INTUCHลุยโรดโชว์ต่างแดนลุ้นปันผลระหว่างกาล1.22บ.

ทันหุ้น - INTUCH ประกาศงบวันนี้ พร้อมประกาศเดินสายโรดโชว์ต่างแดน โบรกเคาะกำไรไตรมาส 2/62 ที่ 2.7 พันล้านบาท เชื่อผลงานครึ่งปีหลังปรับตัวดีขึ้นจาก ADVANC ที่คาดว่าการแข่งขันจะลดลง คาดกำไรปีนี้แตะ 1.21 หมื่นล้านบาท เล็งจ่ายปันผลครึ่งปีแรกที่ 1.22 บาท เคาะราคาเป้าหมายที่ 69.70 บาท
          นางสาวทมยันตี คงพูลศิลป์ผู้ช่ วยก ร รมกา รผู้อำน วยกา รอาวุโส ส่วนงานบริหารการลงทุนและการลงทุนสัมพันธ์ บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH เปิดเผยว่า จะมีการรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2562 ในวันนี้ (6 ส.ค. 62) โดยแผนการดำเนินงานยังเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบริษัทยังคาดว่าผลการดำเนินงานจะเติบโตได้ต่อเนื่อง และภายหลังจากการประกาศผลประกอบการ ในเดือนกันยายน 2562 บริษัทวางแผนเดินทางไปให้ข้อมูลแก่นักลงทุน (โรดโชว์) ที่ประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์และญี่ปุ่น เพื่อเป็นการอัพเดตข้อมูลบริษัท และแนวโน้มผลการดำเนินงาน
          คาดกำไร Q2 ลดลง
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) ระบุถึง INTUCH โดยคาดว่ากำไรไตรมาส 2/2562 จะอยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท ลดลง 5.9% จากไตรมาส 1/2562 ตามส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC (ถือหุ้น 40.45%)ลดลง 4.4% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงาน(ตามกฎหมายใหม่) เพิ่มขึ้น หักล้างธุรกิจที่ฟื้นเล็กน้อย จากการแข่งขันที่บรรเทาลงต่อรายได้ หลังทุกรายการยกเลิกแพ็กเกจ Unlimited Data (จำกัดโอกาสที่ลูกค้าจะซื้อแพ็กเกจข้อมูลเพิ่ม) การขยายธุรกิจรอง เช่น อินเทอร์เน็ต และต้นทุนจากการลงทุนที่เพิ่มช้าลง อีกส่วนมาจาก THCOM ที่ถือหุ้น 41.14% ที่ขาดทุนเพิ่ม จากการลดอัตราใช้งาน iPSTAR ของ Softbaml ลูกค้าในญี่ปุ่นเหลือ 50% (100%) ตั้งแต่เมษายน 2562 เพราะความไม่ต่อเนื่องบริหารดาวเทียมหลังสิ้นสัมปทานปี 2564 และผลกระทบบันทึกรายจ่ายพนักงงาน (กฎหมายใหม่)
          ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง จาก ADVANC ที่คาดไว้ผลบวกการแข่งขัน เนื่องจากลูกค้ารายเดือนส่วนใหญ่ที่อยู่บนแพ็กเกจUnlimited Data จะหมดสัญญาในครึ่งปีหลังปี 2562 และต้องเปลี่ยนแพ็กเกจอิงปริมาณใช้จริง ส่วนธุรกิจอินเทอร์เน็ต น่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากกลยุทธ์การขายพ่วงให้กับลูกค้ามือถือ  ขณะที่ในส่วนต้นทุนคลื่นใหม่ 700 MHz ที่เริ่มรับรู้ 1 ตุลาคม 2563 แม้ยังไม่รวมในประมาณการ แต่คาดว่าจะชดเชยได้จากการประหยัดดอกเบี้ย ตามสิทธิ์ขยายงวดจ่ายคลื่น 900 MHz ส่วน THCOM ลูกค้ารายใหญ่ที่ใช้งานอยู่ส่วนใหญ่ยังมีสัญญายาวไปถึงช่วงสิ้นสุดสัมปทานปี 2564 ขณะที่การใช้งานของ Softbank จากนี้จะค่อยๆ ลดลง ซึ่งจะชดเชยได้จากการใช้งานของลูกค้าใหม่ในอินโดนีเซีย ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสในการขายกำลังให้บริการที่ว่างอยู่ในบางประเทศ เช่นจีน ภายใต้อายุสัญญาสั้น
          ผลงานฟื้นตัวครึ่งหลัง
          อีกทั้งคาดการณ์กำไรครึ่งปีแรก 2562 คิดเป็นสัดส่วน 45% แต่ด้วยแนวโน้มครึ่งปีหลังปี 2562 ที่คาดว่ากำไรจะปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับต้นทุนคลื่น 700 MHz ยังไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อกำไร ADVANCE จึงยังคงประมาณการเดิมที่คาดว่ากำไร 5.7% หรือทำได้ 12,153 ล้านบาท และเพิ่มอีก 5% ในปี 2563 ทั้งนี้ประมาณการดังกล่าวยังไม่รวมถึงต้นทุนคลื่น 5G อื่นๆ ที่ กสทช. ยังมีแผนประมูลเพิ่มระยะถัดไป เช่น 2600 MHz และ 26-28 GHz ซึ่งยังขาดความชัดเจนเกณฑ์ประมูล แต่เชื่อว่า ADVANC น่าจะให้ความสนใจ
          ยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ด้วยจุดเด่นความมั่นคงของ ADVANC และฐานกำไรสูงช่วยให้กระทบจำกัด ภายใต้แนวโน้มต้องลงทุน 5G ก่อน ทั้งนี้คาด INTUCH จะจ่ายปันผล ครึ่งปีแรกที่ 1.22 บาท หรือคิดเป็น Yield ราว 2% ขณะที่เฉลี่ยทั้งปีสูงเกิดกว่า 4% ประเมิน ราคาเป้าหมาย 69.70 บาท
          ขณะบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC บริษัทอนุมัติการจ่ายปันผลเป็นเงินสดจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรก 3.78 บาทต่อหุ้น กำหนดวันจ่ายปันผล 3 กันยายน 2562 และกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ที่ 16 สิงหาคม 2562 ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2562 บริษัทมี EBITDA เท่ากับ 19,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% เทียบกับปีก่อน และ 1.1% เทียบกับไตรมาสก่อน จากการเติบโตของรายได้จากการให้บริการ ชดเชยด้วยค่าใช้จ่ายโครงข่ายและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่สูงขึ้น หากไม่รวมรายการพิเศษ EBITDA จะอยู่ที่ 19,753 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เทียบกับปีก่อน และ 4.5% เทียบกับไตรมาสก่อน และมีอัตรากำไร EBITDA 44.2% เทียบกับ 45.0% ในไตรมาส 2/2561 และ 43.1% ในไตรมาส 1/2562
          ส่วนกำไรสุทธิเท่ากับ 7,725 ล้านบาท ลดล 3.5% เทียบกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 1.5% เทียบกับไตรมาสก่อน และหากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรสุทธิอยู่ที่ 8,234 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 2.9% เทียบกับปีก่อน และ 8.1% เทียบกับไตรมาสก่อน จาก EBITDA ที่เพิ่มขึ้น ชดเชยด้วยค่าเสื่อมราคาและ ค่าตัดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้น