ตั้งโต๊ะถกฟื้นศก.5จว.ใต้"จุรินทร์"ลุยทันที

ควงนิพนธ์-ถาวรฟังปัญหาเร่งค้าชายแดน-ชูถนนยาง'ไอเอ็มเอฟ'ชี้ไทยยังแกร่งปลื้มออกกม.วินัยการคลัง
          'จุรินทร์'ฟิตนำทีมลงพื้นที่ภาคใต้ เร่งแก้ปัญหา ศก. 5 จังหวัด จ่อฟื้นค้า ชายแดนไทย-มาเลย์
          'จุรินทร์'นำทีมลงพื้นที่ภาคใต้
          เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมคณะได้เดินทางลง พื้นที่ภาคใต้ โดยเวลา 09.00 น.ได้เดินทางถึงอาคารอเนกประสงค์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดยะลา และได้ทักทายถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ พี่น้องประชาชนที่มาใช้บริการตรวจเอกสารพันธุกรรมดีเอ็นเอ เพื่อแก้ไขปัญหาบุคคลไม่มีทะเบียนราษฎรและไร้สัญชาติ ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ สร้างความประทับใจ และรอยยิ้มให้กับเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนที่มารอรับบริการ โดยนายจุรินทร์ใช้ภาษาถิ่นสอบถามถึงความเป็นมาเป็นไปถึงสาเหตุของการตกหล่นการสำรวจจนยังไม่มีบัตรประชาชน ซึ่งได้รับคำตอบอันเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น พ่อเป็นคนมาเลย์แต่แม่กลับมาอยู่เมืองไทย หรือพ่อแม่เป็นไทย เกิดเมืองไทยแต่ย้ายถิ่นไม่ได้แจ้งเกิด เป็นต้น
          นายจุรินทร์กล่าวว่า หากได้บัตรประชาชนก็จะมีผลให้ได้รับสิทธิต่างๆ จากภาครัฐโดยถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิเรียนฟรี รักษาพยาบาล และสิทธิอื่นๆ ที่คนไทยทั่วไปพึงได้รับ โดยโครงการแก้ไขปัญหาคนไทยไร้สัญชาติด้วยการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดใช้แดนภาคใต้เป็นโครงการที่เริ่มเมื่อ 20 กันยายน 2559 โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินยังศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้และรับสั่งด้วยความห่วงใยถึงปัญหาของคนไทยที่พำนักอยู่ในประเทศมาเลเซียและคนไทยที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรรวมทั้งปัญหาขาดสารอาหารด้วย
          นายจุรินทร์กล่าวว่า สำหรับการตรวจพิสูจน์สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ได้กำหนดจัดตรวจพิสูจน์เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติในพื้นที่เป้าหมายจำนวน 1,000 คน หลังจากที่ในปีงบประมาณปี 2560-2561 ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ้งโครงการยังคงเดินหน้าช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ต่อไป
          เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ5จว.
          เวลา 10.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุรินทร์พร้อมด้วยนายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดน
          นายจุรินทร์กล่าวว่า วัตถุประสงค์ในการเดินทางครั้งนี้เพื่อมารับฟังความเห็น ข้อเสนอแนะการพัฒนาเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยพบว่าเศรษฐกิจฐานรากถือเป็นปัญหาเร่งด่วน ที่ต้องเร่งแก้ปัญหาทั้งสามมิติ คือ มิติด้านการลงทุน มิติด้านการท่องเที่ยวและมิติการค้าชายแดนในเขตภาคใต้ 5 จังหวัด ซึ่งมีตัวเลขรวมกัน 2.3 แสนล้านบาท แต่ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ตัวเลขการส่งออกไปมาเลเซียติดลบ ทำให้ขาดดุลการค้า การที่ตัวเลข ส่งออกลด สอดคล้องกับการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราก็ลดลงด้วย
          "การประชุมทุกฝ่ายในวันนี้เพื่อหาแนวทางในการแก้ไข ฟื้นฟูและจะต้องสร้างเศรษฐกิจฐานรากเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชน" นายจุรินทร์กล่าว
          สั่งดูแลลองกองหวั่นล้นตลาด
          นายจุรินทร์กล่าวว่า หลังจากการรับฟังปัญหาของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทราบว่ามีปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน สนามบิน ท่าเรือ เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีปัญหาเรื่องพืชผลทางการเกษตร เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน ลองกองและในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้มีลักษณะเพิ่มเติม คือ เรื่องของผลไม้ อาทิ ทุเรียน ลองกอง ซึ่งลองกองจะออกพร้อมกันในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือในเรื่องของการตลาด ตนจึงสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลแล้ว ไม่ต้องรอให้ลองกองล้นตลาดแล้วค่อยมาคิดหาวิธีแก้ โดยกระทรวงพาณิชย์จะเข้ามาดูลู่ทางในการระบายลองกองไปทั้งในและต่างประเทศ
          นายจุรินทร์กล่าวว่า ส่วนประมง สภาพปัญหาคือทำอย่างไรให้การประมงทั้ง 4 ภาคส่วน คือ 1.ประมงพื้นบ้าน 2.ประมงพาณิชย์ 3.การแปรรูปอาหารทะเล และ 4.การส่งออก สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยได้เสนอกฎหมาย 2 ฉบับคือ 1.พระราชบัญญัติสภาการประมงแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอแนะแก้ปัญหา และร่วมตัดสินใจร่วมกัน 2.พระราชบัญญัติการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ทะเลไทยเพื่อการพัฒนาการประมงอย่างยั่งยืนบรรจุเข้าไว้ในนโยบายของรัฐบาลแล้ว
          จัดเวทีฟื้นค้าชายแดนมาเลย์
          นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการค้าและการลงทุนประเด็นคือการส่งเสริมสนับสนุนอุตสาหกรรมฮาลาลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น และสนับสนุนให้ครบวงจรตั้งแต่การผลิตแปรรูปและส่งออกรวมทั้งการตลาดด้วย หากบริหารจัดการประสบผลสำเร็จก็เท่ากับเป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ 5 จังหวัดใช้แดนภาคใต้ด้วย อีกประการหนึ่ง การค้าชายแดนไทย-มาเลเซียถือว่าทำตัวเลข ได้สูงสุดเมื่อเทียบกับชายแดนอื่น (ลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม) ถ้าสามารถทำให้คึกคักได้ และเพิ่มยอดได้ ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มยอด การส่งออกของไทยไปในตัว
          "เชื่อว่าการค้าไทยมาเลเซียมีอุปสรรคบางประการ ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปว่า ต้องจัดเวทีระดมความคิดจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งฝั่งไทย ส่วนราชการ เอกชนและฝั่งมาเลเซียเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาแนวทางเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าของ 2 ประเทศ และเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าการส่งออก ของฝั่งประเทศไทยไปในตัวด้วย" นายจุรินทร์กล่าว
          คมนาคมร่วมพัฒนา4ช่องทาง
          นายถาวรกล่าวว่า ต้องการมาร่วมรับฟังเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและแก้ไข ต้องการให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ไขบ้านเมือง ในส่วนของกระทรวงคมนาคม สัปดาห์ที่แล้วได้ร่วมรับฟังบรรยายสรุปจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วยอีกท่าน และได้กำหนดแนวทางที่กระทรวงจะร่วมพัฒนาทั้ง 4 ช่องทาง ประกอบไปด้วย 1.การพัฒนาทางบก ในประเทศเพิ่มเส้นทางการขนส่งทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางรอง ระหว่างประเทศมีแนวทางที่จะเชื่อมโยงกับ มาเลเซียและสิงคโปร์ โดยอนาคตอาจเชื่อมโยง มาเลย์ กับสิงคโปร์ ทั้งหมดนี้จะสอคคล้องกับยุทธศาสตร์วันเบลต์วันโรด 2.การพัฒนาการขนส่งทางน้ำ การขนส่งทางน้ำ มีเป้าหมายเปิดประตูแห่งที่สาม โดยการขนส่งทางน้ำในภาคใต้มีความสำคัญเพราะเชื่อมโยงกับวันเบลต์วันโรด ที่จะเชื่อมกับมาเลเซีย และจีน 3.การพัฒนาการขนส่งทางรางที่สามารถเชื่อมโยงได้ทุกภูมิภาค 4.การพัฒนาการขนส่งทางอากาศ แนวทางการขับเคลื่อน มีแผนขยายสนามบินนราธิวาส ทั้งนี้ แผนการพัฒนาการขนส่งทางอากาศภายใน 10 ปี จะไม่มีการสร้างสนามบินเพิ่ม ยกเว้นการพัฒนาสนามบินที่มีอยู่แล้ว
          หนุนสร้างเสถียรภาพราคายาง
          นายนิพนธ์กล่าวว่า มาเพื่อรับฟังปัญหา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่าน ศอบต.จากทุกภาคส่วน การพัฒนาจะใช้แนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้พี่น้องชาวใต้ ทั้งนี้ กฎหมาย ศอบต.ได้กำหนดเรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ อนาคตจะมีการเพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น จะเห็นรูปธรรมที่เกิดขึ้น จากการสร้างงาน เกิดการสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนมากขึ้น นอกเหนือไปจากภาคเกษตร ต้องใช้กลไกท้องถิ่นเข้ามาแก้ปัญหาในท้องที่ โดยเฉพาะการใช้ท้องถิ่นนำสินค้าเกษตรมาใช้เพิ่มมากขึ้น เช่น ถนนยางพารา ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาให้กับยางพารา สร้างความต้องการการใช้งาน เพื่อให้ยางพารามีราคาสูงขึ้น
          ทั้งนี้ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร ผอ.ศอบต.ได้รายงานสถานการณ์ทั่วไป ชี้ให้เห็นว่าประเด็นศาสนายังเป็นเรื่องหลัก และการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ สถานการณ์เฉพาะในพื้นที่ในปัจจุบันยังมีการสร้างและขยายแนวร่วมเพิ่มเติม มีการสร้างความชอบธรรม หน้าที่ของ ศอบต. ต้องหยุดความเหลื่อมล้ำ สถานการณ์ในปัจจุบันถือว่า ดีขึ้นตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มความรุนแรงแบบในอดีตมีแนวโน้มที่จะลดลง การแก้ปัญหาโดยการพัฒนา เพื่อให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือชีวิตที่ดีกว่า จะดึงคนรุ่นใหม่ให้หันมาร่วมกับภาครัฐมากขึ้น เป้าหมายคือการสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงให้กับคนในพื้นที่
          หนุนสร้างเสถียรภาพราคายาง
          นายนิพนธ์กล่าวว่า มาเพื่อรับฟังปัญหา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่าน ศอบต.จากทุกภาคส่วน การพัฒนาจะใช้แนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้พี่น้องชาวใต้ ทั้งนี้ กฎหมาย ศอบต.ได้กำหนดเรื่องการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการกระจายอำนาจ อนาคตจะมีการเพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษมากขึ้น จะเห็นรูปธรรมที่เกิดขึ้น จากการสร้างงาน เกิดการสร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชนมากขึ้น นอกเหนือไปจากภาคเกษตร ต้องใช้กลไกท้องถิ่นเข้ามาแก้ปัญหาในท้องที่ โดยเฉพาะการใช้ท้องถิ่นนำสินค้าเกษตรมาใช้เพิ่มมากขึ้น เช่น ถนนยางพารา ที่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาให้กับยางพารา สร้างความต้องการการใช้งาน เพื่อให้ยางพารามีราคาสูงขึ้น
          ทั้งนี้ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร ผอ.ศอบต.ได้รายงานสถานการณ์ทั่วไป ชี้ให้เห็นว่าประเด็นศาสนายังเป็นเรื่องหลัก และการศึกษาที่ยังไม่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ สถานการณ์เฉพาะในพื้นที่ในปัจจุบันยังมีการสร้างและขยายแนวร่วมเพิ่มเติม มีการสร้างความชอบธรรม หน้าที่ของ ศอบต. ต้องหยุดความเหลื่อมล้ำ สถานการณ์ในปัจจุบันถือว่า ดีขึ้นตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญ แนวโน้มความรุนแรงแบบในอดีตมีแนวโน้มที่จะลดลง การแก้ปัญหาโดยการพัฒนา เพื่อให้คนมีชีวิตที่ดีขึ้น หรือชีวิตที่ดีกว่า จะดึงคนรุ่นใหม่ให้หันมาร่วมกับภาครัฐมากขึ้น เป้าหมายคือการสร้างความมั่งคั่ง มั่นคงให้กับคนในพื้นที่
          ลั่นสัปดาห์หน้าเซ็นสัญญา'ซีพี'
          นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน และรักษาการ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวถึงแผนการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างโครงการ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ว่า ล่าสุดได้มีการหารือร่วมกับกลุ่มบริษัทซีพีที่ชนะการประมูล เพื่อวางรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่ที่สามารถส่งมอบได้ก่อน และพื้นที่ที่จะส่งมอบให้ในระยะต่อไป จนกว่าจะส่งมอบได้ครบทั้ง 100% โดยขณะนี้ได้นำแผนดังกล่าวส่งให้ซีพีนำรายละเอียดทั้งหมดเทียบกับแผนการก่อสร้างแล้วว่าจะสอดคล้องกันหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งมอบแผนการส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างและเซ็นสัญญาร่วมกันได้ภายในสัปดาห์หน้า
          "รฟท.กับซีพีทำงานร่วมกันตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อทำแผนการส่งมอบพื้นที่ให้เสร็จและทำสัญญาร่วมกันได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน ซึ่งขณะนี้เหลือเพียงให้ซีพีนำแผนการส่งมอบดังกล่าว เทียบกับแผนการก่อสร้างของซีพี หากสอดคล้องกันและไม่มีอะไรต้องแก้ไขแล้ว สามารถทำสัญญาร่วมกันได้เลย แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ดูแผนการก่อสร้างของซีพีว่าจะสอดคล้องกับแผนการส่งมอบของ รฟท.หรือไม่ แต่จะพยายามทำให้เสร็จภายในเดือนนี้" นายวรวุฒิกล่าว
          มั่นใจไม่กระทบสัญญาอีอีซีแน่
          นายวรวุฒิกล่าวว่า ในส่วนของพื้นที่ที่ต้องเวนคืนนั้น ขณะนี้รอให้พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนออกมาให้ได้ก่อน หลังจากได้ พ.ร.ฎ.แล้ว จะดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อจัดการที่ดินเวนคืนทั้งหมดให้เรียบร้อย ก่อนจะส่งมอบให้กับซีพีต่อไป โดยคาดว่าจะใช้เวลาหลังจากใช้ พ.ร.ฎ.แล้ว 2 ปี จึงจะสามารถส่งมอบที่ดินเวนคืนให้ซีพีได้ครบทั้งหมด สาเหตุที่ต้องใช้เวลาถึง 2 ปีนั้น ตามกรอบข้อกฎหมายแล้วมีกำหนดกระบวนการทำงานอยู่ มีรายละเอียดจำนวนมาก ทั้งต้องจัดการ พื้นที่เช่า พื้นที่ที่ถูกบุกรุก กำหนดค่าเวนคืน และที่ผ่านมา รฟท.ก็มีการเวนคืนที่ดินก่อสร้าง จะใช้เวลาไม่ต่างจากนี้
          "กรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แสดงความกังวลกับการส่งมอบพื้นที่เขตทางรถไฟของ รฟท.ให้ซีพี เพื่อใช้ก่อสร้างโครงการจะล่าช้า จนกระทบสัญญาและการพัฒนาโครงการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นั้น เบื้องต้นคาดว่านายศักดิ์สยามน่าจะกังวลในส่วนของแผนการส่งมอบพื้นที่ของ รฟท.มากกว่า หากไม่เรียบร้อยหรือรอบคอบเท่าที่ควร จะเป็นจุดอ่อนในสัญญาได้ โดย รฟท. ก็พยายามทำแผนส่งมอบให้รัดกุมที่สุด ยังมั่นใจว่าจะสามารถทำตามเป้าหมายที่วางไว้ได้ และไม่กระทบกับอีอีซีแน่นอน" นายวรวุฒิ กล่าว
          ไอเอ็มเอฟมองศก.ไทยแกร่ง
          รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา คณะผู้แทนกองทุนการเงินระหว่างประเทศเข้าพบนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในโอกาสการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2562 โดยคณะผู้แทนจากกองทุน การเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นำโดย นาย Lamin Y.M. Leigh ตำแหน่ง หัวหน้าภารกิจกองทุนไอเอ็มเอฟสำหรับประเทศไทย ได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรายงานผลการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยประจำปี 2562 ตามนัยแห่งข้อตกลงว่าด้วยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
          โดยสรุปผลการประเมินที่สำคัญ คือ 1.สถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจไทย สำหรับสภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน แม้จะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากกรณีความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน แต่เศรษฐกิจไทยยังคงสามารถขยายตัวได้จากการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ นอกจากนี้ พื้นฐานเศรษฐกิจมหภาคยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง ฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในระดับที่มั่นคง สะท้อนจากเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้เชื่อได้ว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถรองรับจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก คณะผู้แทนเห็นว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนของไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดี เนื่องมาจากมีความชัดเจนทางการเมืองและการลงทุนภาครัฐที่เริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ ประเทศไทยควรเฝ้าระวังความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศที่อาจเกิดได้อีกที่จะส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญต่างๆ ชะลอตัวลง
          หนุนบัตรคนจน-เร่งลงทุนอีอีซี
          รายงานข่าวแจ้งว่า 2.การดำเนินนโยบายการคลัง คณะผู้แทนได้แสดงความชื่นชมต่อการดำเนินนโยบายการคลังของไทยในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการปฏิรูปการคลัง เช่น การออกกฎหมายพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 เพื่อกำหนดกรอบวินัยทางการเงินการคลังของประเทศไทยเป็นต้น และในการพัฒนากฎหมายต่างๆ เพื่อสร้างความโปร่งใสของภาครัฐและป้องกันการทุจริต
          ในขณะเดียวกัน คณะผู้แทนสนับสนุนการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว โดยแนะนำให้ประเทศไทยควรมีการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการอีอีซี และสนับสนุนการดำเนินนโยบายสวัสดิการสังคมแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์จำนวนกว่า 14.6 ล้านคน รวมทั้งควรดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยสนับสนุนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งต้องอาศัยการลงทุนด้านการศึกษา การสาธารณสุข และการให้โอกาสทางเศรษฐกิจที่เสมอภาคแก่ประชาชนเป็นสำคัญทั้งนี้ คณะผู้แทนเชื่อว่าการดำเนินนโยบายต่างๆ นี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องในอนาคต
          'อุตตม'ลุยโครงสร้างพื้นฐาน
          นายอุตตมกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการคลังของไทยในระยะต่อจากนี้ไปจะสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการอีอีซี รวมทั้งการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งระบบรถไฟถนน ท่าเรือ และสนามบินต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยได้ปรับปรุงกฎหมายการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสามารถดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจะเน้นการปรับโครงสร้างภาษีในภาพรวมและพัฒนาระบบภาษีให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้นและจะ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนกลุ่มธุรกิจ เอสเอ็มอีและกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ๆ ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงงานแห่งอนาคตที่มีทักษะขั้นสูงเพื่อรองรับความต้องการแรงงานในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ต่อไป
          'พุทธิพงษ์'สานต่อเน็ตประชารัฐ
          นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการทำงานว่า ก่อนเข้ามาทำงานได้มีการศึกษารายละเอียดการทำงานของกระทรวงดีอีพอสมควร เพื่อต้องการร่นระยะเวลาในการศึกษาและสามารถขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างคาดหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและดียิ่งขึ้น ทั้งจากโครงการเดิมที่มีอยู่แล้ว และโครงการใหม่ที่ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวง เสนอแผนงานการดำเนินโครงการเพื่อพิจารณาภายในวันที่ 29 กรกฎาคมนี้
          นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า ทั้งนี้ จะสานต่อโครงการที่เป็นประโยชน์ อาทิ โครงการเน็ตประชารัฐ ในส่วนของกระทรวงที่ได้มอบหมายให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งปัจจุบันได้ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปยัง 24,700 หมู่บ้าน โดยหลังจากนี้จะเร่งอธิบายให้ประชาชน เข้าใจในหลักการทำงาน และประสิทธิภาพ ของโครงข่ายอินเตอร์เน็ตด้วยคำที่กระชับและเข้าใจง่าย เช่น อัตราความเร็ว 30/10 เมกะไบต์ คือ ค่าดาวน์โหลด/อัพโหลดสูงสุด เป็นต้น เพราะเชื่อว่ายังมีประชาชนจำนวนมากยังขาดความเข้าใจ เพราะมีการอธิบาย ที่ใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป
          รุกพัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสา
          "โครงการเน็ตประชารัฐยังมีส่วนความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการติดตั้ง แต่จากการประชาสัมพันธ์อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนว่า โครงการเน็ตประชารัฐเปิดให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศแล้ว แต่ทำไมบางพื้นที่ยังไม่สามารถใช้งานได้ จึงต้องอธิบายให้ประชาชนเกิดความเข้าใจโดยเร็ว" นายพุทธิพงษ์กล่าว
          นายพุทธิพงษ์กล่าวว่า อีกหนึ่งโครงการที่จะสานต่อ คือ การจัดอบรมหลักสูตรการพัฒนาเครือข่ายเน็ตอาสาประชารัฐ เพื่อสร้างการรับรู้ในการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายเน็ตประชารัฐผ่านกิจกรรมต่างๆ แก่ประชาชน โดยจะมีการเพิ่มภารกิจให้กับอาสาสมัครได้ทำหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารต่างๆ ของกระทรวง เช่น การพยากรณ์อากาศ ของกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นต้น
          "ทั้ง 2 โครงการสามารถสานต่อได้ทันที เพียงทำตามกรอบการทำงานเดิมที่ได้วางไว้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก ส่วนโครงการใหม่ที่จะดำเนินการ จะต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เป็นไปตามระบบ ระเบียบ และนำไปสู่การขอจัดสรรงบประมาณต่อไป อย่างไรก็ตาม ขอให้เชื่อมั่นว่า จะเร่งดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด" นายพุทธิพงษ์กล่าว
          'สนธิรัตน์'ระดมสมองพลังงาน
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวภายหลังการประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกับข้าราชการระดับสูง ร่วมกับนายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ผู้บริหารกระทรวงพลังงาน บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่กระทรวงพลังงาน ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อร่วมระดมความคิดเห็นเพื่อใช้เป็นแนวทางกำหนดทิศทางและนโยบายของกระทรวงพลังงานทั้งด้านไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันเชื้อเพลิง พลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน โดยได้หารือถึงนโยบายสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดัน โดยวันที่ 22 กรกฎาคม จะมีประชุมร่วมกับปลัดกระทรวงพลังงานอีกครั้งเพื่อกำหนดนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงพลังงาน ที่จะดำเนินการภายใน 3 เดือนให้เห็นผลเป็นรูปธรรม โดยจะเข้าไปพิจารณารายละเอียด แก้ไขหลักเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
          "ความช่วยเหลือผ่านกลไกพลังงาน อาทิ การดูแลผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนของพลังงานที่ปัจจุบันรัฐอุดหนุนค่าไฟฟ้า ส่วนลดก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ก็จะมีการทบทวน ขณะที่การปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) ตามนโยบายเดิมก็จะพิจารณาอีกครั้ง" นายสนธิรัตน์กล่าว
          ผุดแผนลดรายจ่ายประชาชน
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า นอกจากนี้ จะกำหนดนโยบายเพื่อดำเนินการระยะสั้นภายใน 1 ปี และดำเนินระยะยาวภายใน 4 ปี เพื่อให้ภาคพลังงานสามารถลดค่าใช้จ่ายของประชาชน สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชน อาทิ การสนับสนุนพลังงานทางเลือกในชุมชน หรือสามารถขายได้เพื่อสร้างรายได้ อาทิ การสนับสนุนผลิตก๊าซชีวภาพ โดยนโยบายทั้งหมดจะเชื่อมโยงกับการแถลงนโยบายของรัฐบาล
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ในที่ประชุม ปตท.ได้เสนอให้เรื่องมิติพลังงานบนดิน เพื่อสนับสนุนพืชพลังงาน ที่นอกจากจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานแล้ว และยังเป็นช่องทางการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรด้วย อาทิ การสนับสนุนน้ำมันบี7 บี10 และบี20 ซึ่งน้ำมันที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซลนี้จะไปเชื่อมโยงกับการดูแลเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันที่กระทรวงพลังงานพยายามดูดซับทั้งในรูปของน้ำมันและเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ การหารือยังได้สรุปถึงบทบาทของกระทรวงพลังงาน โดยต้องการให้ทุกองค์กรภายใต้กระทรวงพลังงานถอยความเป็นองค์กร เพื่อบูรณาการร่วมกันและเข้าถึงประชาชน ชุมชน ลดข้อจำกัด และอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินการ เพื่อให้การดำเนินการด้านพลังงานเดินหน้าต่อไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอย่างสูงสุด
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ส่วนประเด็นข้อขัดแย้งทางความคิดด้านพลังงานจนเกิดการคัดค้านของบางกลุ่ม อาจจะมีปัญหาเรื่องข้อมูลที่ไม่ตรงกัน จะต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อให้สร้างความเชื่อถือในข้อมูลร่วมกัน และเดินไปในทิศทางเดียวกัน
          ถก'กุลิศ'ดูแลคนจนตรงจุด
          ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงานกล่าวว่า สำหรับวาระเร่งด่วนสำคัญที่นายสนธิรัตน์ จะหารือร่วมกับนายกุลิศ คือ การดูแลผู้มีรายได้น้อยให้ตรงจุด เข้าถึงมากขึ้น เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระเงินในกระเป๋าประชาชน ตามนโยบายรัฐบาล อาทิ การพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อรูดซื้อก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) จากเดิมให้ส่วนลดซื้อก๊าซแอลพีจี 45 บาท ระยะเวลา 3 เดือน รวมทั้งการแก้ปัญหาความไม่สะดวกในการใช้บริการ เนื่องจากเงื่อนไขเดิมผู้ถือบัตรสวัสดิการต้องไปรูดบัตรผ่านเครื่องอีดีซี ที่ร้านค้า ทั้งที่ปกติลูกค้าจะโทรสั่งก๊าซให้ไปส่งที่บ้าน ไม่ได้มาซื้อที่ร้านค้าตรง ทำให้ลำบากทั้งคนซื้อและคนขาย จึงทำให้มาตรการการช่วยเหลือดังกล่าว ไม่ค่อยได้รับความนิยม และช่วยเหลือได้ตามวัตถุประสงค์มากนัก
          นอกจากนี้ มีแนวโน้มการพิจารณาขยายฐานผู้ใช้ไฟฟ้าฟรี จากเงื่อนไขเดิมอุดหนุนผู้ใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 50 หน่วย เงื่อนไขใหม่อาจปรับเพิ่มขึ้น เพื่อขยายฐานให้ผู้มีรายได้น้อยในวงกว้างมากขึ้น
          รถโดยสารลุ้นตรึงเอ็นจีวี
          แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากนี้ จะพิจารณาราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือก๊าซเอ็นจีวี สำหรับรถโดยสารสาธารณะ อาทิ รถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (รถเมล์) รถตู้ รถแท็กซี่ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติชดเชยราคาลดลงเหลือ 3 บาทต่อ กก. จากเดิมชดเชย 6 บาทต่อ กก. เท่ากับขึ้น 3 บาทต่อ กก. โดยให้ทยอยปรับขึ้นครั้งละ 1 บาทต่อ กก. ครั้งแรกปรับขึ้นไปแล้ว 1 บาท วันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา จากนั้นจะขึ้นอีกครั้ง 1 บาทต่อ กก. วันที่ 16 กันยายน และครั้งสุดท้ายวันที่ 16 มกราคม 2563 ซึ่งต้องมาติดตามว่าจะมีการตรึงราคา 2 ครั้งที่เหลือหรือไม่ เพื่อช่วยเหลือรถโดยสารสาธารณะ
          ขณะเดียวกันจะขยายเวลาลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ บี 20 ลิตรละ 5 ต่อบาทต่อไปอีกหรือไม่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในการยกระดับราคาปาล์ม จากเดิมจะสิ้นสุดวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ ถ้าไม่ขยายเวลาจะกลับไปขายน้ำมันดีเซลบี 20 ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไปลิตรละ 3
          "มาตรการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการจะหารือร่วมกับกระทรวงการคลัง ส่วนมาตรการตรึงราคาเอ็นจีวี กับขยายส่วนลดบี 20 จะต้องหารือในที่ประชุม กบง." แหล่งข่าวกล่าว
          3รมต.ตรวจถนนเจ็ดชั่วโคตร
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 21 กรกฎาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมนายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม จะไปตรวจความคืบหน้าโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระราม 2) ตอนทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย ที่สำนักงานโครงการ
          ทั้งนี้ การปรับปรุงถนนพระราม 2 กม.16 ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนจากการก่อสร้างเป็นอย่างมากจนทนไม่ไหวร้องเรียนหลายหน่วยงาน เพราะทำให้การจราจรติดขัดมาก ฝุ่นละอองจำนวนมากจนร้านค้าข้างทางต้องปิดกิจการหนี ก่อสร้างมา 2 ปีแล้วยังไม่แล้วเสร็จ จนชาวบ้านตั้งฉายา "ถนนเจ็ดชั่วโคตร"
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับถนนพระราม 2 หรือทางหลวงหมายเลข 35 เป็นเส้นทาง หลักมุ่งสู่ภาคใต้ ประกอบกับมีระยะทางสั้นกว่าถนนหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ทำให้การใช้รถมีปริมาณสูงมาก การจราจรติดขัด จำเป็นต้องขยายเส้นทางพิเศษเป็น 14 ช่องจราจร เพื่อรองรับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น ลดระยะ เวลา การจราจรที่ติดขัด ลดระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางโดยจัดทำโครงการปรับปรุงทางหลวงหมายเลข 35 ตอนทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน-เอกชัย ตอน 1-3 ยะยะทางรวม 11.7 กิโลเมตร ระยะเวลาดำเนินการ 919 วัน (1 กุมภาพันธ์ 2561-7 สิงหาคม 2563) วงเงินค่าก่อสร้างรวม 2,300 ล้านบาทเศษ
          สรท.ชี้เงินบาทแนวโน้มผันผวน
          นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานสภา ผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า แนวโน้มค่าเงินบาทน่าจะยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันระบบการเงินโลกมีการพลิกแพลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจ ที่มีการใช้เครื่องมือทางการเงิน อาทิ การปรับลดอัตรดอกเบี้ยขึ้นหรือลง ซึ่งการกระทำเหล่านี้ส่งผลโดยตรงกับค่าเงินในหลายประเทศ จึงส่งผลให้ค่าเงินเกิดความผันผวนอยู่ตลอดเวลา รวมถึงปัจจัยในประเทศไทยเอง เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้นักลงทุนมีความต้องการถือครองสูงมากขึ้น จึงเป็นส่วนหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มขึ้นอีก
          นายวิศิษฐ์กล่าวว่า การที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการสกัดเงินร้อนที่จะเข้ามานั้น ถือเป็นมาตรการเริ่มต้นที่ดี เนื่องจากหาก ธปท.เห็นถึงความผิดปกติบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก็คงจะใช้เครื่องมืออื่นเข้ามาจัดการ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการจัดการให้มากขึ้น โดยหาก ธปท.จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ก็เป็นมาตรการที่เอกชนคาดหวังจะได้เห็น เพราะนอกจากจะช่วยให้ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ด้วย เพราะทำให้อัตราเงินกู้ลดลง เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนปรับปรุงเครื่องจักรใหม่ ซึ่งขณะนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ เพราะค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ซื้อได้ในราคาที่ถูกลง
          จับมือธปท.ช่วยเหลือเอกชน
          "แนวโน้มในระยะสั้นยังไม่เห็นสัญญาณที่ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลงได้ แต่การที่ ธปท.ออกมาตรการสกัดกั้นเงินร้อน ที่อาจจะเข้ามาพักหรือทำกำไรในตลาดทุนไทยแบบนี้ มีผลต่อจิตวิทยาของนักลงทุนมากพอ เพราะความจริงแล้วมาตรการที่ออกมา ลดวงเงินการถือครองไม่มาก แต่พ่วงท้ายมาด้วยว่า จะจับตาดูความเคลื่อนไหวการไหลเข้าและออกของกระแสเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ทำให้มีผลกับจิตวิทยานักลงทุนต่างชาติสูงมาก ทำให้คนที่ต้องการนำเงินเข้ามาทำกำไรในตลาดทุนไทยชะลอการกระทำลง ซึ่งมีผลในเชิงของการลงทุนระยะสั้น แต่หากเป็นการลงทุนระยะยาวก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร" นายวิศิษฐ์กล่าว
          นายวิศิษฐ์กล่าวว่า ความผันผวนของค่าเงินโลก ธปท.อาจจะทำอะไรมากไม่ได้นัก ดังนั้น สรท.จึงได้ร่วมมือกับ ธปท.ในการช่วยเหลือภาคเอกชนมากขึ้น โดยจะช่วยเหลือ 3 ด้าน คือ การทำประกันความเสี่ยงสินค้าส่งออก ซึ่ง สรท.ได้เสนอให้ ธปท.ช่วยหาอัตรากลางในการทำประกัน เพราะธนาคารแต่ละแห่งกำหนดอัตราไม่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถกำหนดเป็นราคาต้นทุน เพื่อเป็นมาตรฐานในการเสนอราคาขายสินค้าได้ โดยจะมีการอนุญาตให้เปิดบัญชีในรูปแบบเงินตราต่างประเทศหลายสกุลเงิน เพื่อรับเงินตราเข้ามาและสามารถใช้สกุลเงินเหล่านี้ใช้จ่ายได้ด้วย รวมถึง ธปท.จะเดินหน้าทำสัญญาข้อตกลง (เอ็มโอยู) ร่วมกับต่างประเทศให้มากขึ้น ในการใช้สกุลเงินท้องถิ่นซื้อขายสินค้าระหว่างกัน ขณะนี้มีใช้แล้ว 5 สกุลเงิน คือ 1.จีน (หยวน) 2.มาเลเซียน (ริงกิต) 3.อินโดนีเซียน (รูเปียห์) 4.ลาว (กีบ) และ 5.ญี่ปุ่น (เยน)

          บรรยายใต้ภาพ 
          ช่วย ศก.ใต้ - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม และ นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย ประชุมร่วมศูนย์ อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อรับฟังความเห็น ข้อเสนอแนะ การพัฒนาเศรษฐกิจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 22 ก.ค. 2562 (กรอบบ่าย)--