้เพิ่มเติมการติดตั้งกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) เพิ่มเติม เพื่อใช้ในการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งมีห้องโอเปอเรชั่น ในการบริหารจัดการในเรื่องของการสื่อสารว่าส่วนใดที่ผู้โดยสารกระจุกตัว ส่วนใดที่ว่าง หากว่างก็จะกระจายผู้โดยสารไปใช้ในช่องทางที่ว่างอยู่ได้มากขึ้น
          "ต่อไปนี้ปัญหาของสนามบินดอนเมืองจะถูกตรวจสอบด้วยการใช้กล้องวงจรปิดสามารถระยะไกลและมีราคาจัดซื้อเหมาะสม โดยบริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. และกระทรวงสามารถดูกล้องได้ รวมทั้งจะนำเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ร่วมดูผ่านกล้องด้วย กำหนดติดตั้งเสร็จภายใน 1 เดือน เพื่อร่วมตรวจสอบการทำงาน เพราะการอำนวยความสะดวกผู้เดินทางโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ" นายศักดิ์สยามกล่าว
          ขอ1สัปดาห์เคลียร์กทพ.-บีอีเอ็ม
          นายศักดิ์สยามกล่าวว่า ปัญหาช่องทางขาออกหนาแน่นจะใช้ระบบแมนนวลเข้ามาจัดการแทน คือ กำหนดเจ้าหน้าที่ดูแลทั่วถึง ส่วนปัญหาอาคารจอดรถหลังเก่า ปัจจุบันใช้ระบบกึ่งอัตโนมัติในการเก็บค่าจอดรถ จะเร่งให้ดำเนินการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ในระยะเร่งด่วนภายใน 1 เดือนนี้เช่นกัน ส่วนระบบอัตโนมัติแบบเต็มรูปแบบคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี เนื่องจากมีกระบวนการที่ต้องทำค่อนข้าง อาทิ การจัดซื้อจัดจ้าง สำหรับอาคารจอดรถหลังที่ 2 ได้รับใบอนุญาตในการก่อสร้างอาคารจาก กทม.แล้ว ล่าสุดได้สั่งการให้นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดคมนาคม หารือกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ทำแผนงานก่อสร้างอาคารไม่ให้เกิดผลกระทบ สามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็ว และไม่เกิดความล่าช้า
          นายศักดิ์สยามกล่าวถึงนโยบายการปรับลดอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า ว่า เบื้องต้นยังไม่ได้มีการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่มีการเสนอรูปแบบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแล้ว หลังจากนี้จะตัดสินใจว่าแบบใดไม่กระทบกับประชาชน และจะต้องไม่นำภาษีของประชาชนมาใช้ รวมถึงไม่กระทบรายได้ของภาครัฐ ในส่วนของกรณีข้อพิพาทระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีอีเอ็ม ปลัดกระทรวงคมนาคมขอเวลาอีก 1 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่างๆ อาทิ ที่ไปที่มาและตัวเลขว่ามีความถูกต้องหรือไม่ ซึ่งผลสรุปคาดว่าจะมีแนวโน้มที่ดีและทำให้ประเทศชาติไม่เสียผลประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ภายในเดือนนี้จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนออกมาแน่นอน
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 3 ก.ย. 2562 (กรอบบ่าย)--