ดีลซื้อ"JAS"เดินหน้าบล็อกเทรดผสมโรงยำ บล.กสิกรฯให้ราคา6.70บ. ลุ้นปันผลยีลด์22%

  “JAS” ยังเดินหน้าเจรจาพันธมิตรร่วมทุน-ซื้อกิจการ สยบข่าวลือ! ดีลขายกิจการไม่เกิด วงในยันปิดดีลภายในปีนี้แน่นอน ส่วนราคาหุ้นร่วงหนัก 17% ชี้โดน “บล็อกเทรด” ถล่มขาย! เหตุครบดีลปิดสัญญา ฟากบล.กสิกรไทยให้ราคาเป้าหมาย 6.70 บาท คาด JASจ่ายปันผลปีหน้าสูงถึง 1.719 บาท/หุ้น คิดเป็นดิวิเดนด์ยีลด์ 22.6%
          แหล่งข่าววงการสื่อสาร เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ยังเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่มีความสนใจจะเข้ามาลงทุนหลายราย ซึ่งแต่ละรายที่เข้ามาคุยมีความต้องการไม่เหมือนกัน โดยรูปแบบที่จะเข้ามาลงทุนมีทั้งต้องการเข้ามาร่วมทุน ซื้อหุ้น ซื้อกิจการ และยังมีข้อเสนออื่น ๆ อีกมากมาย แต่ในวันนี้ทาง JAS ยังอยู่ในขั้นตอนของการพูดคุยกันทั้งหมด ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกรายใด  เพราะยังอยู่ระหว่างการเจรจาข้อตกลงและเงื่อนไขในการเข้ามาร่วมลงทุนที่พอใจกันทั้งสองฝ่าย โดยยังมั่นใจว่าจะได้ข้อสรุปภายในปี 2562 เช่นเดิม
          “JAS ยังเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรที่สนใจเข้ามาร่วมทุนและซื้อหุ้นอยู่ ซึ่งแต่ละรายที่เข้ามาคุยมีความต้องการไม่เหมือนกัน ทั้งสนใจจะร่วมทุน ซื้อหุ้น ซื้อกิจการ หรือมีข้อเสนออื่น ๆ อีกมากมาย วันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการคุยทั้งหมด ยังไม่เลือกและยังไม่ได้ตกลงกับรายไหน” แหล่งข่าววงการสื่อสาร กล่าว
          ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า JAS ต้องการเงินกู้เพื่อไปชำระหนี้ 20,000 ล้านบาทนั้น แหล่งข่าววงการสื่อสาร กล่าวว่า ยืนยันไม่เป็นความจริง เนื่องจาก JAS มีหนี้ปกติเหมือนกับบริษัททั่วไป โดยได้ทยอยชำระหนี้ตามงวดปกติ ดังนั้น JAS ไม่น่าจะต้องการกู้เงินมากมาย
          เพื่อไปชำระหนี้ตามที่มีกระแสข่าวลือออกมา และยังไม่ได้ล้มดีลเจรจากับพันธมิตรเข้ามาร่วมทุน หรือซื้อกิจการแต่อย่างใด
          ขณะที่ราคาหุ้น JAS ปรับตัวลงแรงกว่า 17.11% ในการซื้อขายหุ้นวานนี้ (23 ก.ค. 2562) นั้น มองว่าเป็นการปรับลดลงแรงตามภาวะตลาดหุ้นโดยรวมที่ปรับลดลง และอีกหนึ่งสาเหตุหลักน่าจะมาจาก Block Trade ซึ่งมีการปิดสัญญาขายหุ้น JAS ออกมาจำนวนมากในช่วงวานนี้ หลังมีการเก็งกำไรสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Futures) กันมากในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ราคาหุ้น JAS ปรับตัวลดลงแรงดังกล่าว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น JAS เปิดตลาดที่ราคา 7.65 บาท ซึ่งระหว่างวันปรับขึ้นไปสูงสุดที่ราคา 7.80 บาท และปรับตัวลดลงไปต่ำสุดที่ราคา 5.90 บาท ซึ่งเกือบติดฟลอร์ที่อยู่ 5.35 บาท ก่อนจะปรับขึ้นมาปิดตลาดที่ราคา 6.30 บาท ลดลง 1.30 บาท หรือคิดเป็นลดลง 17.11% จากราคาปิดก่อนหน้านั้น โดยมีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 4,350.86 ล้านบาท
          * ADVANC ลั่นยังไม่ได้หารือซื้อ JAS
          นายยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC เปิดเผยว่า กรณีที่มีกระแสข่าวบริษัทสื่อสารในประเทศไทย 2 รายใหญ่สนใจเข้าซื้อกิจการของ JAS ซึ่งหนึ่งในนั้นได้มี
          ชื่อของ ADVANC ด้วยนั้น ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว และไม่ได้มีการนำเรื่องดังกล่าวมาหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท
          แต่อย่างใด
          “กระแสข่าว ADVANC สนใจซื้อกิจการของ JAS ผมไม่ทราบ แต่เรื่องกระแสข่าวมีคนสนใจซื้อกิจการ JAS มีการพูดถึงกันมาเป็น 10 ปีแล้ว และในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทก็ไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องมาหารือกันแต่อย่างใด” นายยงสิทธิ์ กล่าว
          ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาหุ้น JAS วานนี้ปรับตัวลดลงแรง มองว่านับตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้น JAS มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 70% สวนทางกับพื้นฐานของ JAS ที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง คือ รายได้เติบโตน้อย ขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
          โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ เนื่องจากนักลงทุนมีการเก็งกำไรจาก 2 ประเด็น คือ 1.การขายสินทรัพย์เข้ากองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน หรือ JASIF เฟส 2 ครั้งที่ 1 ไม่เกิน 38,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีการซื้อสินทรัพย์แล้วเสร็จภายในปี 2562 ตามข้อมูลจาก JASIF ที่จะมีการประชุมผู้ถือหน่วยลงทุนในเดือน ส.ค. 2562
          ทั้งนี้ จากการประมินการขายสินทรัพย์เข้า JASIF เฟส 2 ครั้งที่ 1 ดังกล่าว คาดว่าจะมีกำไรประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่ง JASจะนำไปชำระหนี้และจ่ายเงินปันผลพิเศษ คาดว่าจะอยู่ที่ 1 บาท/หุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 9-10%
          อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว JAS มีภาระที่จะต้องจ่ายค่าเช่าให้กับ JASIF ทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้น มากกว่าดอกเบี้ยที่ลดลงจากการที่ JAS นำกำไรที่ได้จากขายสินทรัพย์เข้า JASIF ไปชำระหนี้ และส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้น จากที่ JAS เข้าไปถือหน่วยลงทุนเพิ่มขึ้น โดยประเมินว่าต้นทุนโดยรวมเพิ่มขึ้นจะกระทบประมาณการกำไรในปี 2563 ลดลง 10% เหลือ 2,040 ล้านบาท จากเดิมที่ประมาณการกำไรปี 2563 ของ JAS อยู่ที่ 2,300 ล้านบาท
          และ 2.กระแสข่าว ADVANC และ DTAC สนใจซื้อกิจการ JAS ซึ่งในประเด็นนี้ไม่ได้ให้น้ำหนักว่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากข่าวไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนว่ารูปแบบเป็นอย่างไร ขณะที่หากต่างชาติเข้ามาซื้อจะถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% ซึ่งไม่สามารถเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
          ขณะเดียวกันมองว่าการซื้อ JAS สร้างประโยชน์เชิงปัจจัยพื้นฐานต่อ ADVANC และ DTAC ค่อนข้างน้อย ประกอบกับราคาหุ้น JAS ปัจจุบันค่อนข้างแพง โดยซื้อขาย EV/EBITDA ปี 2562 ประมาณ 10.6 เท่า แพงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มมือถือที่ 9.6 เท่า รวมทั้งอาจมีความเสี่ยงฐานะการเงินตึงตัวหากต้องใช้เงินซื้อ JAS ทั้งหมด
          * กสิกรไทยให้เป้าราคา 6.70 บาท
          ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กระแสข่าว ADVANC สนใจซื้อกิจการของ JAS เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก 1.ADVANC ควรจะซื้อกิจการก่อนที่ JAS จะขายสินทรัพย์รอบที่ 2 และเช่าคืนกับ JASIF เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากที่อาจจะเกิดขึ้น และเพื่อเร่งเพิ่ม EBITDA ด้วยการยกเลิกสัญญาเช่ากับ JASIF เมื่อสัญญาจะสิ้นสุดลงในเดือน ก.พ. 2569 2.ยากเกินไปที่ ADVANC จะประเมินการขาดทุนที่อาจจะเกิดขึ้นจากคดีความของ JAS กับบริษัทอื่น ๆ และ 3.เครือข่ายส่วนใหญ่ของ JAS ยังเป็น ADSL ซึ่งอาจจะต้องลงทุนเพิ่มเพื่อเปลี่ยนไปเป็นเคเบิลใยแก้วนำแสง
          นอกจากนี้ เมื่อดูจากปฏิกิริยาของตลาดฯ ราคาหุ้นของทั้ง 2 บริษัทปรับตัวขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าไม่ปกติ เนื่องจากหากการซื้อกิจการเกิดขึ้นจริง ราคาหุ้นของ ADVANC น่าจะลดลง ในขณะที่ราคาหุ้นของ JAS น่าจะปรับตัวขึ้น
          อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถปฏิเสธได้โดยสิ้นเชิงถึงความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ ดังนั้นจึงประเมินว่าหาก ADVANC จะซื้อกิจการของ JAS ที่มีความสมเหตุสมผล ราคาในการซื้อกิจการไม่ควรจะเกินกว่า 11 เท่าของประมาณการ EBITDA ปี 2563 ของ JAS หรือ 6.66 บาท/หุ้น ซึ่งจะสร้างมูลค่าของหุ้น ADVANC ที่ 1.82 บาท/หุ้น หรือ 1% ของราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 221.8 บาท/หุ้น โดยตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าการเข้าซื้อกิจการจะเกิดขึ้นในช่วงที่ 2 ของการขายสินทรัพย์ของ JAS และการเช่าคืนกับ JASIF, มูลค่าของการ Synergy มาจากการขยายของ EBITDA margin จากประมาณการในปี 2563 ของ JAS ที่ 26.9% เทียบกับประมาณการ EBITDA margin ในปี 2563 ของ ADVANC ที่ 45.4% และคาดการณ์ว่ามูลค่าของการ Synergy จะคงอยู่ประมาณ 10 ปี
          ทั้งนี้ มีมุมมองว่า ADVANC เป็นหุ้น Outperform ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 221.8 บาท/หุ้น ส่วน JAS เป็นหุ้น Underperform ให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 6.70 บาท/หุ้น เนื่องจากมองว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่ดีลนี้จะสำเร็จ และราคาหุ้นของ JAS ปรับตัวขึ้นถึง 70% นับจากต้นปี (เทียบกับ ADVANC ที่ปรับตัวสูงขึ้น 25% จากต้นปี) และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นจากการขายสินทรัพย์รอบที่ 2 และการเช่าคืนกับ JASIF
          ขณะที่การแข่งขันในตลาดมือถือนั้นลดความเข้มข้นลง ส่วนการแข่งขันในตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังคงร้อนแรงอยู่ และยังคงมองเห็นถึงช่องว่างสำหรับมูลค่าที่มีจะปรับตัวสูงขึ้นของ ADVANC จากรายได้ที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานหลังปิดระบบ 2G และรายจ่ายลงทุนที่ต่ำกว่าคาดของคลื่น 5G
          โดยก่อนหน้านี้ บล.กสิกรไทย จัดทำบทวิเคราะห์หุ้น JAS เมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2562 ที่ผ่านมา โดยดาวน์เกรดหุ้น JAS จาก Outperform เป็น Underperform มองว่าขณะนี้สายเกินไปแล้วที่นักลงทุนจะเข้าซื้อ JAS หลังจากที่ราคาหุ้นได้พุ่งสูงขึ้นไป 70% จากต้นปี และสูงกว่า SET Index ที่เพิ่มขึ้น 50% มองว่าส่วนใหญ่เป็นการสะท้อนถึงอัพไซด์จากข้อตกลงการขายสินทรัพย์และเช่าคืน
          ทั้งนี้ บล.กสิกรไทยได้ปรับลดราคาเป้าหมายอิงวิธีรวมส่วนธุรกิจ (SOTP) ลง 6.3% จาก 7.15 บาท เป็น 6.70 บาท หลังจากที่ปรับปีฐานกระแสเงินสดจากสิ้นปี 2562 ไปเป็นสิ้นปี 2563 เนื่องจากได้รวมรายละเอียดข้อตกลงการขายสินทรัพย์และเช่าคืนล่าสุด และกระแสเงินสดไหลออกจำนวนมากจากการจ่ายเงินปันผลเข้ามาคำนวณในประมาณการ โดยคาดว่า JAS จะจ่ายปันผลในปี 2563 สูงถึง 1.719 บาท/หุ้น หรือคิดเป็นยีลด์ 22.6%