"ดีอี"ศึกษาโมเดลดาวเทียมญี่ปุ่น

วางแผนรับมือก่อนไทยคม หมดสัมปทานปี'64
          กรุงเทพธุรกิจกระทรวงดีอีผนึกหอการค้าไทยศึกษาโมเดลเสรีดาวเทียมจากญี่ปุ่น หลังไทยต้องเปิดกว้างรับแหล่งทุน ต่างชาติทันทีที่สัมปทานไทยคมสิ้นสุดปี 64 ชี้หมดยุคดาวเทียมสื่อสารเข้าสู่ดาวเทียมอินเทอร์เน็ตเต็มตัว รับ "5จี-ไอโอที"
          นางวรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมของกระทรวงดีอีก่อนที่ผู้รับสัญญาสัมปทานในกิจการดาวเทียมคือบมจ.ไทยคม ที่รับสัมปทานมาตลอด 20 ปีจะสิ้นสุดสัมปทานลงในปี 2564 นั้น กระทรวงดีอีได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเพื่อศึกษาแนวทางการประกอบกิจการอวกาศและอุตสาหกรรมดาวเทียม
          โดยเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล กำหนดทิศทางการวางนโยบายการกำกับดูแลในมิติของการเปิดให้กิจการดาวเทียมมีผู้ประกอบการ ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น เพราะตาม พ.ร.บ.พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสทช.) ฉบับใหม่ กำลังอยู่ระหว่างการรอประกาศลงราชกิจจานุเบกษา กระทรวงดีอี จึงต้องเตรียมความพร้อมในทุกอย่าง ให้รอบด้าน
          ดังนั้น การกำกับดูแลจึงต้องทำอย่าง มีประสิทธิภาพ และจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลของต่างประเทศ ทั้งนี้ได้หารือกับ สำนักงานนโยบายอวกาศแห่งชาติ ในประเทศญี่ปุ่น ให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินการ โดยพบว่า ที่ญี่ปุ่นมีการเปิดเสรีให้ผู้ประกอบธุรกิจ ต่างชาติเข้ามาดำเนินการ เช่น เวียดนาม สหรัฐอาหรับเอมิเรต และซาอุดิอาระเบีย ขณะที่มีการแยกหน้าที่การดำเนินงานที่ชัดเจน กระทรวงด้านไอซีทีของญี่ปุ่น จะวางแผนดำเนินงานร่วมกับสำนักงานนายกรัฐมนตรี จากนั้นจะมอบนโยบายให้กระทรวงที่ต้องดำเนินการเกี่ยวข้อง ให้ปฎิบัติงานตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้อีกที "ในไทยเองหลังจากที่กฎหหมายใหม่กำลังจะมีผลบังคับใช้ เราจำเป็นต้องแยกอำนาจหน้าที่ของกระทรวงดีอีและสำนักงาน กสทช.ให้ชัดเจน เพราะตามกฎหมายใหม่ การขอใบอนุญาต การประกอบกิจการต้องเป็น อำนาจของ กสทช. ส่วนกระทรวงจะทำหน้าที่ วางแผนนโยบายการประกอบกิจการ เพื่อรองรับการเปิดเสรีดาวเทียมในไทยด้วย"
          อย่างไรก็ดี ภาพรวมของอุตสาหกรรมดาวเทียมในอนาคต จะพบว่า มีดาวเทียมอินเทอร์เน็ตจำนวนมากเกิดขึ้น เพราะแนวโน้ม ของโลกมุ่งไปสู่การลงทุนในบริการที่เกิดจาก ดาวเทียมแบบวงโคจรไม่ประจำที่ (Non-Geostationary Satellite Orbit : NGSO) เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO) และดาวเทียมวงโคจรระยะปานกลาง (Medium Earth Orbit : MEO) ที่มีขนาดเล็ก และสามารถส่งขึ้นไปบนฟ้าได้ครั้งละหลายพันดวง ดาวเทียมเหล่านี้สามารถให้บริการได้หลากหลาย เช่น การส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5จี อินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) การส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูง การส่งสัญญาณโทรทัศน์ด้วยเทคโนโลยีภาพที่คมชัดมากขึ้น รวมถึงการสำรวจ การนำทาง และการถ่ายภาพที่มีความชัดเจนใน ระดับสูงมาก ดังนั้น ธุรกิจดาวเทียมยังมีแนวโน้มการแข่งขันที่สูง มีผู้ประกอบการมากขึ้น และหลายอุตสาหกรรมต้องหันมาพึ่งพิงดาวเทียมมากขึ้นด้วย
          ในญี่ปุ่นดาวเทียมส่วนใหญ่เป็น วงโคจรต่ำสามารถยิงขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ครั้งละ หลายพันดวง ซึ่งปัจจุบันมีดาวเทียม บนท้องฟ้าทั่วโลกประมาณ 1,000 ดวง จากเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมามีแค่ 200 ดวง แต่ในอนาคตปี 2564 ดาวเทียมวงโคจรต่ำจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เห็นได้ชัดจากการที่ อีลอน มัสก์ เจ้าของสเปซ เอ็กซ์ และเทสล่า ได้ใบอนุญาตดาวเทียมดังกล่าวไปแล้ว 10,000 ดวง ซึ่งเขาจะยิงขึ้นบนท้องฟ้าเมื่อไหร่ ก็ได้ เป็นเหมือนการสร้างดีมานด์ในอุตสาหกรรมด้วย  ทั้งนี้ในไทยเองปัจจุบันมีดาวเทียมของไทยคมที่จะหมดสัมปทานคือ ไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) ไทยคม 5 และไทยคม 6 ซึ่งยังถือว่า มีความต้องการใช้งานอีกมาก เพื่อรองรับการ เข้าสู่ยุค 5จี ไอโอที และเอไอด้วย