TOTเร่งงานเน็ตชายขอบที่เหลือ วอนปรับสัญญาหลังพบข้อจำกัด

ทีโอที” เร่งงานโครงการเน็ตชายขอบที่เหลือ วอนปรับสัญญา หลังพบข้อจำกัดตามเนื้องานแต่ละสัญญา ทำให้ส่งมอบได้เพียงฟรีไวไฟ 1,704 หมู่บ้าน และติดตั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ 567 หมู่บ้าน
          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการบริหารและดำเนินโครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่และบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ชายขอบของหมู่บ้านในพื้นที่ชายขอบ (Zone C+) หรือโครงการ USO Net สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามสัญญาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และประสงค์ที่จะดำเนินการตามสัญญาต่อไปเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อโครงการฯ และประเทศ
          โดยปัจจุบันบริษัทได้ดำเนินการส่งมอบแล้ว ประกอบด้วย บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงสาธารณะ (ฟรีไวไฟ) จำนวน 1,704 หมู่บ้าน และติดตั้งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 567 หมู่บ้าน หลังจากบริษัทชนะการประมูลประกวดราคา 3 สัญญา วงเงินรวม 6,486,39 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ได้แก่ 1. โครงการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband InternetService) ภาคเหนือ มูลค่า 2,103.80 ล้านบาท 2. โครงการจัดให้มีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband Internet Service) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มูลค่า 2,492.59 ล้านบาท และ 3. โครงการจัดให้มีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Service) มูลค่า 1,899.99 ล้านบาท
          ขณะที่ในส่วนที่เหลือเมื่อบริษัททำการสำรวจและเข้าดำเนินการแล้ว พบว่ามีข้อจำกัดในการดำเนินโครงการฯ ทำให้ยังไม่สามารถส่งมอบได้ อย่างไรก็ตามบริษัทต้องบริหารจัดการภายใต้ข้อจำกัดที่หลากหลายจึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการประสานงานและติดตามความชัดเจนจากหลายภาคส่วน รวมทั้งต้องระมัดระวังให้การดำเนินโครงการฯ ถูกต้องตามระเบียบและสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ
          สำหรับข้อจำกัดสำคัญ อาทิ ข้อจำกัดของพื้นที่บริการ (จุดติดตั้งที่อยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติ) ข้อจำกัดสภาพพื้นที่/ข้อมูลบริการในพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป (ไม่มีพื้นที่เหมาะสมต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบรายการการย้ายสถานที่ติดตั้งบริการหรือเปลี่ยนประเภทบริการ) ข้อจำกัดสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ความไม่สงบในพื้นที่บริการและอื่น ๆ
          ทั้งนี้ บริษัทได้นำเสนอข้อจำกัดและแนวทางการบริหารข้อจำกัดการดำเนินโครงการฯ เพื่อขอรับความเห็นชอบและนำเสนอเข้าสู่กระบวนการปรับสัญญาให้อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการต่อไปได้ แต่เมื่อไม่มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบและไม่มีการเสนอเข้าสู่กระบวนการภายในเวลาที่สอดคล้องกับเงื่อนเวลาที่กำหนด จึงทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคที่สำคัญในการดำเนินการโครงการฯ
          ดังนั้นหากได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบที่ชัดเจนและมีการเสนอเข้าสู่กระบวนการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้วบริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปจนสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ โดยในปัจจุบันบริษัทยังรอความเห็นชอบที่ชัดเจนและการนำเสนอเข้าสู่กระบวนการแก้สัญญาเพื่อขจัดข้อจำกัดดังกล่าวให้อยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการได้
          ส่วนโครงการเน็ตประชารัฐ ซึ่งดูแลรับผิดชอบโดยบริษัทนั้น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เข้าประกวดเพื่อชิงรางวัล WSIS Project Prize 2019 ซึ่งจัดขึ้นโดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) ได้รับการโหวตติด 1 ใน 5 โครงการพื้นฐานของสารสนเทศและการสื่อสารที่ดีที่สุดของโลก โดยบริษัทมีความยินดีเป็นอย่างมาก เนื่องจากโครงการเข้าถึงผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่จนถึงปัจจุบันกว่า 1 ล้านคน และมีเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มถึง 10 ล้านคนภายในปีหน้า
          นอกจากนี้ บริษัทยังมีโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอีก ได้แก่ โครงการทดสอบ 5G (5G Testbed) ในพื้นที่ระเบียงพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งบริษัทยังเป็นผู้ลงทุนในการพัฒนาเครือข่าย โดยได้นำระบบ Infrastructure Sharing มาทดสอบใช้, โครงการ Big Rock, โครงการ USO และโครงการติดตั้งระบบโทรคมนาคมงานสำคัญของหน่วยงานภาครัฐ