อีริคสันชี้โสมใต้-ยุ่นนำลิ่ว5จีเต็มตัวปี63

ห่วงไทยจัดสรรคลื่นน้อยเสวนาจุฬาดันที่1อาเซียน สรท.หั่นเป้าส่งออกโต3%
          สภาผู้ส่งออกหั่นเป้าส่งออกปีนี้เหลือ 3% ชี้ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้าอื้อ คาดเดือน มี.ค.ติดลบอีก ลุ้นตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ เดินหน้าเจรจาเอฟทีเอ
          สรท.เลิกฝันส่งออกหั่นเป้าเหลือ3%
          เมื่อวันที่ 2 เมษายน น.ส.กัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยถึงสถานการณ์การส่งออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ว่า ได้มีการปรับคาดการณ์การส่งออกของไทยในปีนี้โตลดลงเหลือ 3% จากเดิมที่มองว่าทั้งปีจะโตได้ที่ 5% เนื่องจากหากจะทำให้ได้ตามเป้าที่ 5% อีก 9 เดือนที่เหลือของปี 2562 ต้องส่งออกให้ได้มูลค่า 22,800 ล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน ซึ่งปี 2561 การส่งออกไทยทำได้เฉลี่ยเพียงเดือนละ 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน ถึงแม้ว่าปีที่ผ่านมาจะเป็นปีที่ถือว่าภาคการส่งออกทำได้ดีมากก็ตาม ทั้งนี้สำหรับการส่งออกเดือนกุมภาพันธ์ 2562 มีมูลค่า 21,553 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 5.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่า 17,519 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ประเทศไทยเกินดุลการค้า 4,034 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกสินค้ากลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรติดลบ 0.9% ส่วนสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมเติบโต 7.5%
          ชี้ปัจจัยภายนอกรุมเร้าหลายปม
          น.ส.กัญญภัคกล่าวว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบกับการส่งออกมีหลายเรื่อง เช่น บรรยากาศการค้าโลก ทั้งกรณีการเจรจาข้อตกลงที่อังกฤษจะแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (เบร็กซิท) ที่ยังไม่มีความชัดเจน ตลาดส่งออกสำคัญของไทยเจอกำแพงภาษีจากสหรัฐ ทำให้ต้องลดการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบในการผลิตลง จึงส่งผลกดดันให้การส่งออกชะลอตัว รวมถึงตลาดญี่ปุ่นและยุโรปยังคงติดลบ จากผล กระทบของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว ประกอบกับมาตรการกีดกันทางการค้าจากประเทศต่างๆ อาทิ มาตรการ 232 ที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ ในการปรับขึ้นภาษี 25% การนำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศ
          แนะตั้งรบ.ที่มีเสถียรภาพ
          "เรามีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลคือ อยากให้รีบจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อให้สามารถเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ให้ได้มากที่สุด เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ส่งออกไทย ส่วนนโยบายการปรับขึ้นค่างานขั้นต่ำที่ 400 บาท มองว่าเป็นการปรับขึ้นแบบก้าวกระโดดเกินไป ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการทั้งภาคการผลิตและภาคบริการ และจะส่งผลทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศแน่นอน ซึ่งหากกระทบทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นก็จะมีการปรับราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ปรับขึ้นครั้งเดียวทั้งหมด เพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้ส่งออกได้" น.ส.กัญญภัคกล่าว
          ทำนายส่งออกไตรมาสแรกลบ1%
          นายชัยชาญ เจริญสุข เลขาธิการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า อย่างไรก็ตามมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2562 นั้นหากหักลบการส่งออกอาวุธแล้วพบว่าการส่งออกติดลบ โดยการส่งออกในเดือนมกราคมติดลบ 5.6% เดือนกุมภาพันธ์ติดลบ 4.9% ดังนั้นจึงคาดว่าเดือนมีนาคมจะติดลบ 4-5% แน่นอน รวมถึงการส่งออกไทยในไตรมาสแรกของปี 2562 เชื่อว่าจะติดลบ 1% ถึงแม้จะรวมการส่งออกอาวุธที่กระตุ้นให้การส่งออกเป็นบวกในเดือนที่ผ่านมาก็ตาม
          ชี้นโยบายค่าแรงกระทบต้นทุน
          นายชัยชาญกล่าวว่า ทั้งนี้หากดูตามนโยบายของพรรคการเมืองที่หาเสียงนั้น การเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของค่าแรงขั้นต่ำจะทำให้กระทบกับการส่งออกของ 5 อุตสาหกรรมหลัก อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (อาหารและข้าว) สิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและพลาสติก ซึ่งจะส่งผลต่อต้นทุนภาคการผลิตและภาคบริการในระดับสูง โดยเชื่อว่าจะกระทบการส่งออกครึ่งปีหลังของปี 2562 ที่จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจะกระทบกับการส่งออกในปี 2563 ทั้งปี ซึ่งมองว่าจะทำให้การส่งออกลดลง 0.5% หรือ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงอยากให้มีการเลื่อนการปรับค่าแรง หรือรอดูสถานการณ์แล้วค่อยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากจะเป็นการทุ่นแรงของผู้ส่งออกได้
          "การส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่สำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อาหารทะเลแช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป (ไม่รวมกุ้ง) กุ้งสดแช่แข็งและกุ้งแปรรูป มีท่าทีว่าจะส่งออกไม่ดีเท่าที่ควร รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์และส่วนประกอบที่ติดลบอยู่ในขณะนี้ มีท่าทีว่าจะส่งออกขยายตัวแบบอ่อนแรง" นายชัยชาญกล่าว
          ยันทุเรียนและมังคุดยังไม่ล้นตลาด
          นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลผลิตสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะทุเรียนและมังคุดยังมีผลผลิตที่อยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่ได้มีปริมาณมากเกินความต้องการของตลาด ซึ่งหากผลผลิตออกมามากจนส่งผลกระทบกับราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์จะมีการประสานกับผู้ประกอบการและเกษตรกรในการเข้าไปช่วยพยุงราคาให้ แต่ในขณะนี้ผลผลิตยังไม่เยอะมากจนเกิดผลกระทบอะไร รวมถึงหน้าที่หลักของกระทรวงพาณิชย์เป็นเพียงผู้ประสานงานและการหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้เท่านั้น ส่วนการประสานขอความร่วมมือกับเกษตรกรในด้านต่างๆ เป็นหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
          "การซื้อขายทุเรียนผ่านเว็บไซต์อาลีบาบายังเป็นปกติไม่มากไม่น้อย เพราะตอนนี้ยังไม่ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงยังไม่มีตัวเลขการซื้อขายหรือจองล่วงหน้า รวมถึงในขณะนี้ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการนำมังคุดขึ้นไปขายบนเว็บไซต์ด้วย เพราะปกติที่นำทุเรียนขึ้นไปขายบนเว็บไซต์ได้ เป็นเพราะมีคนจีนชอบกินทุเรียนจำนวนมาก" นายวิชัยกล่าว
          ปี63ทั่วโลกเปิดใช้5จีเชิงพาณิชย์
          ร.ท.เจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อีริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "มติชน" ถึงสถานการณ์ 5จี ทั่วโลก ว่าปัจจุบันในหลายประเทศ เริ่มเปิดให้บริการ 5จี เชิงพาณิชย์แล้ว จึงเชื่อว่าในปี 2563 จะสามารถเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบได้อย่างแน่นอน เช่น ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น โดยสหรัฐเปิดให้บริการในรูปแบบการเข้าถึงระบบไร้สายในตำแหน่งตายตัว (ฟิกซ์ ไวร์เลส) ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ ได้มีการทดสอบทดลองการใช้งาน 5จี แล้วเช่นกัน
          "5จี หรือเจเนอเรชั่นที่ 5 มีคุณสมบัติ อาทิ 1.ตอบสนองด้านความเร็ว ได้ตรงตามความต้องการของมนุษย์มากขึ้น โดยขณะนี้ผู้บริโภคทั้งไทยและต่างประเทศมีความต้องการใช้งานด้านดาต้าเพิ่มขึ้น จึงทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ คล้ายจะเป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านดาต้าเพียงอย่างเดียว" ร.ท.เจษฎากล่าว และว่า จากการสังเกตพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า การตัดสินใจเลือกซื้อบริการจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) จะมีการคำนึงถึงแพคเกจดาต้าเป็นหลัก ซึ่งหากมีจำนวนพื้นที่ต่อกิกะไบต์เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อบริการนั้นๆ เพิ่มขึ้น
          6ปีข้างหน้าบริโภคดาต้าเพิ่ม8เท่า
          ร.ท.เจษฎากล่าวว่า จากการบริโภคดาต้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดว่าในอีก 6 ปีข้างหน้าการบริโภคดาต้าจะเพิ่มขึ้น 8 เท่า จากปริมาณการใช้งานที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ขณะที่ผู้บริโภคต้องการที่จะชำระค่าบริการที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยปัจจุบันผู้บริโภคมีการรับชมเนื้อหาผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ในรูปแบบวิดีโออยู่ที่ 60-64% ซึ่งในอนาคตผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะต้องการรับชมวิดีโอแบบความคมชัดสูงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันอาจต้องการรับชมแบบเวอชวล เรียลิตี้ (วีอาร์) และ 3ดี ด้วย ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าอีก 6 ปีข้างหน้าการบริโภคดาต้าเพิ่มขึ้น 8 เท่า จาก 60-64% ในปัจจุบัน เป็น 74-78% นำมาสู่คำถามที่ว่าแล้วจะทำอย่างไร เพื่อให้มีพื้นที่ในการรองรับการใช้งานของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันผู้บริโภคจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายต่อกิกะไบต์ ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย คำตอบคือ โอเปอเรเตอร์จำเป็นต้องมีการลงทุนด้านโครงข่ายใหม่ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการเหล่านั้น ซึ่ง "คลื่นความถี่" คือ ปัจจัยที่สำคัญ
          หวั่นใช้คลื่นความถี่ไม่เกิดประโยชน์
          ร.ท.เจษฎากล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดสรรคลื่นความถี่ออกสู่ตลาดทั้งสิ้น 340-350 เมกะเฮิรตซ์ โดยการครอบครองของโอเปอเรเตอร์ 3 ราย ทั้งเอไอเอส ทรู และดีแทค ซึ่งการจัดสรรคลื่นความถี่จำนวนดังกล่าว เมื่อเทียบกับต่างประเทศอย่างออสเตรเลียที่มีการจัดสรรคลื่นความถี่ จำนวน 900 เมกะเฮิรตซ์ และสิงคโปร์ที่มีการจัดสรรคลื่นความถี่จำนวน 600 เมกะเฮิรตซ์ ทำให้โอเปอเรเตอร์สามารถขยายโครงข่ายเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานด้านดาต้าที่เพิ่มขึ้น
          "หากคลื่นความถี่ไม่มีการนำออกมาจัดสรรเพื่อให้โอเปอเรเตอร์ได้นำมาใช้งาน นั่นคือการสูญเสีย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเกิดความล้าหลัง ขณะที่การนำคลื่นความถี่ออกมาจัดสรรควรคำนึงถึงประโยชน์ต่อประเทศที่จะได้รับทั้งด้านระบบเศรษฐกิจ และความสามารถในการตอบสนองความต้องการของประชาชน เรื่องราคาการประมูล หรือการนำส่งรายได้เข้ารัฐบาล จึงไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ" ร.ท.เจษฎากล่าว
          ร.ท.เจษฎากล่าวว่า ที่ผ่านมา ที่โอเปอเรเตอร์แสดงท่าทีไม่เข้าร่วมการประมูลครั้ง เนื่องจากเห็นว่าราคาการประมูลยังไม่มีความเหมาะสม เป็นเหตุให้คลื่นความถี่ได้แต่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่สามารถนำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้
          "5จี ไม่ใช่เฉพาะโอเปอเรเตอร์ หรือผู้ให้บริการ จะต้องเป็นผู้ขับเคลื่อน แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมต่างๆ ด้วย ทั้งนี้ยังเป็นปัจจัยทำให้ภาคการผลิตที่คอยประคับประคองผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตได้ 70-80%" ร.ท.เจษฎากล่าว และว่า ในภูมิภาคอาเซียน มองว่าสิงคโปร์และออสเตรเลีย จะเป็นผู้นำด้าน 5จี ซึ่งมีการทดลองทดสอบมาเกือบ 2 ปีแล้ว ทั้งในเรื่องอากาศยานไร้คนขับ ระบบโลจิสติกส์ และสมาร์ทพอร์ต ขณะที่ภาพรวมทั่วโลกมองว่าสหรัฐจะเป็นผู้นำหลัก รองลงมาคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี
          3วิธีขับเคลื่อนสู่5จีของไทย
          ร.ท.เจษฎากล่าวว่า วิธีการในการขับเคลื่อนไปสู่ 5จี ของไทย ประกอบด้วย 1.การกำหนดเป้าหมาย สำหรับการนำไปใช้งานในภาค (เซ็กเตอร์) เช่น การแพทย์ การขนส่ง หรืออื่นๆ ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ซึ่งในเบื้องต้นควรจะเลือกจับเฉพาะบางเซ็กเตอร์ เพื่อที่จะผลักดันให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล 2.สร้างระบบนิเวศ (อีโคซิสเต็มส์) เพราะการก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัล (ดิจิทัล ไลเซชั่น) ของ 5จี ไม่เหมือนกับระบบ 3จี และ 4จี ที่ผ่านมา และ 3.การเกิดขึ้นของ 5จี ไม่ใช่เพียงการประมูล หรือการติดตั้งอุปกรณ์ แล้วจะสามารถให้บริการได้ทันที ซึ่งโอเปอเรเตอร์จำเป็นจะต้องมีการขยายโครงข่าย เพื่อให้รองรับความหนาแน่น (ทราฟฟิก) ในการใช้งาน 5จี ด้วย ซึ่งปัจจุบันยังไม่เห็นถึงความพยายามในการขยายโครงข่าย
          "คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรมีการจัดทำแผนแม่บทเรื่องคลื่นความถี่แบบจริงๆ จังๆ ซึ่งที่ผ่านมา การจัดการประมูลในแต่ละครั้งเป็นไปในลักษณะเคสบายเคส ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนในอุตสาหกรรม ส่งผลให้นักลงทุนไม่สนใจที่จะเข้าร่วมลงทุน และเมื่อไม่เกิดการลงทุน คลื่นความถี่ก็ไม่สามารถนำไปใช้งานเพื่อให้เกิดประโยชน์ได้ ทั้งนี้ ควรต้องทบทวนว่าทำอย่างไรจึงจะให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมเกิดความแน่นอนและความชัดเจน เพื่อที่จะสามารถก้าวไปสู่ 5จี ได้ ซึ่งหากเร่งดำเนินการตามขั้นตอนที่ได้นำเสนอ เชื่อว่าประเทศไทยจะ 5จี ใช้งานได้ทันตามกรอบเวลาที่ได้ วางไว้" ร.ท.เจษฎากล่าว
          แนะรบ.ใหม่เร่งช่วยเหลืออุตฯ
          ร.ท.เจษฎากล่าวว่า รัฐบาลใหม่ควรช่วยเหลืออุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างเร่งด่วน โดยต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมดูเซ็กซี่ ให้มีคนสนใจที่จะลงทุน ซึ่งในขณะนี้อยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วง ไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะล่าช้ากว่าประเทศอื่นๆ เหมือนในประวัติศาสตร์ของ 3จี และ 4จี ที่ผ่านมา ซึ่งไทยช้ากว่าประเทศลาว และด้วยความพร้อมในวันนี้ต้องยอมรับว่าไทยไม่ได้มีสภาพแวดล้อมใดที่เกื้อหนุนให้เกิดการลงทุนใน 5จี เท่าใด นัก ทำให้แนวโน้มความน่าสนใจในการลงทุนด้านกิจการโทรคมนาคมต่ำลงเรื่อยๆ แบบ นี้ใครจะอยากลงทุน นอกจากโอเปอเรเตอร์ 3 รายเดิม
          กสทช.-จุฬาฯโชว์จัดสัมมนา5G
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม จัดสัมมนา 5G ปลุกไทยที่ 1 อาเซียน ในวันพุธที่ 3 เมษายน 2562 ระหว่างเวลา 08.00-12.35 น. ณ ห้องประชุมอาคารมหิตลาธิเบศรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในช่วงเช้าจะกล่าวต้อนรับและกล่าวรายงาน โดยนายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) จากนั้นจะเปิดงานโดยนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พล.อ. สุกิจ ขมะสุนทร ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รศ.ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย รองอธิการบดี กำกับดูแลด้านการพัฒนางานใหม่และงานนวัตกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นก็จะมีการบรรยายพิเศษจากนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.เรื่อง "วิสัยทัศน์ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม และผู้ผลิตอุปกรณ์ ร่วมปลุกไทยสู่ที่ 1 อาเซียน" และตั้งแต่เวลา 09.30-11.00 น. ผู้บริหารจากภาคเอกชน ซึ่งประกอบด้วย Mr.Chaobin Yang President of 5G Product Line, Huawei Technologies Co.,Ltd., Mr.Angus yu Director, Asia GSMA, นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจ สัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน), นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ รองประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) น.ส.อเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน), นายยอดชาย อัศวธงชัย Chief Operating Officer หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ทริปเปิลที บรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน)
          และในเวลา 11.00-12.30 น.จะมีการเสวนาเรื่อง 5G ปลุกไทย ที่ 1 อาเซียน ในมุมมองภาคการใช้งานบริการเกี่ยวเนื่อง โดย 1.ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ (สุวรรณเวลา) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านโรคหลอดเลือดสมองแบบครบวงจร  และหัวหน้าศูนย์ประสาทศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ 2.ศ.ดร.วิบูลย์ แสงวีระพันธุ์ศิริ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าศูนย์ Regional Center of Robotic Technology 3.นายเฉลิม ดวงยี่หวา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโสด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบงาน บริษัท ซีพีเอฟ ไอทีเซ็นเตอร์ จำกัด 4.คุณจุลพงษ์ ลิมปสุธรรม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ดำเนินรายการโดยนายสืบศักดิ์ สืบภักดี กรรมการและรองเลขาธิการ (วิชาการดิจิทัล) สมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และจากนั้นตั้งแต่เวลา 13.30- 16.00 น. จะมีการโชว์นิทรรศการ 5G USE CASE จากผู้ประกอบการโทรคมนาคม
          จ้าง3สถาบันตีค่าคืนคลื่นรับ5G
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า กสทช.มีแผนที่จะมีการจัดสรรคลื่นความถี่ต่างๆ ประกอบด้วย 1.คลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่ปัจจุบันใช้ในกิจการทีวีดิจิทัล โดยมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อเตรียมการดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่ พร้อมทั้งมีมาตรการเยียวยาให้กับกิจการทีวีดิจิทัล 2.คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ โดยที่ประชุม กสทช.มีมติเรียกคืนคลื่นความถี่รวม 190 เมกะเฮิรตซ์ จากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จำนวน 154 เมกะเฮิรตซ์ กรมการทหารสื่อสาร กองทัพบก และกรมการสื่อสารทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 12 เมกะเฮิรตซ์ ที่เหลือเป็นคลื่นความถี่ที่ไม่มีการใช้งาน ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช.ได้ส่งหนังสือแจ้งมติที่ประชุม กสทช. ไปยังบริษัท อสมท จำกัด แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการพิจารณาของหน่วยงานดังกล่าวว่า จะมีข้อโต้แย้งหรือมีคำตอบอย่างไร ทั้งนี้ เมื่อได้รับคำตอบจะนำเข้าสู่ที่ประชุม กสทช.ต่อไป
          นายฐากรกล่าวว่า 3.คลื่นความถี่ย่าน 26 และ 28 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ย่านสูง ที่ว่างจากการใช้งาน โดยขณะนี้มีอยู่จำนวนทั้งสิ้น 300 กิกะเฮิรตซ์ และ 4.คลื่นความถี่ย่าน 3500 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งปัจจุบัน บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ถือครองอยู่จำนวน 200 เมกะเฮิรตซ์ โดยจะมีการเรียกคืนคลื่นความถี่ จำนวน 100 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากประเมินว่าคลื่นความถี่จำนวน 100 เมกะเฮิรตซ์ เพียงพอต่อการรองรับการใช้งานของไทยคม
          "กสทช.ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) วงเงินสถาบันละ 2,500,000 บาท เพื่อประเมินมูลค่าการเรียกคืนคลื่นความถี่ และการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ การประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ในการนำมาใช้ในกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นจะดำเนินการหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจ้างที่ปรึกษาจากเงินรายได้ที่ได้รับจากการประมูล" นายฐากรกล่าว
          ถ้าทุกอย่างราบรื่นประมูลตค.ปีนี้
          นายฐากรกล่าวว่า กสทช.จะกำหนดหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่หลายย่านพร้อมกัน (มัลติแบนด์) เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และสามารถนำคลื่นความถี่ดังกล่าวไปใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์ใดเข้ามากระทบ คาดว่าการประมูลคลื่นความถี่ครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นอย่างเร็วในเดือนตุลาคม 2562 และช้าสุดในเดือนมกราคม 2563 โดยคลื่นความถี่ที่จะนำออกประมูล ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ คู่กับคลื่นความถี่ย่าน 26 และ 28 กิกะเฮิรตซ์ ทั้งนี้ ถือว่ายังเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้
          "กสทช.จะปรับปรุงหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ที่จะใช้งานคลื่นความถี่ 5G ใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 5G โดยแบ่งวิธีการอนุญาตเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ ใบอนุญาตที่ใช้งานครอบคลุมการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ (เนชั่นไวด์) และใบอนุญาตแบบที่ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด (สเปซิฟิก แอเรีย) เช่น ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการประกอบธุรกิจในยุค 5G ทั้งนี้ สำหรับใบอนุญาตแบบสเปซิฟิก แอเรีย จะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวันที่ 17 เมษายน 2562 และคาดว่าภายในเดือนตุลาคม 2562 จะมีความชัดเจน" นายฐากรกล่าว และว่า นอกจากนี้ จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ เพื่อให้เกิดการใช้งานโครงสร้างพื้นฐาน หรือการใช้เสาส่งสัญญาณร่วมกันระหว่างโอเปอเรเตอร์เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ จากในอดีตจนถึงปัจจุบัน การใช้งานด้านโครงสร้างพื้นฐานร่วมกันของโอเปอเรเตอร์มีน้อยมาก โดยอยู่ที่ประมาณ 30%
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 4 เม.ย. 2562 (กรอบบ่าย)--