สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ฉุดบริษัทชะลอซื้อกิจการ

กรุงเทพธุรกิจ โฟซัน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 1 ในบริษัทจีนที่กว้านซื้อกิจการมากที่สุด เริ่มชะลอการเข้าซื้อกิจการในสหรัฐ หลังจากสหรัฐและจีนประกาศสงครามการค้า ตอบโต้กันด้วยมาตรการภาษีสินค้านำเข้าของแต่ละฝ่าย จนส่งผลให้กิจกรรมซื้อและควบรวม กิจการทั่วโลกในช่วง5ปีที่ผ่านมา ปรับตัว ลดลง
          เควิน สี ตัวแทนผู้บริหารบริษัทโฟซัน ในสหรัฐ กล่าวว่า บริษัทชะลอการลงทุนในธุรกิจไบโอเทคของสหรัฐเหลือแค่ การเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนน้อยเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกรัฐบาลสหรัฐตรวจสอบอย่างเข้มงวดในฐานะเป็นบริษัทจีน ปัญหาจากการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้บริษัทซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ประกันจนถึงเวชภัณฑ์ และเมื่อปี 2560 จ่ายเงินไปถึง 1,100 ล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าถือหุ้นข้างมากในบริษัทแกลนด์ ฟาร์มา จำกัด บริษัทเวชภัณฑ์สัญชาติอินเดีย จะปรับกลยุทธหันไปซื้อกิจการในตลาดเกิดใหม่แทน
          "ความขัดแย้งทางการค้ากำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการลงทุนในสหรัฐแต่ไม่ได้ทำให้การทำ ข้อตกลงหยุดชะงักทั้งหมด"สี ซึ่งดูแล การลงทุนด้านการดูแลสุขภาพของบริษัทนอกประเทศจีน กล่าว
          ต้นตอของการตอบโต้ทางการค้า ระหว่างจีนกับสหรัฐในขณะนี้ คือความพยายามของสหรัฐ ที่ต้องการกดดันให้จีนปรับนโยบายการค้าให้เป็นมาตรฐานเดียวกับประเทศอุตสาหกรรมรายใหญ่อื่นๆ กล่าวคือ ต้องการให้จีน ยุติการอุดหนุนให้แก่อุตสาหกรรมในประเทศ ยุติการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และ ให้จีนเปิดประเทศรับการลงทุนจาก ต่างชาติมากขึ้น โดยสหรัฐใช้วิธีกดดันจีน ในหลายด้าน รวมทั้งโน้มน้าวให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐเลิกใช้อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีของบริษัทโทรคมนาคมของจีนด้วย
          เว็บไซต์สำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่าตั้งแต่ปี 2558 จีนได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ ด้วยการหันไปควบรวมและซื้อกิจการบริษัทต่างชาติทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อกิจการในสหรัฐ รวมถึง การที่กลุ่มบริษัทเอชเอ็นเอ เข้าซื้อเทคโนโลยีของสหรัฐ จาก บริษัทอินแกรม ไมโคร มูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์ บริษัทชิงเต่า ไฮเออร์ ซื้อธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเจนเนอรัล อิเล็กทริก(จีอี) และอันบัง อินชัวแรนช์ กรุ๊ป ซื้ออสังหาริมทรัพย์จากสตราติจิก โฮเทลส์ 15 แห่ง
          บรรยากาศเลวร้ายที่เป็นผลพวงของการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน อาจจะสร้างปัญหาให้กับอุตสาหกรรมยาของจีน ที่ต้องการขยายธุรกิจเข้าไปในตลาดยาสหรัฐ โดยเมื่อปีที่แล้ว กลุ่มนักลงทุนจากจีนเข้าไปลงทุนในธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพในสหรัฐ คิดเป็นมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับ 702.9 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2560
          รัฐบาลจีนมีแผนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำโลกในตลาดเวชภัณฑ์ ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดสร้างความระแวงแก่รัฐบาลสหรัฐอย่างมาก โดยกลัวว่ารัฐบาลจีนจะใช้บริษัทด้านเทคโนโลยีเข้ามาล้วงความลับของทางราชการ และเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการการลงทุนของต่างประเทศของสหรัฐ (ซีเอฟไอยูเอส) จึงเริ่มตรวจสอบอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเข้าถือหุ้นข้างน้อยในบริษัทไบโอเทคโนโลยี ท่ามกลางกระแสความกังวลว่า การลงทุนของบริษัทจีนอาจเปิดโอกาสให้ รัฐบาลปักกิ่งเข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรที่อาจถูก นำมาใช้แบล็กเมลชาวอเมริกันได้
          โฟซัน เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทชั้นนำของจีน รวมถึง เอชเอ็นเอ กรุ๊ป โค และต้าเหลียน แวนดา กรุ๊ป โค ที่ขยายธุรกิจไปในต่างประเทศผ่านการเข้าซื้อกิจการ โดยกลุ่มบริษัทได้เข้าซื้อกิจการในสหรัฐรวมมูลค่ากว่า 22,000 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่เริ่มต้นปี 2557  และขณะที่หลายบริษัทพยายามขายทิ้งทรัพย์สินในช่วงที่ถือเป็นช่วงขาลงทางธุรกิจ แต่โฟซัน กลับเดินหน้าขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมื่อปี 2561 บริษัทลงทุนทั่วโลกคิดเป็นมูลค่า 4,100 ล้านดอลลาร์
          พิว หน่วยงานสำรวจความคิดเห็น ในสหรัฐ เผยผลสำรวจปี 2561 ที่บ่งชี้ว่า ชาวอเมริกัน ซึ่งรวมถึงบริษัทอเมริกัน มีมุมมองไม่ดีต่อจีนเพิ่มขึ้นจาก 39% ในปี 2550 เป็น 55% ในปี 2561 และ คาดว่าในปี 2563 สัดส่วนนี้อาจเพิ่มเป็น 60-65%
          นักวิเคราะห์ของพิว ให้เหตุผลว่า สาเหตุที่สหรัฐเปิดฉากสงครามการค้ากับจีน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้เร็วที่สุดในโลก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐ อ้างว่า ภาคธุรกิจจีนบีบคั้นให้บริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐที่เข้าไปทำธุรกิจในจีนต้องถ่ายโอน เทคโนโลยีให้
          หากสงครามการค้ายังคงสร้าง ผลกระทบต่อการเข้าซื้อ และควบรวมกิจการ ท้ายที่สุดแล้ว ยุทธศาสตร์ของ"สี จิ้นผิง" ที่ประกาศนโยบาย Made in China 2025 พร้อมตั้งเป้าว่า "จีนจะครองตลาดใน 10 อุตสาหกรรมที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ขั้นสูง"อาจไม่เป็นไปตามเป้า