DIFดีเดย์เข้าเทรด2ก.ย.นี้ สุดปลื้มยอดจองซื้อหน่วยสูงปรี๊ด 80%

กองทุน DIF เตรียมนำหน่วยลงทุนใหม่เข้าเทรดในวันที่ 2 ก.ย.นี้ หลังระดมทุนได้ตามเป้า โดยนักลงทุนรายย่อยที่เป็นผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมมาใช้สิทธิมากกว่า 80% ขณะที่ความต้องการจองซื้อรวมกว่า 1.7 เท่าของมูลค่าเสนอขายที่ 15,800 ล้านบาท คาดหลังเข้าลงทุนเพิ่มเติมจะส่งผลให้ประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุนในปีแรกอยู่ที่ 1.0456 บาทต่อหน่วย
          นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ Digital Telecommunications Infrastructure Fund (DIF) เปิดเผยว่า พร้อมนำหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุน DIF เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 2 ก.ย.นี้ ซึ่งมั่นใจว่านักลงทุนจะให้การตอบรับที่ดี หลังปิดการเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ตามเป้าหมาย
          การเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 และเพิ่มทุนจดทะเบียนครั้งนี้ จะทำให้กองทุนฯ มีขนาดทรัพย์สินใหญ่ขึ้น และกระจายตัวในพื้นที่ทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น สามารถรองรับความต้องการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และระบบอินเทอร์เน็ตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยี 5G ในอนาคต
          ทั้งนี้ กองทุน DIF เป็นทางเลือกการลงทุนสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ โดยกองทุนฯ มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี (ปี 2559–2561) ที่โดดเด่น สามารถจ่ายเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุนแก่ผู้ถือหน่วยอย่างสม่ำเสมอ รวมต่อปีในอัตรา 0.956, 0.975 และ 1.016 บาทต่อหน่วยตามลำดับ ส่วนในปี 2562 ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลแล้ว 2 ครั้ง จากผลการดำเนินงานไตรมาส 1/62 (1 ม.ค.–31มี.ค.) ในอัตรา 0.26 บาทต่อหน่วย และจ่ายจากผลการดำเนินงานงวด 1 เม.ย.–31 ก.ค. 2562 ในอัตรา 0.3469 บาทต่อหน่วย รวมเป็น 0.6069 บาทต่อหน่วย
          ขณะที่หลังจากการเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 4 จะส่งผลให้ประมาณการเงินปันส่วนแบ่งกำไรต่อหน่วยลงทุนในปีแรกอยู่ที่ 1.0456 บาทต่อหน่วย (สำหรับช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2562 ถึง 30 ก.ย. 2563) นอกจากนี้ผู้ถือหน่วยลงทุน DIF จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้จากเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุน DIF อีกด้วย
          นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการผู้แทนจำหน่ายหน่วยลงทุน กล่าวว่า การเสนอขายในครั้งนี้มีผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมมาใช้สิทธิ พร้อมมีความต้องการจองซื้อสูงสุดครั้งหนึ่งเป็นประวัติการณ์ โดยมีผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมซึ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยมาใช้สิทธิมากกว่า 80% และจองซื้อเกินสิทธิกันอย่างล้นหลาม
          โดยมีความต้องการจองซื้อรวมกว่า 1.7 เท่าของมูลค่าเสนอขายที่ 15,800 ล้านบาท โดยหลังเข้าลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้ จะทำให้กองทุนมีโครงข่ายทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่ครอบคลุม และครบถ้วนมากยิ่งขึ้น มีขนาดทรัพย์สิน มูลค่าตลาด และสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น