เร่งเครื่อง"5G"ไทย หวั่นโดน"ทิ้งห่าง"

หลายประเทศโดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตเทคโนโลยี  ได้จัดสรรและอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ สำหรับเทคโนโลยี 5G ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน
          ตั้งแต่ "ให้เปล่า" ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกง หรือ "การประมูล" ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสาธารณรัฐเกาหลี
          ทั้งนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่อยู่ระหว่างทดลองและกำลังจะจัดสรร โดยวิธีการอนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการ 5G นั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมทางด้านเทคโนโลยี ความต้องการใช้งานคลื่นความถี่ และกฎระเบียบในแต่ละประเทศ
          สำหรับประเทศไทยเป็นที่คาดการณ์กันว่า การอนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการ 5G น่าจะเป็นการจัดสรรโดยวิธีการประมูล เนื่องจากเป็นวิธีการจัดสรรที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการจัดสรรทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง อีกทั้งได้ถูกกำหนดไว้ในกฎหมายอีกด้วย
          อย่างไรก็ดี เนื่องจากข้อจำกัดและความท้าทายหลายอย่างของประเทศไทย ที่อาจจะส่งผลให้การอนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับบริการ 5G อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วางไว้
          ระหว่างนี้ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ได้เชิญสื่อมวลชนและคณะทำงาน 5G สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยมี นาย ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ร่วมเดินทาง เพื่อศึกษาดูงานและทำความเข้าใจร่วมกันเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี 5G ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
          นายฮูลิน ซาว เลขาธิการสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) ระบุว่า แม้ว่าทั่วโลกมีแผนพัฒนาเทคโนโลยี 5G ให้เกิดอย่างรวดเร็ว แต่การก้าวไปสู่ 5G นั้น ต้องวางแผนให้เหมาะสมกับแต่ละประเทศ ไม่มีสูตรตายตัวที่เหมือนกัน
          เช่น แอฟริกา มีการใช้งานโทรศัพท์มือถือเฉพาะในเมือง ขณะที่นอกเมืองประชาชนไม่มีโทรศัพท์มือถือใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งพัฒนา 5G
          สำหรับประเทศไทย เป็นเรื่องที่ดีมาก ที่มีการทดสอบเทคโนโลยี 5G ด้วยการร่วมมือกับภาคการศึกษา ซึ่งในมุมมองของตนเอง คิดว่าจะเป็นสิ่งที่ดีมาก หากมีการแบ่งปันผลการทดสอบให้ภาคอุตสาหกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป
          ดังนั้น การประกาศสู่การเป็นผู้ให้บริการ 5G ของประเทศไทยจะช้าหรือเร็วไม่ต่างกัน สิ่งสำคัญคือการมาในเวลาที่เหมาะสม เพราะไอทียูเองก็ยังไม่มีการกำหนดว่าคลื่นไหนเหมาะกับการทำ 5G
          คาดว่าในการประชุมของเวิลด์ เรดิโอ คอมมูนิเคชั่น คอนเฟอเรนซ์ หรือดับเบิลยูอาร์ซี สิ้นปี 2562 นี้ จะได้ข้อสรุปของคลื่นที่เหมาะสมกับ 5G
          "ไอทียู ได้ทำงานเรื่อง 5G คืบหน้าอย่างมาก นอกจากเรื่องการสรรหาคลื่นที่เหมาะสมแล้ว ก็ต้องหารือร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมก็ได้ประโยชน์ด้วย
          "เพราะภาคอุตสาหกรรมต้องมีการลงทุน บางคนอาจคิดว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ (โอเปอเรเตอร์) ต้องประมูลราคาสูง เพราะมีรายได้ มีกำไร แต่อย่าลืมว่า เอกชนนอกจากต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5G ซึ่งต้องให้บริการด้วยความเสถียรแล้ว เขายังต้องลงทุนในแง่ของการให้บริการประชาชนด้วย"
          เลขาธิการไอทียูย้ำว่า ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีการประมูล จึงไม่ควรคิดแค่ราคาเริ่มต้นการประมูลที่สูง แต่ควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการตลาด และควรกำหนดราคาสุดท้ายของการประมูลด้วย
          นอกจากนี้ การประมูลอาจจะเลือกได้ ทั้งการประมูลคลื่นแบบหลายย่านความถี่พร้อมกัน (มัลติแบนด์) ทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง สูง หรือการคัดคุณสมบัติ นอกจากนี้ การชำระเงินก็ควรมีการแบ่งจ่ายที่เหมาะสม เพื่อให้โอเปอเรเตอร์ทำธุรกิจได้ ซึ่งไอทียูเป็นหน่วยงานที่ดูมาตรฐานของคลื่นเป็นหลัก ส่วนการประมูลและราคาต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละประเทศ
          ขณะที่การจัดการประชุมผู้นำองค์กรกำกับดูแลด้านโทรคมนาคมในภูมิภาคอาเซียน หรือการประชุมอาเซียน เทเลคอมมูนิเคชั่น เรกูเลเตอร์ เคานซิล (เอทีอาร์ซี) ครั้งที่ 25 ที่สำนักงาน กสทช.เป็นเจ้าภาพ ทราบว่า 3 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม สิงคโปร์ และมาเลเซีย เตรียมเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ ประมาณเดือนมิถุนายน 2563 จึงมีความกังวลว่าอาจเกิดกรณีนักลงทุนจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศนั้นๆ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
          เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า ประเทศไทยจะมีการหารือถึงการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าสู่ 5G ที่คาดว่าจะมีการจัดการประมูลคลื่นความถี่เพื่อรองรับ 5G ในช่วงปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564 ซึ่งจะส่งผลให้การเข้าสู่ 5G ของประเทศไทยเกิดขึ้นหลังจากนั้น
          ดังนั้น ภายในต้นเดือนกันยายนนี้ จะนำเสนอต่อที่ประชุม กสทช. ให้มีการจัดคณะการขับเคลื่อน 5G ระดับชาติ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนให้เกิด 5G ได้เร็วขึ้น จากนั้นจะนำมติที่ประชุมเสนอต่อนายกรัฐมนตรีภายในกลางเดือนกันยายน 2562 เพื่อให้คณะทำงานเกิดขึ้น
          "ที่ผ่านมา กสทช.ดำเนินการอาจจะมีปัญหา เช่น กรณีคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นอื่นๆ ที่มีหน่วยงานภาครัฐและกองทัพถือครองอยู่ แต่กลับใช้ประโยชน์ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หากมีคณะกรรมการชุดนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วขึ้น เพราะรัฐบาลเป็นผู้กำกับดูแล ไม่เกิดปัญหาฟ้องร้องภายหลัง การขับเคลื่อน 5G จะมีประสิทธิภาพและเกิดขึ้นได้เร็ว"
          จากการหารือร่วมกับโอเปอเรเตอร์ของไทย พบว่าการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ 5G ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ขณะที่ปัจจุบันโอเปอเรเตอร์ ยังมีภาระทางการเงินจากการประมูลคลื่นความถี่ครั้งที่ผ่านมา ประกอบกับเทคโนโลยี 5G เป็นเทคโนโลยีใหม่ความพร้อมในการผลิตอุปกรณ์สำหรับคลื่นความถี่ที่จะนำมาใช้งานยังไม่พร้อมทั้งหมด
          อย่างไรก็ตาม โอเปอเรเตอร์คาดว่าจะพร้อมลงทุน 5G ในปี 2565-2566 ซึ่งเป็นปีที่ 5G ได้เริ่มให้บริการแล้วในประเทศชั้นนำ เพราะเชื่อว่าเมื่อถึงเวลานั้นจะเห็นทิศทางของการลงทุนการใช้งานคลื่นความถี่ที่ชัดเจน
          แต่หากเป็นเช่นนั้น ประเทศอาจได้รับผล กระทบในหลายด้าน และรัฐบาลจะไม่สามารถยอมรับได้ เพราะถือว่าประเทศไทยเข้าสู่ 5G ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน
          กสทช.มีแนวคิดที่น่าจะเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย โดยการให้การจัดสรรคลื่นความถี่เกิดขึ้นก่อน โดยให้โอเปอเรเตอร์เข้ารับการจัดสรรคลื่นความถี่ล่วงหน้า และวางหนังสือค้ำประกัน (แบงก์การันตี) และเมื่อโอเปอเรเตอร์มีความพร้อมลงทุน จึงชำระเงินค่าใบอนุญาตในปี 2566
          ทั้งนี้ ในกรณีดังกล่าวยังเป็นปัญหา เพราะจากการตรวจสอบพบว่าโอเปอเรเตอร์แต่ละราย เหลือความสามารถในการวางแบงก์การันตีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่มาก เพราะการประมูลคลื่นความถี่ที่ผ่านมามีการวางแบงก์การันตีไว้จำนวนมาก
          ดังนั้น กสทช.จึงมีการหารือกับ ธปท. ในการให้โอเปอเรเตอร์สามารถนำแบงก์การันตีของสถาบันการเงินในต่างประเทศมาใช้ในการค้ำประกันแทนได้
          ถือเป็นอีกความท้าทายหนึ่งของ กสทช. ที่จะสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 5G ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ล่าช้ากว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน