16เอกชนเมินชิง"อีอีซีดี" เล็งจัดมาร์เก็ตซาวดิ้งใหม่

เริ่มขั้นตอนประมูลใหม่ จ่อปรับทีโออาร์
          กรุงเทพธุรกิจประมูล "อีอีซีดี" ล่มเอกชนไทย-ต่างชาติ 16 รายเมินยื่นซองประมูลพัฒนาเขตนวัตกรรมดิจิทัล เล็งจัดเวที มาร์เก็ตซาวดิ้งใหม่ ฟังความเห็นเอกชนก่อนทบทวนเงื่อนไขการประมูล
          รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ระบุว่า วานนี้ (5 มิ.ย.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดให้เอกชนที่ซื้อซองประมูลโครงการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (อีอีซีดี) ให้ยื่นซองประมูล โดยเปิดให้ยื่นซองตั้งแต่เวลา 9.00-12.30 น. ปรากฏว่าไม่มีเอกชนมายื่นซองประมูลเลย
          ทั้งนี้ นางสาวอัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประฐานคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนจะหารือเพื่อสรุปการประมูลครั้งนี้ และประเมินความสนใจของภาคเอกชน โดยอาจจะมีการจัดเวทีรับฟังความเห็นภาคเอกชนใหม่ (Market Sounding) เพื่อทบทวนเงื่อนไขการประมูล รวมทั้งต้องเริ่มขั้นตอนการประมูลใหม่
          สำหรับการประมูลอีอีซีดีครั้งนี้ได้เลื่อนกำหนดวันประมูลมาแล้ว โดยเลื่อนจาก วันที่ 24 เม.ย.2562 มาเป็นวันที่ 3 มิ.ย.2562 และเลื่อนอีกครั้งเป็นวันที่ 5 มิ.ย.2562 โดยการเลื่อนที่ผ่านมาเพราะกังวลว่าเอกชนจะเตรียมเอกสารยื่นประมูลไม่ทัน ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนกังวลว่าถ้ากำหนดวันยื่นซองตามเดิมอาจจะส่งผลให้มีผู้ยื่นซองประมูลไม่ตรงตามเป้าหมาย และอาจทำให้การประมูลล้มเหมือนการประมูลท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 ครั้งที่ 1 เมื่อเดือน ม.ค.2562
          นอกจากนี้ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ออกหนังสือชี้ชวนการลงทุนตั้งแต่วันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา และเริ่มขายซองในวันที่ 25 ม.ค.-15 ก.พ.2562 ซึ่งมี ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มาซื้อซองประมูลรวม 16 ราย โดยเอกชนที่จะชนะการประมูลจะได้สิทธิพัฒนาพื้นที่โครงการนี้ 569 ไร่ ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุและที่ดินของ กสท ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี
          โดยจะพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการพัฒนาด้านนวัตกรรมดิจิทัล มีระยะเวลาร่วมทุน 50 ปี มีเงินลงทุน 4,342 ล้านบาท คาดว่าผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจ 1.68 แสนล้านบาท
          นอกจากนี้ ที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลฯ รายงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ว่า การพัฒนาอีอีซีดีจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน และพัฒนาด้านนวัตกรรมดิจิทัลในพื้นที่มากกว่า 1,500 ราย มีการลงทุนในพื้นที่ 2-3 หมื่นล้านบาท รวมทั้งสร้างงานในระหว่างก่อสร้าง และจ้างงานต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมและภาคบริการ
          โดยเฉพาะในกลุ่มดิจิทัล เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมเป้าหมายด้านดิจิทัล ยกระดับความเป็นอยู่ผ่านการพัฒนาเมืองดิจิทัล ภายใต้แนวคิดสมาร์ทซิตี้ ครอบคลุมประชากรกว่า 33,700 คน และ จะเป็นพื้นที่ในการลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ได้แก่ 5จี และไอโอที ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลจะรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10 อุตสาหกรรม เช่น หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
          ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงดิจิทัลฯ ได้หารือกับภาคเอกชนเพื่อชักชวนมาลงทุนโครงการนี้ และได้รับการตอบรับที่ดีจากต่างชาติที่แสดงความสนใจเข้ามาร่วมลงทุน เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน ซึ่งโครงการนี้จะรองรับการพัฒนา 5จี และไอโอที ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล
          นอกจากนี้ ตามกำหนดเดิมคาดว่าจะมีการลงนามสัญญาเอกชนร่วมลงทุนได้ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อต้องเริ่มขั้นตอนการประมูลใหม่ทำให้ต้องเลื่อนการลงนาม ออกไป ในขณะที่การเปิดดำเนินการกำหนดไว้ปี 2564 โดยหลังการลงนามจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปี ก่อสร้างโครงการเฟส 1 มีพื้นที่ 120 ไร่ หรือ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนเฟส 2 จะพัฒนา พื้นที่ที่เหลือและเริ่มก่อสร้างภายหลังจากที่เปิดดำเนินการในเฟส 1 ได้ 2 ปี
          ส่วนการลงทุนพัฒนาอีอีซีดีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.หน้าที่และความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ โดย กสท จะลงทุนและ ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ได้แก่ ท่อและท่อย่อยวางเคเบิลใยแก้วนำแสง ลงใต้ดิน วางสายเคเบิลใยแก้วนำแสง คาดว่า จะใช้เงินลงทุน 400-500 ล้านบาท
          2.เอกชนที่ชนะประมูลต้องรับผิดชอบงานออกแบบ งานก่อสร้าง การจัดหาแหล่งเงินทุน งานให้บริการ และงานบำรุงรักษา รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคหลักภายใต้ แนวคิดเมืองอัจฉริยะ และต้องทำการตลาด กับกลุ่มนักลงทุนเป้าหมาย