กกพ.ทุ่ม4.5พันล.ตรึงค่าไฟตั้งศูนย์ทดสอบ"5G"ที่จุฬาฯ

เอกชนวิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นหลังเลือกตั้ง ชี้ต่างชาติจับตาได้รัฐบาลมีเสถียรภาพ
          ส.อ.ท.เชียร์ลดภาษีปิกอัพบี20
          เมื่อวันที่ 7 มีนาคม นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การที่รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตให้รถกระบะที่เปลี่ยนมาใช้น้ำมันตามมาตรฐานยูโร 5 โดยทางภาครัฐได้ให้เวลาในการปรับตัว 2 ปี ส่วนภาคเอกชนจะพัฒนาได้หรือไม่ได้คงต้องติดตามกันต่อไป แต่หากมีการพัฒนาจะทำให้การผลิตมีต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะต้องหันมาใช้ชิ้นส่วนที่มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้องมีการปรับขึ้นราคาขายรถยนต์เพื่อให้เกิดความคุ้มทุน คาดว่าผู้ซื้อน่าจะเข้าใจ เพราะว่าการเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมาตรฐานดีขึ้นจะทำให้อากาศในประเทศดีขึ้น
          นายสุรพงษ์กล่าวว่า ในส่วนของการสนับสนุนให้ใช้รถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (อีวี) ของภาครัฐที่ได้จัดทำมาตรการลดภาษีจาก 2% เหลือเพียง 0% เป็นเวลา 3 ปี หากมองเรื่องความคุ้มทุน ถ้าสามารถนำรถยนต์ขนาดเล็กมาทำเป็นรถอีวีได้ อาจทำให้มีราคาขายถูกลงได้ ซึ่งแต่ละรุ่นราคาขายจะแตกต่างกันไป แต่เนื่องจากปัจจุบันรถอีวียังมีราคาสูงมาก และในไทยมีสถานีชาร์จแบตเตอรี่ไฟเพียงไม่กี่แห่ง ประชาชนจึงมองว่ายังไม่สะดวกต่อการใช้งาน ซึ่งการลดภาษีประชาชนจะได้รับประโยชน์ คือเรื่องราคารถยนต์ถูกลง เช่น รถราคา 2 ล้านบาท ได้สิทธิลดภาษี 2% จะทำให้ประชาชนประหยัด 40,000 บาท เป็นต้น
          แนะเอื้อลดต้นทุน-รณรงค์ใช้เพิ่ม
          "มาตรการนี้ถือเป็นตัวกระตุ้นสำหรับประชาชนที่พอมีทุนทรัพย์และผู้ที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ เท่านั้น เนื่องจากประชาชนทั่วไปยังไม่หันมานิยมใช้รถอีวีมากนัก ดังนั้น รัฐต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนก่อน เริ่มเพิ่มสถานีชาร์จแบตเตอรี่ตามจุดสำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัดเป็นเมืองหลักต่างๆ อาทิ นครราชสีมา และเชียงใหม่ เป็นต้น รวมไปถึงการพัฒนาแบตเตอรี่ให้มีราคาถูกลง เพราะปัจจุบันมีราคาสูงถึง 40-50% ของราคารถยนต์ ซึ่งไทยยังมีเวลาในการพัฒนาเข้าสู่การใช้รถอีวี อีก 2 ปี ระหว่างนี้จึงถือเป็นโอกาสสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนและเอกชนผู้ผลิต" นายสุรพงษ์กล่าว
          นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกรณีการลดภาษีสรรพสามิตให้กับรถกระบะที่ปรับใช้น้ำมันบี20 มาตรฐานยูโร 5 คันละ 20,000 บาทนั้น ส่วนตัวมองว่าเรื่องของคุ้มหรือไม่คุ้มต้นทุน ภาคอุตสาหกรรมไม่ได้มองเรื่องนี้ เพราะหากมีการปรับเปลี่ยนใช้ระบบใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น จะส่งเสริมทำให้ภาพลักษณ์ของภาคอุตสาหกรรมในสายตาของผู้บริโภคดีขึ้น ส่วนต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้นจนส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการหรือไม่ เป็นเรื่องของการบริหารงานของแต่ละองค์กร หากบริหารงานได้ดีก็ไม่มีผลกระทบอะไร
          "จะปรับเปลี่ยนหรือส่งเสริมให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์เครื่องยนต์ธรรมดา ไม่ใช่เรื่องยาก หากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมอย่างจริงจังออกมาช่วยกระตุ้นประชาชน ก็สามารถทำได้โดยอาจจะเริ่มต้นให้ดำเนินการในรถยนต์สาธารณะก่อน ส่วนรถยนต์ส่วนบุคคลผู้บริโภคจะปรับเปลี่ยนมาใช้ได้ไม่ยากหากปัจจัยด้านราคามีความเหมาะสม" นายสุพันธุ์กล่าว
          กกพ.ตรึงค่าไฟต่อ4เดือน
          น.ส.นฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยมติคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับเรียกเก็บงวดเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2562 อยู่ที่ลบ 11.60 สตางค์/หน่วย และไม่ปรับขึ้นจากงวดก่อน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ประชาชนต้องจ่ายยังอัตราเท่าเดิมที่ 3.6396 บาท/หน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยทาง กกพ.ได้ใช้เงิน 4,576 ล้านบาทเพื่อลดผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและอัตราน้ำมันที่มีความผันผวน ให้ส่งผล กระทบกับประชาชนน้อยที่สุด
          "จำนวนเงินที่นำมาอุดหนุนดังกล่าวมาจากการเรียกเก็บจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมีการเรียกเก็บค่าปรับจากเอกชนที่ไม่ดำเนินการตามแผนมาอุดหนุนช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ถ้าหากไม่มีการคงค่าเอฟที ภายใต้สมมุติฐานประมาณการ จะส่งผลให้ค่าเอฟที ที่เรียกเก็บในงวดดังกล่าวอยู่ที่ลบ 4.20 สตางค์/หน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ที่ 3.7136 บาท/หน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วนในงวดต่อไปในเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2562 ต้องติดตามสถานการณ์เรื่องค่าเงินบาท ค่าเชื้อเพลิง แผนการลงทุน และแผนการเงินของ 3 การ ไฟฟ้าฯต่อไป" น.ส.นฤภัทรกล่าว
          น.ส.นฤภัทรกล่าวว่า สำหรับความต้องการใช้พลังงานเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2562 เท่ากับ 67,090 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 4,615 ล้านหน่วย คิดเป็น 7.39% ด้านแนวโน้มราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 272.71 บาท/ล้านบีทียู ลดลงจากงวดก่อนหน้า 10.95 บาท/ล้านบีทียู ส่วนราคาลิกไนต์ กฟผ.อยู่ที่ 693 บาท/ตัน ไม่เปลี่ยนแปลง ราคาถ่านหินนำเข้าเฉลี่ยของโรงไฟฟ้าเอกชนอยู่ที่ 2,643.13 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจาก 2,594.01 บาท/ตัน เท่ากับ 49.12 บาท/ตัน ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 25.79 บาท/ลิตร เพิ่มจากงวดก่อน 0.96 บาท/ลิตร ราคาน้ำมันเตาอยู่ที่ 18.85 บาท/ลิตร เพิ่มขึ้นจากงวดก่อน 3.09 บาท/ลิตร และราคาน้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 9.54 บาท/กก. ไม่เปลี่ยนแปลง
          ขยายข้อเสนอรับซื้อไฟท้องถิ่น
          น.ส.นฤภัทรกล่าวว่า ส่วนโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ Feed-in Tariff (เอฟไอที) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรับซื้อไฟฟ้าประมาณ 78 เมกะวัตต์ ซึ่งมีบัญชีความพร้อมของโครงการจากกระทรวงมหาดไทย 12 โครงการ 8 พื้นที่นั้น กกพ.ได้ขยายเวลารับข้อเสนอจาก 1 ธันวาคม 2560-30 กันยายน 2561 เป็นธันวาคม 2560-31 มีนาคม 2562 ได้ประกาศรายชื่อผู้ผ่านคัดเลือกแล้ว 3 รายเร็วๆ นี้จะมีเพิ่มอีก 1 ราย โดยยืนยันว่าจะไม่มีการขยายการเปิดให้ยื่นคำร้องอีกหากไม่มายื่น ก็จะตัดสิทธิทันที
          น.ส.นฤภัทรกล่าวว่า กกพ.ยังเตรียมเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (เอสพีพี) ที่ใช้เชื้อเพลิงจากขยะชุมชน ช่วง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ เบื้องต้นมีราคารับซื้ออยู่ที่ 3.66 บาท/หน่วย เป็นเวลา 20-25 ปี เพื่อให้ครบ เป้าหมายการผลิตไฟฟ้าขยะชุมชนที่กำหนดไว้ในแผนดีดีพีเดิม 500 เมกะวัตต์ ส่วนตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ใหม่ เป้าหมายจะมีการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนอีก 400 เมกะวัตต์นั้น คาดว่าจะเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (วีเอสพีพี) โดยรายละเอียดพื้นที่ต้องรอหลักเกณฑ์กระทรวงมหาดไทย
          น.ส.นฤภัทรกล่าวว่า ในส่วนของกองทุนพัฒนาไฟฟ้าปี 2562 หากเป็นในกลุ่มของวงเล็บที่ 3 จะมีการแจ้งกรอบวงเงินให้กับพื้นที่ไป งบประมาณจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งจะมีกองทุนประจำอยู่ 60 จุดทั่วประเทศ หรือแยกเป็นกลุ่มที่ 1 มี 60 กองทุน และกลุ่มที่ 2 มีประมาณ 13 กองทุน ซึ่งทาง กกพ.จะแจ้งกรอบการดำเนินงานไปยังกองทุนเพื่อให้ผู้ที่สนใจเสนอแผนของปี 2563 และนำไปสู่กระบวนการกลั่นกรองต่างๆ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 วงเล็บ คือ การดูแลในส่วนของสิ่งแวดล้อม หรือ 97(4) และการสร้างความรู้ความตระหนักในเรื่องของการใช้พลังงาน หรือ 97(5) ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และจะมีการพิจารณาต่อไปในช่วง 1-2 เดือนนี้
          สำนักงบฯคุมใช้เงินแผนพัฒนาจว.
          นางญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการบูรณาการนโยบายพัฒนาภาค (ก.บ.ภ.) และคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.น.จ.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาภาค 2560-65 ของ 6 ภูมิภาค ตามโครงการต่างๆ วงเงินเกือบ 1 แสนล้านบาทนั้นว่า เรื่องงบประมาณกลุ่มจังหวัดปี 2563 นั้นหน่วยงานที่ดูแลการจัดสรรงบ คือ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง ดูการเบิกจ่ายตามที่สำนักงบประมาณจัดสรรไว้ โดยการเบิกจ่ายดูรายละเอียดการใช้เงินตามโครงการที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงบประมาณ ซึ่งในการเบิกจ่ายงบกลุ่มจังหวัดคงเหมือนหน่วยราชการอื่น คือเบิกจ่ายระบบบริหารเงินการคลังภาครัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งพิเศษจากทางรัฐบาลในเรื่องเบิกจ่ายงบกลุ่มจังหวัด
          เอกชนพอใจแจกงบช่วย6ภาค
          นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า เม็ดเงินลงทุนที่ลงมาในกลุ่มจัดหวัดและรายจังหวัด ถือเป็นการกระจายงบประมาณมายังภูมิภาคและจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภูมิภาคได้ ทำให้คนในภูมิภาคมีงานทำ ช่วยกระจายรายได้ สู่ภูมิภาค เพราะขณะนี้ภาคเกษตรในภูมิภาคมีปัญหาราคาสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ค่าเงินบาทที่แนวโน้มแข็งค่าทำให้การส่งออกสินค้าเกษตรไทยแข่งขันยาก เพราะราคาสูง ทั้งนี้ในแต่ละจังหวัดมีสภาอุตสาหกรรมจังหวัดที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานในจังหวัดนั้นๆ ทั้งรัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนในพื้นที่ ทั้งนี้ อยากให้มีการยกระดับสินค้าเกษตรจากการขายสินค้าเกษตร พื้นฐานเป็นเกษตรแปรรูป ที่จะมีมูลค่าเพิ่มและสามารถขยายตลาดเพิ่มขึ้นได้
          นายวิโรจน์ จิรัฐิติกาลโชติ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า เห็นด้วยและชมเชยรัฐบาลที่มีการกระจาย งบประมาณลงในจังหวัดภูมิภาค เพราะที่ผ่านมางบประมาณส่วนใหญ่และการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานลงไปในกรุงเทพฯและปริมณฑล และภาคตะวันออก หรือจังหวัดหลักที่เป็นจังหวัดใหญ่ของประเทศเท่านั้น มองว่าคนในภูมิภาคจะได้รับประโยชน์มากขึ้น มีการ กระจายรายได้ที่ดีขึ้น
          "ส่วนการพัฒนาภาคเหนือไปสู่เขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ การพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมระดับโลกนั้น จังหวัดในภาคเหนือแต่ละจังหวัดมีความโดดเด่น มีศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานอยู่แล้ว ที่ผ่านมาจากนโยบายท่องเที่ยวเมืองรองจังหวัดในภาคเหนือต่างๆ เช่น ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา เป็นต้น มีจำนวน นักท่องเที่ยวมากขึ้น และยังต้องพัฒนาเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามากขึ้น ซึ่งการ ท่องเที่ยวที่เป็นภาคบริการจะช่วยกระจายรายได้ ได้มากขึ้น กว่าการเพิ่มภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว เพราะมีความต้องการแรงงานในภาค ท่องเที่ยวจำนวนมาก" นายวิโรจน์กล่าว
          นายประพันธ์ เตชะสกลกิจกูร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หอการค้าไทย กล่าวว่า งบประมาณรายจังหวัดและงบกลุ่มจังหวัดที่มีการเบิกจ่ายลงมา คาดว่าจะมีส่วนที่คาบเกี่ยวกันบ้าง มองว่าจะมาช่วยหนุนกันและกัน โดยในส่วนของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือต้องเน้นทั้งภาคเกษตรที่เป็นพื้นฐานดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวจะมีการสนับสนุนการท่องเที่ยว ริมโขง 7 จังหวัด และจะเชื่อมโยงกับจังหวัดอื่นที่ไม่ติดริมโขงด้วยถือเป็นวิถีชีวิตของคนในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ
          "อยากให้มีการเชื่อมโยงไปยังเพื่อนบ้านเช่นลาวด้วย เพื่อเอื้อประโยชน์การท่องเที่ยวระหว่างกัน อยากให้สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมจริง ไม่ได้เป็นนโยบายมาจากส่วนกลาง โดยในภาคหอการค้ามีหอการค้าจังหวัดในแต่ละจังหวัดและมีกลุ่มจังหวัดที่ทำงานร่วมกัน รวมทั้งทำงานร่วมกับหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ เพื่อให้งบประมาณลงไปตรงกับความต้องการของคนในท้องถิ่นและกระจายรายได้ ยกระดับ รายได้ให้กับท้องถิ่นได้จริง" นายประพันธ์
          พัฒนาเขตนวัตกรรมอีอีซีรุดหน้า
          นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) ถูกกำหนดให้เป็นแหล่งวิจัยและนวัตกรรม ซึ่งรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้ไปตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และทั่วประเทศ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่บนพื้นที่วังจันทร์ วัลเลย์ 3,455 ไร่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง
          นายพิเชฐกล่าวว่า โครงการอีอีซีไอเริ่มก่อสร้างกลุ่มอาคารในเฟสแรกแล้ว โดยใช้งบประมาณ 1,100 ล้านบาท เป็นการก่อสร้างอาคารหลัก ที่ใช้เป็นสำนักงานใหญ่อีอีซีไอ เช่น โรงงานต้นแบบ และโรงเรือนอัจฉริยะของเมืองนวัตกรรมชีวภาพ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน รองรับเมืองนวัตกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งเมืองนวัตกรรมด้านการบินและอวกาศ คาดว่าจะแล้วเสร็จต้นปี 2564 นอกจากนี้ ยังใช้งบประมาณ 3,400 ล้านบาทต่อเนื่องในปี 2563-2565 ในการก่อสร้างโรงงานต้นแบบไบโอรีไฟเนอรี เพื่อสนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตทางการเกษตรและทรัพยากรชีวภาพของไทยต่อไป
          "คาดว่าใน 3-5 ปีข้างหน้า พื้นที่แห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งรวมนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สถาบันการศึกษา, ศูนย์วิจัย, ห้องทดลอง, โรงงานต้นแบบ, โรงงานสาธิต และศูนย์วิเคราะห์ทดสอบชั้นนำ" นายพิเชฐกล่าว และว่า สำหรับเอกชนที่เข้ามาร่วมดำเนินการวิจัยและสร้างนวัตกรรม มีสิทธิประโยชน์ด้านโครงสร้างพื้นฐาน และ สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ที่พักอาศัย โรงพยาบาล โรงแรม และคอมมูนิตี้ มาร์เก็ต รวมถึงมีการผ่อนปรนกฎหมาย เพื่อเอื้อต่อการทดสอบนวัตกรรม รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนให้การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ
          มอบ'แคท'คุมกัฟเวิร์นเมนต์คลาวด์
          นายพิเชฐกล่าวว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) มีมติเห็นชอบในโครงการจัดหาระบบคลาวด์กลางภาครัฐ เพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) ศูนย์ข้อมูล (ดาต้า เซ็นเตอร์) และคลาวด์คอมพิวติ้ง พร้อมกันนี้ยังมีมติเห็นชอบในแนวทางและงบประมาณในการจัดหาและให้ดำเนินการจัดหาคลาวด์กลางภาครัฐ โดยทำสัญญา 3 ปี ซึ่งกระทรวงดีอีมอบหมายให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เป็นผู้ดำเนินการจัดทำระบบคลาวด์กลาง และเสนอให้มีการจัดสรรงบประมาณปี 2563-65 เพื่อดำเนินการ คาดว่าจะทำให้รัฐบาลประหยัดค่าเช่าคลาวด์ของประเทศไปได้กว่า 5,000 ล้านบาท
          นายพิเชฐกล่าวว่า แนวทางในการจัดทำระบบคลาวด์กลางภาครัฐ จะออกแบบให้เป็นระบบที่สามารถให้บริการได้กับหลายระบบงานที่มีความต้องการใช้งานที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ คาดว่า ภายใน 3 ปี จะสามารถสร้างวิศวกรที่ทำงานเกี่ยวกับคลาวด์ของประเทศได้กว่า 2,500 คน
          คาดกทปส.ตั้งศูนย์ทดสอบ5G
          นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า คาดว่าวันที่ 21 มีนาคมนี้ บอร์ดกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) จะพิจารณากรณีที่ประชุม กสทช. เห็นชอบกรอบวงเงิน 68 ล้านบาท จากกองทุน กทปส. สำหรับโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบ 5G และติดตั้งโครงข่าย 5G หรือศูนย์ 5G เอไอ/ไอโอที อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นศูนย์ทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) บนคลื่นความถี่ย่าน 26-28 กิกะเฮิรตซ์ และ 3.5 กิกะเฮิรตซ์
          นายสุทธิศักดิ์กล่าวว่า คลื่นความถี่ย่าน ดังกล่าว เป็นคลื่นความถี่ที่ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสนอให้ กสทช.จัดสรรให้สำหรับโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบการใช้งาน 5G (5G Testbed) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) คาดว่าจะสามารถปล่อยสัญญาณคลื่นความถี่ให้กับทั้ง 2 ศูนย์ทดสอบได้พร้อมกัน
          "เชื่อว่ากองทุน กทปส. จะเห็นชอบกรอบวงเงิน 68 ล้านบาท สอดคล้องกับที่ประชุม กสทช.ที่ได้เห็นชอบก่อนหน้านี้ วงเงินนี้จะนำมาใช้สำหรับทดสอบ 5G และติดตั้งโครงข่าย 5G เพื่อพัฒนารูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) ภายใต้แนวคิด สมาร์ทซิตี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.สมาร์ทเฮลธ์ 2.สมาร์ท โมบิลิตี้ และ 3.สมาร์ท เอ็นไวรอนเมนท์ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศเป็นอย่างมาก" นายสุทธิศักดิ์กล่าว และว่า ศูนย์ 5G เอไอ/ไอโอที อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ เกิดขึ้นจากลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สำนักงาน กสทช. และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G เป็นเวลา 2 ปี ซึ่งในอนาคตแม้จะมีการจัดการประมูลคลื่นความถี่สำหรับ 5G แต่เชื่อว่า ศูนย์ทดสอบ 5G จะไม่กระทบ และจะสามารถดำเนินการทดสอบต่อไปได้ จนครบกรอบเวลาความร่วมมือ
          กสทช.อุทธรณ์คำสั่ง'วอยซ์จอดำ'
          นายสมบัติ ลีลาพตะ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายกระจายเสียงและโทรทัศน์ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงาน กสทช.อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำรายละเอียดให้ครบถ้วน เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง ที่มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง ตามที่ กสทช. มีมติให้พักใช้ใบอนุญาตวอยซ์ทีวีเป็นเวลา 15 วัน ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้มีคำพิพากษา ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 29 มีนาคม 2562 พร้อมกันนี้ กรณีดังกล่าวได้มีการนำเข้าสู่ที่ประชุม กสทช. เพื่อรับทราบ เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา
          ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพฟื้นตลาดหุ้น
          นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวในงานสัมมนา INVESTMENT TALK 2019 : Empowering you to a new Investment Paradigm กลยุทธ์การลงทุนปี 2019 และแนวโน้มตลาดหุ้นไทยช่วงเลือกตั้ง จัดโดยธนาคารไทยพาณิชย์ว่า คาดช่วงสิ้นเดือนมีนาคม 2562 จะมีเงินไหลเข้าในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 30,000-40,000 ล้านบาท หลังจากช่วงที่ผ่านมากลุ่มนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะต่างชาติชะลอการลงทุนจากความกังวลด้านสงครามการค้า ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสไม่ปรับขึ้นในปีนี้ การเจรจาเบร็กซิทน่าจะมีทิศทางที่ดี การปรับอันดับของดัชนีเอ็มเอสซีไอที่เพิ่ม น้ำหนักการลงทุนในตลาดจีน ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดเกิดใหม่
          นายสุกิจกล่าวว่า ดัชนีตลาดหุ้นช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2562 ดัชนีตลาดหุ้นจะขึ้นไปแตะระดับ 1,700-1,800 จุด จากการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐมีความชัดเจน การเลือกตั้งของไทยแล้วจนได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ จากปัจจุบันดัชนีอยู่ที่ 1,630 จุด ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นระยะสั้นอาจแกว่งตัวมากขึ้น คาดแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 1,550-1,600 จุด และคาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 1,700-1,800 จุด ด้านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนและกำไรของบริษัทจดทะเบียนปีนี้คาดโต 7% ซึ่งจะทบทวนอีกครั้งหลังจากไตรมาสแรก
          คาดเงินไหลเข้าหลายหมื่นล.
          "ต่างชาติขายหุ้นไทยหลักแสนล้านบาท เชื่อว่าโอกาสที่เงินจะเข้าหลักหมื่นล้านเป็นไปได้แน่นอน ซึ่งการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ดัชนีตลาดหุ้นปรับขึ้นเพราะความต่อเนื่องของนโยบายและไม่ได้ปรับขึ้นเพราะใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล หากนโยบายไม่ต่อเนื่อง มีความไม่ชัดเจน ตลาดหุ้นอาจลงได้ เรื่องที่นักลงทุนติดตามคือเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง เพราะรัฐบาลที่จัดตั้งรัฐธรรมนูญเขียนให้เป็นรัฐบาลผสม กรณีการเมืองในสภาถือเป็นเรื่องปกติ แต่นักลงทุนจะกลัวเมื่อมีการเมืองนอกสภาเกิดขึ้น ขณะนี้ มองว่ายังไม่เห็นสัญญาณความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น ด้านค่าเงินบาทบาทขณะนี้เริ่มอ่อนค่า เพราะปีนี้การดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลชะลอจากปีที่ผ่านมา ซึ่งยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป แรงกดดันต่อค่าเงินบาทอาจจะลดลง" นายสุกิจกล่าว
          นายสุกิจกล่าวว่า การลงทุนในตลาดหุ้น ควรเน้นปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจระยะยาว เพราะปัจจัยการเมืองเป็นปัจจัยฤดูกาลที่จะกระทบระยะสั้นเท่านั้น หากพิจารณาพื้นฐานเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวได้ 3.8% ถือว่าหนุนต่อดัชนีตลาดหุ้น โดยปีนี้การบริโภคคาดขยายตัวต่อเนื่อง การท่องเที่ยวยังดี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ แต่ยังต้องติดตามผลกระทบภาคการส่งออกและภาคอสังหาริมทรัพย์หลังจากมาตรการดูแล สินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่ของธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.) บังคับใช้เดือนเมษายนนี้
          โอกาสดัชนีทะลุ2,000จุด
          นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า เชื่อว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยจะถึง 2,000 จุด ภายใน 12 เดือน เพราะปัจจุบันต่างชาติลงทุนในตลาดหุ้นไทยน้อย หวังว่าเลือกตั้งผ่านไปโดยดีจะมีเงินทุนไหลกลับเข้ามาในประเทศ หากพิจารณาช่วงการแข็งค่าบาทที่ผ่านมา ยังแข็งค่าและมีแนวโน้มแข็งค่าอยู่สะท้อนความมั่นใจในเศรษฐกิจของไทย
          นายพจน์ หะริณสุสต กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด กล่าวว่า ปัจจัยหนุนเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้น การขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย เพราะเป็นน้ำหนักส่วนใหญ่ในตลาด หลังการเลือกตั้งผ่านไปมีการจัดตั้งรัฐบาลที่แข็งแกร่ง ประเมินตลาดหุ้นไทยไปต่อถึง 1720-1,750 จุด
          หุ้นเด้ง-บาทแข็งรับข่าวยุบพรรค
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยเปิดตลาดที่ 1,625.51 จุด ระหว่างวันตลาดแกว่งตัวออกข้าง (side way) และหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ดัชนีปรับขึ้นทันที โดยดัชนีสูงสุดอยู่ที่ 1,635.77 จุด และต่ำสุด 1,623.32 จุด และปิดตลาดที่ 1,632.74 จุด เพิ่มขึ้น 7.23 จุด มูลค่าซื้อขาย 34,765.57 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 569.83 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ขายสุทธิ 533.30 ล้านบาท ขณะที่กองทุนในประเทศซื้อสุทธิ 355.08 ล้านบาท และรายย่อยซื้อสุทธิ 748.05 ล้านบาท
          นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทวันที่ 7 มีนาคม เปิดตลาดที่ 31.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเคลื่อนไหวอ่อนค่าสูงสุดที่ 31.97 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติวินิจฉัยยุบพรรค ทษช. ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าทันที 31.76 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาด 31.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะนี้ความไม่ชัดเจนทางการเมืองลดลงหลังจากที่มีการตัดสิน และจะไม่การยืดเยื้อกระทบไปยังพรรคอื่น ทำให้ตลาดมีความมั่นใจต่อสถานการณ์การเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามามากขึ้น โดยประเมินว่าแนวโน้มค่าเงินบาทระยะต่อไปช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน คาดว่าจะอ่อนค่าและเคลื่อนไหวในกรอบ 31.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เพราะแม้การเลือกตั้งจะแล้วเสร็จแต่ยังอยู่ในกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล หากครึ่งปีหลังหากรัฐบาลชัดเจนและประกอบปัจจัยเศรษฐกิจโลกคลี่คลายมากขึ้น เงินทุนจะไหลกลับเข้ามาทั้งหุ้นและพันธบัตร คาดเงินทุนไหลเข้าในหุ้นปีนี้สุทธิ 1 แสนล้านบาท และไหลเข้าพันธบัตรราว 5 หมื่นล้านบาท และประเมินค่าเงินบาทสิ้นปีที่ 31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ