วงการชี้เก็บเงิน"โอทีที"ยากห่วงเสียโอกาสพัฒนาดิจิทัล

กรุงเทพธุรกิจ วงการเน็ตชี้แนวทาง การจัดเก็บรายได้โอทีทีในไทย ไม่ง่าย ต้อง หารือร่วมทุกฝ่าย แนะดึงผู้ให้บริการโอทีที รายใหญ่ในไทยร่วมถก เสนอแนวทางดึง ผู้ให้บริการลงทุนตั้งเซิร์ฟเวอร์ และรับรู้ รายได้ในไทย ดีกว่ามุ่งเก็บค่าบริการ หวั่นไทย เสียโอกาสพัฒนาดิจิทัล ล่าสุด "ฐากร" รายงานตรงต่อนายกฯ ประยุทธ์ถึงแนวคิดการจัดเก็บโอทีทีแล้ว
          แนวคิดการจัดเก็บรายได้จากผู้ให้บริการโอทีที (Over the top) ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ยังเป็นประเด็นข้อถกเถียงถึงวิธีการจัดเก็บ ที่เหมาะสม โดยต้องไม่กระทบต่อผู้ใช้บริการ ปลายทาง หรือ End user  รวมถึง กระทบ ต่อการพัฒนาดิจิทัลในประเทศ ล่าสุด เลขาธิการ กสทช ได้รายงานเรื่องนี้ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบแล้ว
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์  เลขาธิการ กสทช. กล่าวถึงความคืบหน้า แนวคิดการจัดเก็บค่าบริการโอทีทีว่า ตนได้รายงานแนวคิดดังกล่าวให้กับพล.อ.ประยุทธ์ แล้ว ซึ่งโดยส่วนตัวอยากให้รัฐบาลให้การสนับสนุนในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากจะเป็นอีก ส่วนหนึ่งในการเก็บรายได้เข้าประเทศ เนื่องจากที่ผ่านมา โอเปอเรเตอร์ ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายแสนล้านบาท แต่ไม่สามารถเก็บรายได้จากผู้ให้บริการคอนเทนท์จากต่างประเทศได้เลย โดยเฉพาะจากเฟซบุ๊ค และ ยูทูบ
          "รู้ดีว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่ และยังไม่มีประเทศใดสามารถดำเนินการจัดเก็บได้ แต่ประเทศไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งหากไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียน ดำเนินการได้และมีข้อตกลงร่วมกัน ก็จะสามารถมีการต่อรองกันได้ผลดีมากกว่า" นายฐากร กล่าว
          วงการเน็ตชี้ต้องพิจารณารอบคอบ
          นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทตลาดดอทคอม กรุ๊ป ผู้คร่ำหวอดในวงการอินเทอร์เน็ต อีคอมเมิร์ซประเทศไทย กล่าวว่า แนวคิดการเก็บรายได้จากบริการ โอทีที ถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่คงต้องอาศัยเวลาในการทำความเข้าใจ พิจารณาให้รอบคอบ และหาจุดลงตัวร่วมกัน ควรเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการโอทีทีได้หารือร่วม เพื่อหาแนวทางจัดเก็บที่ เหมาะสม โดยต้องไม่กระทบกับ ผู้ใช้งาน หรือ End User
          "คือต้องดูว่า เกณฑ์ที่จะจัดเก็บ จะใช้เกณฑ์อะไรมาวัด ก็ต้องดูให้เหมาะสม ไม่งั้นเขาอาจย้ายการลงทุน หรือการให้บริการใหม่ๆ ไปประเทศอื่นที่ไม่ต้องโดนจัดเก็บรายได้ ก็เป็นได้"
          นายภาวุธ กล่าวต่อว่า ทางออกที่เหมาะสม อาจจะต้องใช้แนวทางการดึงบริษัทที่ให้บริการโอทีทีเข้ามาลงทุนในไทย ในแบบมาตั้งเซิร์ฟเวอร์ในไทย มีการจ้างบุคลากร และ ที่สำคัญคือ ให้บริษัทเหล่านี้ต้องมารับรู้รายได้ในไทย น่าจะเป็นแนวทางที่เหมาะสมมากกว่า
          "ตัววิธีการ หรือแนวคิด ที่จะจัดเก็บโอทีทีมีความน่าสนใจ แต่ ยังกังวลว่าจะทำได้จริง หรือบังคับได้จริงไหม" นายภาวุธ ทิ้งท้าย
          ด้านนางสาวมรกต กุลธรรมโยธิน นายกสมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเทศไทย (ไอเอสพี) กล่าวว่า ทราบข่าวพร้อมกันกับสื่อมวลชน ยังไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้มาก เพราะกสทช.ยังไม่ได้มีการเรียกไปหารือ โดยส่วนตัวยังไม่รู้ว่า วิธีการจัดเก็บจะเก็บแบบไหน อย่างไร คงต้องรอให้ กสทช.เรียกไปทำความเข้าใจก่อน แต่โดย ส่วนตัวมองว่า ถ้าจะจัดเก็บต้องดูองค์ประกอบหลายอย่าง
          แนะดึงผู้ให้บริการโอทีทีร่วมถก
          นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา บอร์ด กสทช. กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดวิธีการจัดเก็บ ค่าบริการโอทีที เพราะยังไม่ได้ เสนอเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณา และยังไม่รู้ว่าจะใช้เกณฑ์อะไร ในการพิจารณา เพราะหากคิดตามปริมาณการใช้ข้อมูล ใช้มากเก็บ ใช้น้อยไม่เก็บ แล้วใช้มากกับใช้น้อยมันควรตัดที่เท่าไหร่ จะเก็บในอัตราเท่าไร ก็ยังไม่ทราบ
          ทั้งนี้หากคิดจะทำ ต้องพูดคุยกับ ทางผู้ให้บริการโอทีที อย่างเฟซบุ๊ค หรือยูทูบ ทางสำนักงานคงต้อง เสนอหลักการให้ทางคณะกรรมการพิจารณาก่อนแล้วในการคุยก็ยังเป็นปัญหาอีกเพราะเฟซบุ๊ค ยูทูบ ไม่ได้มีสำนักงานในเมืองไทย
          ปัญหา คือ ปกติคนที่บันทึกการใช้ข้อมูล จะเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคม ดังนั้นต้องถามก่อนว่า ผู้ให้บริการโทรคมนาคมใน ต่างประเทศใครจะเป็นคนบันทึก ใครจะเป็นคนวัดเพราะ กสทช. ไม่มีความสามารถในการวัดแน่นอนอยู่แล้ว ก็คงต้องให้ผู้ให้บริการวัด แต่ถ้าจะ ให้ผู้ให้บริการวัดจะรู้ได้อย่างไรว่า ข้อมูลที่วัดนั้นถูกต้อง เพราะข้อมูลก็วิ่งอยู่บนหลายโครงข่ายจะดูที่เกตเวย์รึเปล่า ก็ต้องมาดูว่ารายไหนเป็นผู้รับผิดชอบ
          อีกประเด็นหนึ่งคือผู้ให้บริการอาจจะคิดว่าทำไมจะต้องเป็น คนวัด ในเมื่อค่าตอบแทนก็ไม่ได้รับ โดยค่าบริการที่เก็บได้อาจต้องมีการแบ่งคืนผู้ให้บริการโทรคมนาคมด้วยหรือไม่"
          นายประวิทย์ กล่าวด้วยว่า ควรต้องศึกษาดูในต่างประเทศว่า มีใครใช้แนวคิดแบบนี้บ้าง มีการทำในลักษณะเดียวกันแล้วประสบความสำเร็จแค่ไหน มีรายได้เท่าไรกำหนดอัตราค่าใช้โครงข่ายอย่างไร ควรต้องมีต้นแบบถึงจะง่าย แต่ถ้าไม่มีต้นแบบคงต้องนั่งพิจารณากันยาว หรือถ้าไทยเป็นประเทศเดียวที่ใช้ ก็คงจะบังคับลำบาก มันเป็นหลักการซึ่งยังไม่ได้มีรายละเอียด ตอนนี้ต้องรอทางสำนักงานฯ เสนอ ถึงจะรู้ว่ามันจะทำได้จริงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้กรอบระยะเวลายังไม่ได้ มีการกำหนด
          แหล่งข่าวในวงการอินเทอร์เน็ต ระบุว่า แนวคิดการจัดเก็บค่าบริการโอทีที อาจต้องศึกษาโมเดลจาก ต่างประเทศซึ่งยังไม่ค่อยแพร่หลายมาก ต้องหาแนวทาง หรือมาตรการที่เหมาะสม และพิจารณาถึง ผลกระทบต่างๆ โดยเฉพาะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการพัฒนาดิจิทัลในประเทศไทยซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ
          ก่อนหน้านี้ นายฐากร ได้เตรียมนำเสนอที่ประชุมบอร์ด กสทช. ถึงแนวทางการออกร่างประกาศ หลักเกณฑ์การเก็บค่าธรรมเนียม การใช้โครงข่ายจากผู้ให้บริการ เนื้อหา ที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเองหรือโอทีทีเช่น ไลน์ ยูทูบ เฟซบุ๊ค รวมถึงบริการคอนเทนท์ ที่เข้ามาใช้แบนด์วิธ
          โดยรูปแบบจะเปรียบเสมือนการเก็บค่าทางด่วน ซึ่งต้องกำหนดปริมาณการใช้งานว่า ควรจะเก็บที่ปริมาณเท่าไร ปริมาณไหนให้ใช้ฟรี สำหรับให้บริการประชาชนแบบไม่เสียเงิน หรือ ปริมาณแค่ไหน ที่มากเกินไป เพราะนำแบนด์วิธไปหารายได้เชิงธุรกิจ หากพบว่า มีปริมาณการใช้งานมาก แต่ไม่เสีย ค่าบริการความเร็วในการใช้งานก็จะลดลง เพื่อให้โอทีทีหันมาจ่ายค่าบริการ
          โดยเบื้องต้น กสทช.จะมอบหมาย ให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ (ไอเอสพี) 17 ราย เป็นผู้รายงานข้อมูลปริมาณการใช้ดาต้าของแต่ละผู้ให้บริการโอทีทีเพื่อประกอบเป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อน ทำสถิติและวิเคราะห์กันต่อไป