INTUCHสั่งปันผล1.17บ.รับADVANCขยายตัวไม่มาก

 ทันหุ้น- INTUCH แจ้งผลงานกำไรแตะ 11,491 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากการรับรู้ กำไรพิเศษขาย CSL ชี้กำไรหลักมาจากเอไอเอส ยอมรับปี 2562 ผลงาน ADVANC ขยายตัวไม่มากเลขเดียวกลางๆ ขณะที่ THCOM อ่อนตัวลงอีก พร้อมประกาศจ่ายปันผลอีก 1.17 บาท
          นายเอนก พนาอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิ 11,491 ล้านบาท เทียบจากปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิ 10,673 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% โดยมีรายได้รวม 20,404 ล้านบาท ลดลง 9% เทียบกับปีก่อน ส่วนใหญ่เนื่องจากการลดลงของส่วนแบ่งผลขาดทุนจากธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจในต่างประเทศที่มีกำไรจากการขายเงินลงทุนใน CSL ปี 2561 และมีการบันทึกขาดทุนจากการด้อยค่า ของสินทรัพย์ ที่ลดลงจากปีก่อน แต่อย่างไรก็ตามหากไม่รวมกำไรจากการขายเงินลงทุนและขาดทุนจากการด้อยค่าดังกล่าว กำไรสุทธิรวมจะใกล้เคียงกับปีก่อน
          โดยบริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินทุนในกลุ่มเอไอเอส ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนขายและต้นทุนการให้บริการ จากค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายในการเป็นพันธมิตรกับทีโอที การเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายจากการขยายโครงข่าย และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมถึงค่าตัดจ่ายใบอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 Mhz หากไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านโครงข่ายในการเป็นพันธมิตรกับ ทีโอที ค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดลดลงจากการเน้นทำแคมเปญโทรศัพท์มือถือในพื้นที่สำคัญการให้ความสำคัญกับประสิทธิผลของเงิน
          ในขณะที่การใช้งานดาต้ายังคงเพิ่มขึ้นเป็น 11 กิกะไบต์ต่อเลขหมายที่ใช้งานดาต้าต่อเดือน ปีที่ผ่านมาเอไอเอสมีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 1.1 ล้านเลขหมาย โดยกว่า 72% เป็นลูกค้าระบบรายเดือน ส่วนรายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีลูกค้าเพิ่มขึ้น 209,300 ราย ปัจจุบันมีจำนวนลูกค้าทั้งหมด 730,500 ราย จากการแข่งขันด้านราคาและการให้ส่วนลดเพื่อรักษาฐานลูกค้า ทำให้ในไตรมาส 4/2561 ARPU อยู่ที่ 574 บาท ลดลงจาก 635 บาท ในไตรมาส 4/2560
          ส่วนกลุ่มไทยคมมีกำไรสุทธิ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ เนื่องจากไตรมาส 1/2561 กลุ่มไทยคมมีการบันทึกกำไรจากการขายงานลงทุน CSL จำนวน 1,950 ล้านบาท โดยบริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากกลุ่มไทยคมจำนวน 59 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีจำนวน 8 ล้านบาท
          มองทิศ 2562
          นายเอนก ระบุอีกว่า สำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2562 นี้ ในส่วนรายได้จากธุรกิจดาวเทียมและต่างประเทศ จากการดำเนินงานของไทยคม คาดว่าจะอ่อนตัวลงจากปี 2561 เนื่องจากการชะลอตัวของธุรกิจให้บริการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม รวมทั้งการชะตัวของอุตสาหกรรมโทรทัศน์
          ส่วนการลงทุนในเอไอเอส ประมาณการว่า รายได้จากค่าบริการจะเพิ่มขึ้นในอัตราตัวเลขเดียวระดับกลาง จากปี 2561 โดยเน้นการสร้างความแข็งแกร่งการเติบโตในธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ และการขยายการเติบในธุรกิจอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ และการขยายฐานลูกค้าด้วยการสร้างการให้บริการด้านดิจิทัลใหม่ๆ
          ส่วนเงินลงทุนอยู่ที่ประมาณ 20,000-25,000 ล้านบาท ไม่ร่วมค่าใบอนุญาต โดยเป็นการขยายคุณภาพ 4G เป็นหลักและอีก 4,000-5,000 ล้านบาท ใช้สำหรับธุรกิจอินเทอร์เน็ตไฟเบอร์ ประมาณการอัตรา EBIDA Margin ใกล้เคียงปี 2561 จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมต้นทุน
          นอกจากนี้บริษัทยังมีวงเงินงบประมาณในการลงทุนในบริษัทร่วมลงทุนเวนเจอร์ แคปปิตอล ปีละ 200 ล้านบาท
          ปันผล 1.17 บาท
          คณะกรรมการยังมีมติจ่ายปันผลเป็นเงินสดงวดดำเนินงานวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ถึงวันที่ 31 ธันวาคมนี้ 2561 จำนวน 1.17 บาท โดยกำหนดจ่ายปันผล 24 เมษายน 2562 โดยบริษัทจะนำเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลต่อไป
          บรรยายใต้ภาพ
          เอนก พนาอภิชน