กสทช.กรองจุดเด่นวัด"เรตติ้ง"ทีวีดิจิทัล

 หวั่นกลุ่มตัวอย่าง-ข้อมูลไม่แน่น
          ความมั่นใจคนซื้อโฆษณาหดหาย
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการรับฟังแนวทางและวิธีการสำรวจความนิยมช่องรายการโทรทัศน์ หรือการวัดเรตติ้ง ว่า ภายในเดือน ต.ค.นี้ กสทช.จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณการดำเนินการวัดเรตติ้งให้กับสมาคมทีวีดิจิทัล ซึ่งเป็นองค์กรกลาง ที่จะนำเงินไปดำเนินการจ้างผู้ดำเนินการวัดเรตติ้งทีวีของประเทศไทย ซึ่งเป็นการดำเนินการตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือ ม.44 ในการช่วยเหลือทีวีดิจิทัล ภายใต้วงเงิน 431 ล้านบาท
          "การวัดเรตติ้งในไทยมีบริษัท เดอะ นีลสัน คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัดรายเดียว ดังนั้น หากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลต้องการวัดเรตติ้งที่หลากหลาย หรือมีทางเลือกก็ต้องคัดเลือกมาให้ แต่ก็ต้องสร้างความน่าเชื่อถือด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่จะซื้อโฆษณามั่นใจด้วย ทั้งนี้จากการรับฟังวิธีการวัดเรตติ้งเบื้องต้น ทั้งจากบริษัท พีเอสไอ (ประเทศไทย) จำกัด นีลสัน และสมาคมวิจัยและพัฒนาสื่อพบว่า แต่ละรายมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน สมาคมทีวีดิจิทัลต้องเป็นคัดเลือกว่าจะให้รายใดเป็นผู้วัดเรตติ้ง ซึ่ง กสทช.จะพิจารณาเงินสนับสนุนให้ตามที่เสนอมา"
          นายประวิทย์ มาลีนนท์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มาในนามผู้บริหารช่อง 3 เพราะไม่ได้เป็นแล้วแต่มาในนามผู้ผลิตรายการที่ต้องการเสนอให้ กสทช.สนับสนุนเรื่องเรตติ้งตลอดไป จากปัจจุบันทีวีดิจิทัลเหลือ 15 ช่อง ซึ่งจะใช้เงินจัดทำราว 100-120 ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันมีเงินอยู่แล้ว 431 ล้านบาท กสทช.ก็สามารถนำเงินจากที่เหลือจากการเยียวยาจ่ายเงินคืนให้กับทีวีดิจิทัลคืนช่อง นำมาสนับสนุนต่อไปได้
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดทำเรตติ้งของทั้ง 3 ราย ยังมีความกังวลในหลายประเด็น เช่น พีเอสไอ แม้จะสำรวจข้อมูลจำนวนมาก แต่ไม่มีการนำหลักสถิติมาคำนวณเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง เป็นการวัดเรียลไทม์เท่านั้น ขณะที่นีลสัน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทุกรายใช้มาตลอด 30 ปี แต่ยังมีข้อสงสัยในการกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่นำมาคำนวณ รวมถึงวิธีการจัดเก็บเช่นเดียวกับสมาคมวิจัยและพัฒนาสื่อ ซึ่งวิธีการจัดเก็บข้อมูลไม่ได้แตกต่างจากนีลสันและยังไม่เคยดำเนินการเลย ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่า การซื้อโฆษณาส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ หากข้อมูลไม่เชื่อถือจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อสื่อในการลงโฆษณาหรือไม่.