ฐากรชี้8ช่องทีวีดิจิทัลคืนสิทธิ วาง"โรดแมป"จัดสรรคลื่น"5จี"

เลขาฯ กสทช.คาดทีวีดิจิทัล 7-8 ช่อง ขอคืนใบอนุญาต มั่นใจ 3 ค่าย มือถือขอสิทธิยืดจ่ายงวดคลื่น 900
          ชี้รพ.บางแห่งฟันกำไรค่ายา900%
          เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ ครั้งที่ 2 ว่า หลังจากที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนของการบริหารจัดค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่ารักษาพยายาลที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนวทางของมาตรการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้ใช้หลักการ ว่าจะทำเรื่องต้นทุนขึ้นมาก่อน โดยที่จะกำหนดกรอบในการศึกษา เพราะยาในประเทศไทยมีอยู่กว่า 30,000 ชนิด อ้างอิงจากบัญชีข้อมูลรายการยาและรหัสยามาตรฐานของไทย (Thai Medicines Terminology-TMT) ซึ่งสามารถบอกได้ว่ายาที่มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 30,000 รายการนี้เป็นยาชนิดใดบ้าง เพราะการที่จะต้องศึกษายาทั้งหมดที่มีทุกรายการคงจะทำได้ยากมาก เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าวิธีที่สะดวกที่สุดและเป็นประโยชน์ที่สุด โดยใช้ฐานข้อมูลจากโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือ UCEP ซึ่งในยูเสปมีรายการยาทั้งหมด 3,892 รายการ เป็นข้อมูลยาทั้งหมดที่มีจาก 30,000 กว่ารายการทั้งหมด
          "คณะทำงานได้ศึกษาวิเคราะห์ต้นทุนโดยการให้โรงพยาบาลเอกชนทั้งหมดแยกต้นทุนที่มีการซื้อยาทั้ง 3,892 รายการ และแจ้งเข้ามายังคณะทำงาน ซึ่งไทยมีโรงพยาบาลเอกชนทั้ง 353 แห่ง ทำให้ได้ทราบว่าต้นทุนที่ซื้อมาเท่าไหร่ ราคาที่ขายให้ผู้ป่วยอยู่ที่เท่าไหร่ และมีการนำมาศึกษาวิเคราะห์ต่อไป ผลการศึกษาวิเคราะห์ทำให้ได้ทราบว่าโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งมีการเรียกเก็บค่ายาที่แตกต่างกัน ถึงแม้จะเป็นยาชนิดเดียวกัน โดยต้นทุนยาที่ซื้อเข้ามาของแต่ละโรงพยาบาลก็แตกต่างกัน แต่ใกล้เคียงกัน แต่ราคาที่จำหน่ายออกไปจะมีความแตกต่างกันมาก ระดับกำไรเมื่อเทียบกับต้นทุนที่ซื้อมามีตั้งแต่อยู่ในระดับปกติจนสูงขึ้นไปถึง 800-900% ในบางรายการ และจะแตกต่างกันไปในแต่ละโรงพยาบาล ซึ่งตรงนี้เป็นข้อมูลที่เก็บไว้เพื่อศึกษาและบริหารจัดการต่อไป" นายบุณยฤทธิ์กล่าว
          นำแนวคิดค่าเวชภัณฑ์เข้ากกร.
          นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า ในส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกันคือ ราคาเวชภัณฑ์ และราคาบริการทางการแพทย์ ที่คาดว่าจะมีการจัดการในลำดับถัดไป ในส่วนของรายการเวชภัณฑ์มีอยู่ในยูเสปประมาณ 868 รายการ การรักษาพยาบาล 5,286 รายการ โดยต้องจัดทำฐานข้อมูลขึ้นมาในลักษณะเดียวกัน เพราะที่เป็นปัญหาคือ ยามีมาตรฐานของทีเอ็มทีกำกับอยู่ แต่เวชภัณฑ์กับบริการทางการแพทย์ไม่ได้มีทีเอ็มทีเป็นมาตรฐานกำกับอยู่ จึงต้องมีการจัดทำฐานข้อมูลเดียวกันขึ้นมาเพื่อไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบขึ้น โดยสร้างแนวคิดการรักษาพยาบาลแบบเอฟ ซี อาร์ คือ เอฟคือทำให้เกิดความเท่าเทียมกัน ซึ่งจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งผู้รับการรักษาและสถานพยาบาล ซีคือการทำให้ผู้รับการรักษามีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาตนเอง อาร์คือ กระบวนการรักษาที่มีเหตุมีผลและมีคุณภาพ
          "หลักการ 3 อย่างนี้จะใช้นำมาวิเคราะห์เพื่อเสนอมาตรการเข้าสู่ กกร.ต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ที่ประชุมได้มาตรการมาชุดหนึ่งที่จะมีการนำเสนอให้ กกร.พิจารณาว่าจะเห็นชอบกับมาตรการที่เสนอไปหรือไม่ในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ จริงแล้วมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน จึงจะมาดูว่าข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นๆ อาทิ กระทรวงสาธารณสุขด้วย ซึ่งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์เองมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่สามารถกำหนดให้มีการปิดป้ายแสดงราคา หรือหากพบว่ามีการจำหน่ายเกินราคา ก็จะมีโทษตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งหลักของข้อกฎหมายทั้งหมดคล้ายคลึงกันคือ ต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกอบการและ ผู้บริโภค" นายบุณยฤทธิ์กล่าว
          เล็งเคาะมาตราการ10พ.ค.
          นายบุณยฤทธิ์กล่าวว่า ในขณะนี้มาตรการที่จะนำเสนอ กกร. เป็นเพียงข้อเสนอแนะเท่านั้น เพราะท้ายที่สุดแล้วจะต้องรอให้ กกร.เห็นชอบก่อนจึงจะกลายเป็นมาตรการได้ จึงต้องรอดูรายละเอียดพร้อมกันในการประชุมวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ แต่เบื้องต้นหลักการที่กล่าวมานี้ก็เป็นหลักการที่ใช้ในการพิจารณามาตรการที่จะนำเสนอ กกร. ซึ่งที่ประชุมทั้งหมดก็เห็นชอบในหลักการนี้ร่วมกัน โดยหาก กกร.เห็นชอบในมาตรการที่เสนอแนะแล้วก็มีอำนาจในการประกาศใช้มาตรการทันที แต่จะมีการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้รับรู้หรือไม่นั้นแล้วแต่ดุลพินิจของ กกร.เอง
          นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) เปิดเผยว่า นอกเหนือจากมาตรการที่จะเสนอให้ กกร.พิจารณาแล้ว ยังจะมีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลผู้บริโภคในการรักษาพยาบาลด้วย โดยเสนอให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดูแลให้ความเป็นธรรมบริการทางการแพทย์ ซึ่งในส่วนกลางจะมีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน ในต่างจังหวัดจะให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีหน้าที่ในการดูแลและให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภค ในกรณีที่มีการเข้าไปรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน แล้วถูกคิดค่าบริการจากการรักษาพยาบาลเกินความจริง
          กสทช.ขีดกรอบจัดสรรคลื่น700
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.ได้ประกาศกำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสำนักงาน กสทช.จะดำเนินงานตามกรอบระยะเวลาดังกล่าว โดยมีรายละเอียดของกรอบระยะเวลา คือวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 จะนำร่างประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ และจะจัดให้มีการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะตั้งแต่วันที่ 14-30 พฤษภาคม 2562 และปิดรับฟังความคิดเห็นทางเว็บไซต์สำนักงาน กสทช.ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2562 และคาดว่าจะนำส่งประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 1-7 มิถุนายน 2562 จากนั้นจะออกประกาศการขอรับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ในวันที่ 8 มิถุนายน 2562 และจะเปิดให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่ในวันที่ 19 มิถุนายน 2562
          "ขอชี้แจงให้ผู้ประกอบกิจการโทรคม นาคมที่จะขอรับสิทธิในการขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 4/2562 จะต้องยื่นความประสงค์ขอรับสิทธิกับสำนักงาน กสทช. ภายในวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 นี้ด้วย" นายฐากรกล่าว
          'ฐากร'มั่นใจค่ายมือถือร่วมประมูล
          นายฐากรกล่าวว่า ทั้งนี้ คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ดังกล่าว เป็นคลื่นความถี่ที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้อนุญาตให้ กสทช.นำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปจัดสรรก่อนที่ใบอนุญาตการใช้คลื่นความถี่ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 มิถุนายน 2572 โดยให้นำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปใช้งานทางด้านโทรคมนาคม เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดระบบ 5G ในประเทศไทยต่อไป
          "ขณะนี้มีผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ขอรับสิทธิในการขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ แล้วจำนวน 1 ราย ซึ่งเชื่อว่าภายในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ จะมีผู้ประกอบการโทรคมนาคม ขอรับสิทธิในการขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ ครบทั้ง 3 ราย แน่นอน และภายในเดือนมิถุนายน 2562 การจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จะแล้วเสร็จ จากนั้นจะเร่งดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ต่อไป" นาย ฐากรกล่าว
          แหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ขอรับสิทธิในการขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ แล้ว จำนวน 1 ราย ได้แก่ บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (ทียูซี) ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปเปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) ขณะที่หลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ เบื้องต้นจะจัดสรรจำนวน 45 เมกะเฮิรตซ์ แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ราคาไม่ต่ำกว่า 25,000-27,000 ล้านบาท ใบอนุญาตมีอายุ 15 ปี แบ่งการชำระเงินเป็น 10 ปี ปีละเท่าๆ กัน
          ค่ายมือถือรอชัดเจนยืดจ่ายค่าคลื่น
          นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปเปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่มีความชัดเจน เรื่องการขอรับสิทธิในการขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาคณะผู้บริหารมีการหารือร่วมกันอยู่เป็นระยะ ซึ่งคาดว่า เรื่องดังกล่าวจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนในเร็ววันนี้
          แหล่งข่าวจากบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า อยู่ระหว่างการประชุมถึงเรื่องการขอรับสิทธิในการขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนใดๆ ทั้งนี้ หากมีความชัดเจนอย่างไร ทางดีแทคจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
          สูตรคำนวณคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล
          นายฐากรกล่าวถึงความคืบหน้าการคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลว่า ล่าสุดได้มีการประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยอันเนื่องมาจากการคืนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ซึ่ง กสทช.ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยอันเนื่องจากการคืนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ซึ่งการกำหนดค่าชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการที่แจ้งความประสงค์ขอคืนใบอนุญาต โดยมีสูตรการคำนวณ คือ นำค่าธรรมเนียมใบอนุญาตที่ชำระแล้ว คูณด้วยอายุใบอนุญาตที่เหลืออยู่ (10 ปี) จากนั้นหารด้วยอายุใบอนุญาต 15 ปี ซึ่งหากได้ผลอย่างไร ให้นำสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้รับระหว่างการประกอบกิจการ ได้แก่ 1.เงินสนับสนุนค่าเช่าโครงข่าย (มักซ์) ตามคำสั่ง คสช.9/2561 และค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมตามเกณฑ์ (มัสต์แครี่) ตามคำสั่ง คสช.ที่ 76/2559 ตั้งแต่วันที่ได้รับการสนับสนุนจนถึงวันยุติการให้บริการ และ 2.ผลประกอบการของผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล ตั้งแต่เปิดให้บริการจนถึง 11 เมษายน 2562 เฉพาะที่มีกำไรสุทธิ โดยผู้ประสงค์จะขอคืนใบอนุญาตต้องนำส่งผลประกอบการภายใน 60 วัน นับแต่ยื่นหนังสือแจ้งขอคืนใบอนุญาตมาหักออก จากนั้นจึงจะคำนวณค่าชดเชยให้แก่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ขอคืนใบอนุญาต โดยให้ กสทช.จ่ายค่าชดเชยจากการคืนใบอนุญาตให้ใน 60 วัน นับแต่ยุติการให้บริการตามที่ กสทช.กำหนด
          คาดมีผู้คืนใบอนุญาตประมาณ7-8ราย
          "คาดว่าจะมีผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่แจ้งความประสงค์ขอคืนใบอนุญาต จำนวน 7-8 ราย โดยจำนวนเงินที่หมุนเวียนอยู่ในกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) กว่า 10,000 ล้านบาท จะเพียงพอสำหรับจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ประกอบการ และเมื่อได้รับเงินจากการจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ก็จะนำหักลบกับในส่วนที่ได้จ่ายชดเชยให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลไป เพื่อใช้ในการดำเนินโครงการเน็ตประชารัฐ ที่ยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้รับระหว่างการประกอบกิจการ ทั้งค่ามักซ์ (สิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2563) เป็นเงิน 900 ล้านบาท และค่ามัสต์แครี่ (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562) เป็นเงิน 700 ล้านบาท รวม 1,600 ล้านบาท เชื่อว่าผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลแต่ละรายทราบดีว่าตัวเองมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้จำนวนเท่าใด ซึ่งสามารถนำมาคำนวณเพื่อให้ทราบค่าชดเชยคร่าวๆ ที่จะได้รับหากขอคืนใบอนุญาตได้" นายฐากรกล่าว
          รับฟังคำชี้แจงการคืนใบอนุญาต
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมชี้แจงหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การจ่ายค่าชดเชยอันเนื่องมาจากการคืนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล มีผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัล เข้าร่วมรับฟัง เช่น บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด, บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด, บริษัท ดีเอ็น บรอดคาสท์ จำกัด, บริษัท ทริปเปิล วี บรอดคาสท์ จำกัด, บริษัท ทรู โฟร์ยู สเตชั่น จำกัด, บริษัท ไทย นิวส์ เน็ตเวิร์ค (ทีเอ็นเอ็น) จำกัด, บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง จำกัด, บริษัท บีอีซี มัลติมีเดีย จำกัด, บริษัท ไบรท์ทีวี จำกัด, บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด, บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด, บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด, บริษัท สปริง 26 จำกัด, บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด, บริษัท อสมท จำกัด, บริษัท อาร์.เอส. เทเลวิชั่น จำกัด และบริษัท เอ็นบีซี เน็กซ์ วิชั่น จำกัด เป็นต้น
          ช่อง3อุบเงียบคืน-ไม่คืนใบอนุญาต
          นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขอเวลาสักระยะในการศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการจ่ายค่าชดเชยอันเนื่องมาจากการคืนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล ซึ่งภายในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ จะได้รับคำตอบอย่างแน่นอน
          "ขณะนี้ยังไม่มีแผนที่จะคืนใบอนุญาต แม้จะเป็นผู้ถือครอง 3 ใบอนุญาตก็ตาม ทั้งนี้ จากมาตรการการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ออกมา สะท้อนให้เห็นว่าทั้งรัฐบาล และ กสทช. ได้เล็งเห็นสภาพสิ่งแวดล้อมของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน จึงได้ให้ความช่วยเหลือดังกล่าว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้" นายอริยะกล่าว
--จบ--