"ยูสเคส 5จี"เดินหน้าลุย เป้าหมายสู่"สมาร์ท ซิตี้"

 หมายเหตุ - นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธินผู้อำนวยการสำนักวิชาการและจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม กสทช. ให้สัมภาษณ์ "มติชน" ถึงความคืบหน้าจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          การพัฒนาเข้าสู่ยุค 5G ถือว่าเป็นปรากฏการณ์กำลังเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ในทุกที่ ของโลก และจะสร้างประโยชน์มากมายต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากคุณสมบัติหลัก 3 ประการของเทคโนโลยี 5G ได้แก่ 1.eMBB คือการใช้งานในลักษณะบริการบรอดแบนด์เคลื่อนที่ที่สามารถรับและส่งข้อมูลความเร็วสูงในระดับกิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ตอบสนองความต้องการการส่งและรับข้อมูลที่มากขึ้นเรื่อยๆ
          2.mMTC คือการใช้งานที่เป็นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์จำนวนมากในพื้นที่เดียวกัน อาจมากถึงระดับล้านอุปกรณ์ต่อตารางกิโลเมตร และมีการส่งข้อมูลระหว่างกันในปริมาณน้อยๆ จึงไม่ต้องการความเร็วสูง อุปกรณ์โดยทั่วไปมีราคาถูกและมีอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ที่นานกว่าอุปกรณ์ทั่วไป
          และ 3.uRLLC คือการใช้งานในลักษณะที่ต้องการความสามารถในการส่งข้อมูลที่มีความเสถียรมาก รวมทั้งมีความหน่วงในการส่งข้อมูลต่อในระดับ 1 มิลลิวินาที เหมาะกับการใช้งานระบบที่ต้องการความแม่นยำสูง เช่น การผ่าตัดทางไกล หรือการควบคุมรถยนต์ไร้คนขับ
          จากผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยและพัฒนาเมือง (ไอเอชเอส) ได้คำนวณผลกระทบเชิงปริมาณในปี 2563-2578 สำนักงาน กสทช.คาดการณ์ว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก 5G ในประเทศไทย ปี 2578 อยู่ที่ 2.3 ล้านล้านบาท โดยภาคอุตสาหกรรมการผลิต การค้าและการเงิน รวมถึงภาคโทรคมนาคมจะได้รับมูลค่าเพิ่มสูงสุด และคาดว่าปีแรกๆ จะเป็นช่วงที่อุตสาหกรรมเน้นไปที่การลงทุนโครงข่ายและมูลค่าเพิ่มต่ำ เพราะอัตราการตอบรับและการใช้งานจริงยังต่ำอยู่
          ส่วนปีหลังๆ จะลดการลงทุนเพื่อจ่ายค่าบำรุงรักษาโครงข่าย ขณะที่มูลค่าเพิ่มจะสูงขึ้น คาดว่าเม็ดเงินลงทุนอาจสูงถึง 1.1 แสนล้านบาทในปี 2563 และลดต่ำลงเหลือเพียง 1 หมื่นล้านบาทในปี 2578 ส่วนมูลค่าเพิ่มนั้นมีทิศทางสวนการลงทุน โดยเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2 พันล้านบาท จนถึง 2.3 ล้านล้านบาท
          ขณะที่สำนักงาน กสทช.หลังจากลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G เป็นเวลา 2 ปี ภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ซึ่งในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G อย่างเป็นทางการในชื่อ ศูนย์ 5G เอไอ/ไอโอที อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติการทดสอบ 5G บนคลื่นความถี่ย่าน 26-28 กิกะเฮิรตซ์ และ 3.5 กิกะเฮิรตซ์ ในการเตรียมความพร้อม และรองรับการให้บริการโทรคมนาคม โดยภายในศูนย์มีการติดตั้งและดูแลอุปกรณ์สถานีฐานของโครงข่าย 5G ซึ่งได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (เวนเดอร์) และภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
          ระยะถัดไปจะมีการติดตั้งอุปกรณ์โครงข่ายศูนย์กลางที่ชั้น 9 อาคารวิศวฯ 100 ปี เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งหมด ในอนาคตจะพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางการอบรมให้ความรู้หรือศูนย์สาธิตการดูงานด้าน 5G ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และอินเตอร์เน็ตเพื่อสรรพสิ่ง (อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์: ไอโอที) ในระดับนานาชาติ
          นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า หลังจากการลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับ กสทช.จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย โอเปอเรเตอร์ อาทิ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และเวนเดอร์ เช่น โนเกีย อีริคสัน หัวเว่ย และสถาบันเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและข้อมูลแห่งชาติ (เอ็นไอซีที) ภายใต้กระทรวงกิจการภายในและการสื่อสารของประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น ได้มีการระดมสมอง ระดมความคิด เพื่อค้นหาการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) สามารถขับเคลื่อนไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต เนื่องจากเห็นว่าการคิดเฉพาะในเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง
          การพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) อยู่ภายใต้แนวคิด สมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะ ได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.สมาร์ทเฮลธ์ เช่น 1.การรักษาพยาบาลทางไกล ใน 4 โรค ได้แก่ โรคผิวหนัง โรคตา โรคความดันโลหิต และโรคเบาหวาน ทั้งนี้ จะเริ่มทดสอบการรักษาโรคตาเป็นลำดับแรก และ 2.หุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือด ซึ่งร่วมกับเอไอเอสในการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น เป็นต้น
          2.สมาร์ท โมบิลิตี้ หรือการสัญจรอัจฉริยะ เช่น 2.1.การพัฒนาต้นแบบรถยนต์ขับเคลื่อนได้เองอัตโนมัติ ระบบฮาโม่ ที่จุฬาฯได้ร่วมกับโตโยต้า โดยจะมีการต่อยอดด้วยการค้นหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเมื่อเลิกใช้งานแล้ว สามารถกลับมายังจุดจอดได้ตามเดิม ขณะนี้ร่วมกับทรู ในการค้นหาวิธีการ 2.2.ติดตั้งกล้องไร้สาย ภายในและภายนอกรถโดยสารจุฬาฯ ป๊อปบัส ที่ให้บริการสำหรับนิสิต คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อทำการเก็บข้อมูลผู้ใช้บริการ ความหนาแน่นของการจราจร รวบรวมเป็นข้อมูลบิ๊กดาต้าเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ และ 3.ทดสอบการควบคุมยานพาหนะจากทางไกล เป็นต้น
          3.สมาร์ท เอ็นไวรอนเมนท์ หรือสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ เช่น 3.1.การทดสอบระบบการใช้งานเสาอัจฉริยะ (สมาร์ท โพล) โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คิดค้นวิธีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายติดตั้งสายอากาศสำหรับ 5G บนเสาส่งสัญญาณเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการวางโครงข่าย อีกทั้งโอเปอเรเตอร์, เวนเดอร์ และ กสทช.จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ 3.2.ตรวจสอบสภาวะฝุ่นละอองในอากาศ โดยใช้สัญญาณคลื่นวิทยุ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นจะนำมาวิเคราะห์อุณหภูมิและสภาพอากาศก่อน เนื่องจากอุณหภูมิมีผลต่อการส่งสัญญาณคลื่นความถี่ จึงพัฒนาไปสู่การใช้ตรวจสอบสภาวะฝุ่นละอองในอากาศในระยะต่อไป ทั้งนี้ ได้ร่วมกับแคทในการคิดค้นและพัฒนาแล้ว และ 3.3.การวัดคุณภาพอากาศภายในโรงพยาบาล โดยการติดตั้งเซ็นเซอร์วัดสภาพแวดล้อม ควบคุมการดูแลคุณภาพอากาศภายในโรงพยาบาลได้อย่างไร เป็นต้น
          นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำนโยบายเพื่อทำการทดลองเรื่องการกำกับดูแล เพื่อให้ทราบว่าจากนี้การปูทางไปสู่ 5G ควรจะดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในการประเมินสภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขร่วมกัน รวมถึงมีการจัดอบรมความรู้เรื่องปัญญาประดิษฐ์ อินเตอร์เน็ต ออฟธิงส์ และ 5G สำหรับผู้ที่สนใจ โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งจากภายในและภายนอกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
          ด้านนายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและจัดการทรัพยากรโทรคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ระบุว่า สัปดาห์นี้ ทางจุฬาฯจะเสนอข้อมูลการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) ทั้งหมดมายังสำนักงาน กสทช.
          หลังจากการปฏิบัติและทดสอบจะมีการประเมินผล 3 ส่วน ได้แก่ 1.การติดตั้งเครือข่ายที่ครอบคลุมพื้นที่ ส่งผลให้เกิดยูสเคสที่มีความสอดคล้องกับการใช้งาน กระทั่งสามารถขับเคลื่อนไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต 2.การให้องค์ความรู้กับประชาชนในเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากระบบ 4G ไปสู่ 5G เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลง และ 3.ผลการทดสอบจะเข้าสู่การพิจารณาของ กสทช.และรัฐบาล เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย ทั้งนี้ อาจต้องมีการออกกฎ กติกาใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
          ทั้งหมดนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับ 5G ที่จะเกิดขึ้น

          บรรยายใต้ภาพ 
          สุพจน์ เธียรวุฒิ
          สุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 5 มี.ค. 2562 (กรอบบ่าย)--