มรสุม"ทีวีดิจิตอล"ต้นทุนสูง-คนเมิน-เดินต่อไม่ไหว

 "ช็อก" กันไปทั้งวงการสื่อสารมวลชน เมื่อต้นเดือน พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา หลังมีข่าว "7 ช่องทีวีดิจิตอลขอยุติการออกอากาศ" โดยคืนใบอนุญาตประกอบกิจการให้กับทาง สำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เนื่องจากประสบภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่สามารถไปต่อได้ "ส่งผลให้มีพนักงานถูกเลิกจ้างกว่าพันคน" ถึงขนาดที่ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ยังแสดงความเป็นห่วงและ กำชับว่า ขอให้ชดเชยพนักงานมากกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด
          เป็นที่ทราบกันดีว่า "สื่อหลักมีผู้บริโภค ลดลง" ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุรวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีทำให้ "ผู้คนหันไปรับข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อออนไลน์ มากขึ้น" เกิดเนื้อหาและผู้ผลิตหน้าใหม่ที่ไม่ได้พึ่งพิง ช่องทางเผยแพร่ดั้งเดิม จนมีคำพูดเชิงประชดประชัน ว่า "สื่อหลักกำลังจะตายแล้ว" เพราะเมื่อผู้บริโภคย้ายจากไป เม็ดเงินรายได้จากโฆษณาก็หายไปด้วย
          ที่งานเสวนา "ปัญหาและทางออกของทีวีดิจิตอล" ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี และผู้อำนวยการโครงการ CU Transformation กล่าวว่า เทคโนโลยีใหม่ๆในปัจจุบัน จนไปถึงยุคของ "5จี (5G)" ที่กำลังเข้ามา ทำให้ประชาชนเข้าถึงสื่อได้ ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งกระทบต่อการรับชมสื่อโทรทัศน์ ที่ผ่านผังรายการในรูปแบบที่เห็นในปัจจุบัน อีกทั้งการ หลอมรวมสื่อทำให้การแบ่งแยกกำกับดูแลระหว่าง การแพร่ภาพและกระจายเสียง กับการโทรคมนาคม เป็นสิ่งที่ไปเสถียรในปัจจุบันและอนาคต
          "คนรุ่นใหม่ดูโทรทัศน์น้อยลงเพราะมีเนื้อหาและรูปแบบที่ยืดหยุ่นมารองรับ แต่ ผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ปรับตัวช้า โดยเฉพาะ ในมุมของทางธุรกิจ (Business model) และการกำกับดูแล ส่วนของ กสทช. ก็ไม่สามารถเอื้อต่อการปรับตัวครั้งนี้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น ต่อการอยู่รอดของทีวีดิจิตอลในปัจจุบัน" ที่ปรึกษาอธิการบดี และผู้อำนวยการโครงการ CU Transformation กล่าว
          สุพจน์ กล่าวต่อไปว่า เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำยังทำให้อำนาจในการผลิตสื่ออยู่ที่ประชาชนหรือ ผู้บริโภค นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น เช่น การประมูล ใบอนุญาตทีวีดิจิตอลในราคาสูงเมื่อเทียบกับต้นทุนการทำทีวีดาวเทียมหรือเคเบิลทีวี อีกทั้ง 4-5 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีใหม่เกิดสารพัด อาทิ เทคโนโลยี 4จี (4G) ที่เข้าถึงประชากรร้อยละ 90 ทำให้สามารถรับชมรายการต่างๆ ผ่านออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา
          "การคืนใบอนุญาต 7 ช่อง อุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลยังไม่หมดห่วง เพราะเทคโนโลยียังเป็น ตัวแปรกระทบธุรกิจ เช่น ปัญญาประดิษฐ์(AI) ที่จะช่วยเก็บข้อมูล วิเคราะห์พฤติกรรมการรับชมของผู้บริโภค และหารายได้โฆษณา โดยไม่ต้องรอการสุ่มสำรวจเรตติ้ง (Rating) เทคโนโลยี 5G จะเอื้อให้ภาพมีความคมชัดมากขึ้น การส่งข้อมูลเร็วขึ้น นำเสนอเนื้อหาเป็นภาพเสมือนจริง (VR) มากขึ้น" สุพจน์ ระบุ
          ขณะที่ พีระวัฒน์ โชติธรรมโม นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และรองกรรมการผู้จัดการช่องสปริง 26 ซึ่งเป็น 1 ในช่องที่ขอคืนใบอนุญาต กล่าวว่า ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลแข่งขันลำบาก เนื่องจากต้นทุนคงที่จากค่าใบอนุญาตและค่าโครงข่าย (MUX) มีสัดส่วน เกินร้อยละ 30 "เมื่อองค์กรลดต้นทุนไม่ได้ การหั่น ต้นทุนแรกจึงเป็นด้านพนักงานและเนื้อหาซึ่ง เป็นสินทรัพย์หลัก" ทำให้รายการที่นำเสนอไม่มีคุณภาพมากนัก
          "เป็นไปไม่ได้ที่รายการคุณภาพดีจะมาจากต้นทุนที่ต่ำ และหากลดต้นทุนอะไรไม่ได้ ก็ลดต้นทุนรายการข่าวก่อนเลย นี่คือสิ่งที่ธุรกิจสื่อเผชิญมาตลอด ซึ่งหลังทีวีดิจิตอล 7 ช่องคืน ใบอนุญาต จำนวนช่องที่เหลือจะเดินต่อควรจะต้องพัฒนาช่องทางออนไลน์เพื่อมาเสริมทัพกับ จอหลักอย่างทีวี และบริหารความพอดีของเนื้อหาเพื่อตรึงคนดู เพราะหากคนดูย้ายช่องแล้ว ยากที่ จะดึงกลับมาคืนได้" พีระวัฒน์ กล่าว
          นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยังกล่าวอีกว่า "ผู้ประกอบการไม่ควรยึดติดกับสูตรสำเร็จเดิมๆ" เพราะพฤติกรรมคนดูเปลี่ยนเร็ว เห็นได้ชัดคือช่องหลักบางช่องเสนอละครที่เป็น ภาค 2 แต่ผลตอบรับจากคนดูต่ำกว่าสมัยที่ออกอากาศ ภาคแรก สะท้อนว่าการพึ่งพาความสำเร็จเก่าๆ ใช้ ไม่ได้อีกต่อไป และย้ำว่า "ทีวีดิจิตอลเพิ่งเจอสึนามิ ลูกแรก" และที่เหลืออีก 15 ช่องยังมีต้นทุนเดิมบวก การแข่งขันสูงต่อไป
          ทางด้าน สุภิญญา กลางณรงค์ อดีตกรรมการ กสทช. ให้ความเห็นว่า "ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมวิชาชีพสื่อได้ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ซึ่งในต่างประเทศจะสนับสนุนบุคลากรในการทำงานด้านสื่อเป็นอย่างมาก ทั้งในรูปแบบการศึกษาดูงาน หรือการอบรมต่างๆ" ถ้าหากบุคลากรเหล่านี้ขาดการสนับสนุน อุตสาหกรรมด้านสื่อจะไม่เติบโต จนทำให้เกิดวิกฤติ เรื่องนี้ทาง กสทช. มีส่วนต้องรับผิดชอบเช่นกัน แต่ เมื่อมีคำสั่งมาตรา 44 ของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) มาช่วยรับผิดชอบให้ จึงทำให้เกิดการเยียวยาและการคืนช่องอย่างในปัจจุบัน
          แต่ถึงจะเยียวยาและคืนช่องไปแล้วใช่ว่าปัญหาจะคลี่คลาย อดีต กสทช. ผู้นี้ ชี้ว่า "การปฏิรูปสื่อในประเทศไทย จะไม่มีความก้าวหน้า หากยังเอื้อประโยชน์ให้นายทุนมากกว่า" อาทิ เงินที่ กสทช. เยียวยาผู้ประกอบการก็ไม่แน่ใจว่าจะ ถึงมือพนักงานมากน้อยเพียงใด เพราะการที่ กสทช. อุ้มกิจการทีวีดิจิตอลครั้งนี้ไม่ได้มีข้อบังคับ ผู้ประกอบการ (TOR) ว่าจะเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการเยียวยาหรือไม่
          ขณะเดียวกัน "กลุ่มทีวีดิจิตอลที่ดำเนินกิจการต่อ เมื่อมีการเปิดให้ซื้อขายเปลี่ยนมือ ก็ไม่มีข้อกำหนดว่าจะทำให้สาธารณประโยชน์ จึงเห็นการขายตรงบนทีวีในปัจจุบัน" นอกจากนี้ "เมื่อ คสช. ออก ม.44 มาอุ้ม คนทำสื่อโทรทัศน์ จะมองว่าเป็นบุญคุณหรือไม่" เพราะว่า คสช. เป็นผู้ออกมาตรการเยียวยาขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือ "เมื่อเวลานำเสนอข่าวจะเกิดความเกรงใจขึ้น หรือเปล่า" เป็นต้น
          "แนวทางการแก้ปัญหาคือ ปรับวิสัยทัศน์ขององค์กรทุกระดับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐบาล กสทช. รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม แล้วนำงบสนับสนุนด้านความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการส่งเสริมผู้จัดรายการการในประเทศร่วมทุนผลิต รายการเพื่อขายในต่างประเทศ เพราะถ้าไม่ปรับตัว ในเรื่องนี้ อนาคตของทีวีดิจิตอลก็จะไม่มีทางรอด" อดีต กสทช. ฝากทิ้งท้าย

          บรรยายใต้ภาพ 
          สถานีโทรทัศน์ 7 ช่องที่ขอคืนใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอล