ดันโมเดล"สมาร์ททัวริสซึ่ม"หนุนเที่ยวไทยโตยั่งยืน

พรไพลิน จุลพันธ์
          กรุงเทพธุรกิจ
          ผลพลอยได้จากการเปลี่ยนระบบการปฏิบัติงาน จะช่วยให้ไทยสามารถพัฒนาสนามบินให้เป็นจุดหมาย สำหรับการพักผ่อนและศูนย์รวมร้านค้าปลีกได้ในอนาคต
          การบริหารงานภาคท่องเที่ยวอย่างชาญฉลาด ผ่านโมเดล "สมาร์ท ทัวริสซึ่ม" (Smart Tourism) จากตัวช่วยเรื่องเทคโนโลยี ในภาวะที่ไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพราะการตัดสินใจใดๆ ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ จะเป็น ตัวกำหนดศักยภาพของประเทศในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว การปั้นทรัพยากรบุคคล รวมถึงการลงทุนในอนาคต
          ประชา อัศวธีระ รองผู้อำนวยการ เขตสำนักงานเขตพื้นที่ภาคใต้ สำนักงานส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า "ภูเก็ต" เป็นจังหวัดที่มีเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว มีเสาหลัก คือภาคท่องเที่ยวมาค้ำจุน ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัดอยู่ที่ 4.77 แสนล้านบาท คิดเป็นรายได้จากส่วนของตลาดที่พัก 43% และตลาดการขนส่ง 23% นับว่ามีรายได้รวมเป็นอันดับ 2 รองแค่กรุงเทพฯซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท
          แม้ภูเก็ตจะทำรายได้สูงมาก แต่ยังคง ถูกจับตามอง โดยเฉพาะประเด็นภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ไม่ยั่งยืน จึงต้องเร่งสร้าง ความยั่งยืนให้เกิดขึ้น ผ่านการพัฒนาเมือง ให้เป็น "สมาร์ทซิตี้" (Smart City) ด้วยการ ดึงภาคเอกชนกับองค์การบริหารท้องถิ่นของ ภูเก็ตมาร่วมกันวางกรอบการทำงาน
          โดยดีป้าได้เข้าไปร่วมสร้าง "แพลตฟอร์มข้อมูล" ของภูเก็ต ซึ่งเริ่มใช้เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา เป็นการรวบรวมข้อมูลเปิดจาก ทุกแหล่ง อาทิ ข้อมูลจากจุดให้บริการไวไฟ กว่า 1,000 จุดทั่วเกาะ พบว่าปัจจุบันมีอุปกรณ์ เข้าระบบเฉลี่ย 6 แสนอุปกรณ์ต่อวัน และพุ่งถึง 1 ล้านอุปกรณ์ต่อวันในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซัน นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากการขอ ป้ายทะเบียนรถยนต์ ข้อมูลจากกล้องวงจรปิด และอื่นๆ เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจข้อมูลเชิงสถิติให้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การวางโมเดลความหนาแน่นและการเคลื่อนที่ของประชากรในภูเก็ตเพื่อกำหนดเป็นนโยบาย รวมถึงการใช้ข้อมูลเพื่อศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวว่านิยมเที่ยวเส้นทางใด ทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และเอื้อต่อการลงทุนของภาคอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตต่อไป
          นอกจากนี้ หนึ่งในแนวทางที่จะช่วยขจัด อุปสรรคหรือปัญหาเรื่องเงินทุน คือการจัดตั้ง "บริษัท พัฒนาเมือง" (City Development Companies) ในแต่ละจังหวัด เพื่อหาเงินลงทุนจากภาคเอกชน และวางแนวทางการเป็นพันธมิตรร่วมกันกับภาครัฐ หลังจากโมเดลนี้ ถูกนำมาปฏิบัติจนเห็นผลแล้วในภูเก็ต เชียงใหม่ และขอนแก่น
          "ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น จำเป็นต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า "สมาร์ท ทัวริสซึ่ม" นอกจากจะส่งผลดีต่อ สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นผลดีต่อธุรกิจของพวกเขาด้วย ทั้งนี้ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการยอมรับและความตั้งใจในการร่วมมือของภาคธุรกิจ ท่องเที่ยว โดยการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้ทุกภาคส่วนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี เป้าหมายร่วมกัน"
          ไซมอน เอครอยด์รองประธานกรรมการ ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์และพัฒนาธุรกิจ อมาเดอุส บริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวระดับโลก เล่าเสริมว่า เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดจะช่วยยกระดับบริการและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับนักท่องเที่ยว ขอ ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการบริหารปริมาณ ผู้โดยสารในสนามบิน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ สำคัญของการพัฒนาภาคท่องเที่ยวไทยสู่ สมาร์ททัวริสซึ่ม แนวทางแรกคือการนำ "บริการเช็คอิน และดร็อปกระเป๋านอกสนามบิน" มาใช้ ผ่าน ระบบปฏิบัติการคลาวด์ ทำให้สนามบินต่างๆ สามารถเพิ่มกำลังคนและพื้นที่ในการให้บริการในวันที่มีจำนวนผู้โดยสารมาก และปรับลดลงได้ตามความจำเป็น โดยสนามบินในต่างประเทศหลายแห่งได้เริ่มนำวิธีการนี้มาใช้แล้ว เช่น สนามบินฮ่องกง นำบริการเช็คอินผ่านสมาร์ทโฟนมาใช้ เพื่อให้การเคลื่อนตัวของผู้โดยสารสะดวกขึ้น ขณะที่สนามบินในเคปเวิร์ดอนุญาตให้ผู้โดยสารเช็คอินและดร็อปกระเป๋าที่โรงแรมที่พักก่อนเดินทางมาสนามบินได้
          ส่วนอีกทางเลือกคือการใช้ "คีออสสำหรับเช็คอินด้วยตัวเองและดร็อปกระเป๋าอัตโนมัติ" จะช่วยลดเวลาและกระบวนการเช็คอินของผู้โดยสารในอาคารสนามบินให้รวดเร็วขึ้น เพิ่มความสามารถของสนามบินในการให้บริการแก่ผู้โดยสารในแต่ละวัน ได้มากขึ้นกว่าเดิม
          นอกจากนี้ยังมีเรื่องการใช้ "ระบบ ไบโอเมตริกส์" หรือข้อมูลทางชีวภาพ ในการยืนยันตัวตนสำหรับบริการต่างๆ ในสนามบิน ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารเคลื่อนที่จากจุดต่างๆ ภายในอาคารสนามบินได้อย่างราบรื่นขึ้น ทำได้โดยการให้ผู้โดยสารลงทะเบียนยืนยันอัตลักษณ์ทางกายภาพ ของตนผ่านสมาร์ทโฟน ด้วยการถ่ายรูปตนเองและอัพโหลดรูปหนังสือเดินทาง โดยไฟล์ ที่อัพโหลดไว้เหล่านี้จะใช้เป็นหนังสือเดินทางและบอร์ดดิ้งพาสตลอดการเดินทางของ ผู้โดยสาร ทำให้กระบวนการต่างๆ ภายในสนามบินรวดเร็วขึ้น ตั้งแต่การดร็อปกระเป๋าไปจนถึงการบอร์ดดิ้ง
          "ผลพลอยได้จากการเปลี่ยนระบบการปฏิบัติงาน จะช่วยให้ไทยสามารถพัฒนาสนามบินให้เป็นจุดหมายสำหรับการพักผ่อนและศูนย์รวมร้านค้าปลีกได้ในอนาคต เช่นเดียวกับความสำเร็จของสิงคโปร์ในการเปิด Jewel ซึ่งเป็นศูนย์รวม ความบันเทิงและแหล่งชอปปิงที่ตั้งอยู่ข้างท่าอากาศยานชางงี"พวกเขาด้วย ทั้งนี้ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการยอมรับและความตั้งใจในการร่วมมือของภาคธุรกิจ ท่องเที่ยว โดยการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์และนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้ทุกภาคส่วนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี เป้าหมายร่วมกัน"
          ไซมอน เอครอยด์รองประธานกรรมการ ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์

          บรรยายใต้ภาพ 
          ประชา อัศวธีระ