หัวเว่ยตั้งศูนย์5จีในไทย แห่งแรกของ"อาเซียน"

กสทช.จูงใจลงทุน-ให้กู้ดอกต่ำถกรบ.อุ้ม'เอไอเอส-ทรู'ยืดค่าฟี
          'ฐากร'เล็งปล่อยกู้เอกชนประมูล 5จี ดอกเบี้ยต่ำ หัวเว่ยควัก 160 ล้าน ตั้งศูนย์ทดสอบ 5จี อีอีซีแห่งแรกในภูมิภาค ชงหลักเกณฑ์เงื่อนไข เข้าบอร์ด กสทช.อุ้มทีวีดิจิทัล 12 กุมภาฯ
          ไทย-อียูตั้งกก.ต้านประมงผิดกม.
          เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ตึกนารีสโมสร พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าเนื่องด้วยเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 สหภาพยุโรป (อียู) ประกาศปลดใบเหลืองการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ของประเทศไทย ทำให้ไทยสามารถค้าขายกับ อียูได้ แต่ปัญหาสำคัญคือการสร้างมาตรฐานในการดูแลบริหารจัดการเรื่องการประมงให้เป็นมาตรฐาน และเป็นตัวอย่างที่ดีแก่หลายประเทศ โดยเฉพาะในปีนี้ที่ไทยเป็นประธานอาเซียน ด้วยเหตุนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี จึงหารือกับทางอียูและจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับคณะกรรมาธิการยุโรปต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย โดยคณะกรรมการฝ่ายไทย จะมี กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลัก ให้อธิบดีกรมประมงเป็นประธานคณะทำงาน นอกจากนี้ จะมีผู้แทนจากกรมเจ้าท่า ผู้แทนจากกองทัพเรือ ผู้แทนจากศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กรมศุลกากร กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด กรมยุโรป กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
          พล.ท.วีรชนกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยเรื่องเรือประมง ซึ่งยังต้องได้รับการดูแล โดยสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมว่าควรดำเนินการอย่างไรเพื่อดูแลเรือประมงที่ยังจอดและเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เพราะไม่ใช่ทางการจะให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับต่างประเทศเพียงอย่างเดียว
          ยก'ปลากัด'สัตว์น้ำประจำชาติ
          นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้มีมติให้ปลากัดไทยเป็นปลาประจำชาติ ตามที่กรมประมงนำเสนอ โดยสืบเนื่องมาจากที่ประชุมคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2562 ซึ่งมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติให้ปลากัดไทยเป็นปลาประจำชาติ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้มีการผลักดันเรื่องดังกล่าวมาตลอด 1 ปี จึงถือว่าความพยายามในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสาระสำคัญของการนำเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1.ด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ 2.ด้านความเป็นเจ้าของ และความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ 3.ด้านประโยชน์ใช้สอย นอกจากนี้ ปลากัดยังถือเป็นการค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ข้อมูลส่งออกปลากัดไทยกว่า 95 ประเทศ ปริมาณการส่งออกระหว่างปี 2556-2560 ประมาณ 20.85 ล้านตัว/ปี มูลค่าไม่ต่ำกว่า 115.45 ล้านบาท/ปี หรือ 5.42 บาท/ตัว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
          "ปัจจุบันความนิยมของปลากัดไทยประเภทกัดเก่งนั้นลดลงมาก ขณะที่ได้รับความสนใจในด้านการพัฒนาสายพันธุ์เน้นที่ความสวยงาม ทำให้มีการเพาะเลี้ยงทั่วประเทศ มีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมประมง จำนวน 1,500 ราย เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากัดไทยมีการกระจายทั่วพื้นที่ของประเทศไทยจำนวน 500 ราย และมีผู้ที่เลี้ยงรายย่อย ผู้ชื่นชอบการเลี้ยงปลากัดไทยมากกว่า 100,000 ราย ซึ่งปลากัดไทยสามารถสร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับชุมชนได้ รวมทั้งมีการเพาะเลี้ยงปลากัดเพื่อเอาไว้กัดแข่งขันเป็นกีฬา รวมถึงมอบเป็นของขวัญในวันพิเศษ และยังสามารถนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของไทย ตลอดจนนำไปใช้ประกอบสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสะท้อนความเป็นไทยได้" นายกฤษฎากล่าว และว่า จะผลักดันเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปลากัดไทยให้เดินหน้าต่อไปในหลากหลายมิติยิ่งขึ้น อาทิ การค้าออนไลน์ การร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่สนับสนุนธุรกิจสัตว์น้ำสวยงามด้วยระบบการขนส่งปลากัดภายในประเทศ ผลักดันและสนับสนุนให้เกิดความรวดเร็วและมีความปลอดภัยไปจนถึงมือลูกค้า ตลอดจนร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เพื่อพัฒนาแผนธุรกิจปลากัดไทย
          กสทช.เล็งปล่อยกู้เอกชนประมูล5จี
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงาน กสทช.อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กองทุน กทปส.) ซึ่งปัจจุบันมีเงินอยู่ในกองทุนประมาณ 40,000 ล้านบาท มาปล่อยกู้ให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ทั้งนี้ เพื่อให้ โอเปอเรเตอร์มีเงินที่จะนำมาประมูลคลื่นความถี่ รวมถึงมีเงินสำหรับการลงทุนเพื่อ ขับเคลื่อนให้เกิด 5G ขึ้นให้ได้
          "เรื่องที่โอเปอเรเตอร์วิตกกังวลว่า การดำเนินการเพื่อให้ 5G เกิดขึ้น จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก ขออย่าได้เป็นกังวล โดยแนวทางของ กสทช.ได้กำหนดจัดการประมูลตามกลุ่มผู้ใช้งาน ซึ่งแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ 1.ภาคโทรคมนาคม คือ การอนุญาต ครอบคลุมพื้นที่ใช้งานทั่วประเทศ (เนชั่นไวด์) และ 2.ภาคการผลิต ที่จะมีการอนุญาตเฉพาะบางพื้นที่ (สเปซิฟิก โลเกชั่น) เช่น ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งหากในภาคการผลิตมีการประมูลคลื่นความถี่ รายได้ที่เกิดขึ้นจะนำไปหักลบออกจากการประมูลในภาคโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยให้ค่าใบอนุญาตมีราคาถูกลง ฉะนั้น จึงอย่ากังวล กสทช.จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อเดินหน้าให้ 5G เกิดขึ้นในประเทศไทย" นายฐากรกล่าว
          จ่อชงบอร์ดแก้ทีวีดิจิทัล12ก.พ.
          นายฐากรกล่าวว่า ขณะเดียวกัน กสทช.พยายามผลักดันให้เกิด 5G ไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาทีวีดิจิทัล โดยในส่วนของการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น กสทช.ได้ดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อนำมาประมูลล่วงหน้า และนำเงินบางส่วนที่ได้จากการประมูลมาช่วยเหลือทีวีดิจิทัล ขณะที่คลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ รวม 190 เมกะเฮิรตซ์ จากบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จำนวน 160 เมกะเฮิรตซ์ และกรมประชาสัมพันธ์ จำนวน 30 เมกะเฮิรตซ์ ตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น ขณะนี้สำนักงาน กสทช.ได้จัดทำหลักเกณฑ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองด้านโทรคมนาคมในสัปดาห์นี้ เพื่อให้ได้ข้อสรุป และนำเข้าที่ประชุม กสทช.ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562
          ประชุมร่วมรบ.ยืดเวลาจ่ายค่าฟี
          นายฐากรกล่าวว่า ในสัปดาห์นี้ กสทช.จะเข้าประชุมร่วมกับรัฐบาลเพื่อชี้แจงในรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขยายเวลาชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ในงวดสุดท้าย ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส จำนวน 59,574 ล้านบาท และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือทียูซี ในเครือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู จำนวน 60,218 ล้านบาท ที่ได้ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้พิจารณา
          นายฐากรกล่าวว่า นอกจากนี้ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้ยื่นหนังสือขอให้ คสช.พิจารณาขยายระยะเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์เช่นกัน โดยขอให้ขยายระยะเวลาชำระค่าใบอนุญาตในงวดสุดท้าย 30,024 ล้านบาท ออกไปเป็น 15 งวดด้วย
          "ตามหลักการแล้วการขยายเวลาการชำระค่าใบอนุญาตควรจะขยายได้ครึ่งหนึ่งของอายุใบอนุญาต 15 ปี ซึ่งอยู่ที่ 7 หรือ 8 ปี ทั้งนี้ หากมีการพิจารณาขยายเวลาชำระค่าใบอนุญาตออกไป โอเปอเรเตอร์ทุกรายจะได้ เท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในสัปดาห์นี้จะทราบความชัดเจน" นายฐากรกล่าว
          ดึงยูสเคสทดสอบ5Gศูนย์จุฬาฯ
          นายสุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ศูนย์ 5G เอไอ/ไอโอที อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสำนักงาน กสทช.กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติและทดสอบ 5G เมื่อเดือนธันวาคม 2561 โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จุฬาฯได้ร่วมกับคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย และ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) และผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (เวนเดอร์) ในการระดมสมอง ระดมความคิด เพื่อค้นหาการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) ที่สามารถขับเคลื่อนไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ในอนาคต เนื่องจากเห็นว่าการคิดเฉพาะในเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง
          นายสุพจน์กล่าวว่า การพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) อยู่ภายใต้แนวคิด สมาร์ทซิตี้ หรือเมืองอัจฉริยะ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.สมาร์ทเฮลธ์ เช่น การติดตั้งระบบคลัสเตอร์ในรถโรงพยาบาล เพื่อทำการตรวจวัดสัญญาณชีพ และส่งข้อมูลมายังโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ ทำการวินิจฉัยโรคก่อนการรักษา ซึ่งเมื่อ ผู้ป่วยถึงโรงพยาบาล จึงสามารถทำการรักษาได้ทันที โดยร่วมกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหุ่นยนต์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโรคหลอดเลือด ซึ่งร่วมกับเอไอเอสในการต่อยอดองค์ความรู้ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น เป็นต้น
          นายสุพจน์กล่าวว่า 2.สมาร์ท โมบิลิตี้ หรือการสัญจรอัจฉริยะ เช่น การที่จุฬาได้ร่วมกับโตโยต้า ในการพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือรถยนต์ไร้คนขับ ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมกับทรู ในการค้นหาวิธีการที่จะทำอย่างไรให้รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเมื่อเลิกใช้งานแล้ว สามารถกลับมายังจุดจอดได้ตามเดิม 3.สมาร์ท เอ็นไวรอนเมนท์ หรือสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ เช่น 1.การทดสอบระบบการใช้งานเสาอัจฉริยะ (สมาร์ท โพล) ซึ่งร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คิดค้นวิธีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยให้โอเปอเรเตอร์ทุกรายติดตั้งสายอากาศสำหรับ 5G บนเสาส่งสัญญาณเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการวางโครงข่าย อีกทั้งโอเปอเรเตอร์, เวนเดอร์ และ กสทช. ก็จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ 2.การทดสอบการใช้สัญญาณจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ มาวิเคราะห์อุณหภูมิ และสภาพอากาศ ซึ่งขณะนี้ได้ร่วมกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท ในการคิดค้นแล้ว นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำนโยบายเพื่อทำการทดลองเรื่องการกำกับดูแล โดยร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ และคณะวิศวกรรมศาสตร์ ในการประเมินสภาพปัญหาที่จะเกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขร่วมกัน
          "คาดว่าภายใน 3 เดือนข้างหน้า เมื่อการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) มีความพร้อม โครงการต่างๆ เหล่านี้จะสามารถขับเคลื่อนได้ในทันที" นายสุพจน์กล่าว
          'โอเปอเรเตอร์'ชี้อุปสรรค5Gเกิดช้า
          นายเอก จินดาพล ผู้อำนวยการและ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษฝ่ายกลยุทธ์และเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า ความท้าทายของการก้าวไปสู่ยุค 5G นั้น เรื่องเทคโนโลยีไม่ใช่ประเด็นที่สำคัญ เนื่องปัจจุบันผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์) สามารถอัพเกรดระบบได้ โดยระบบซอฟต์แวร์ แต่การจะเกิด 5G ขึ้นได้หรือไม่นั้น มีอยู่ 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.การสร้างระบบนิเวศ (อีโคซิสเต็ม) เพราะ 5G ไม่ใช่เพียง 4G ที่เร็วขึ้น โดย 5G มีศักยภาพหลายประการ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้ในทุกอุตสาหกรรม ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องดึงอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ยังไม่มีความรู้เรื่อง 5G ให้ได้เข้ามาเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) และนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ต่อไป
          นายเอกกล่าวว่า 2.แนวทางการกำกับดูแล ที่ควรมีแนวทางในการให้ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โดยเมื่อก้าวเข้าสู่ 5G โอเปอเรเตอร์จะต้องมีการติดตั้งเสาสัญญาณที่หนาแน่นกว่าระบบ 4G ซึ่งก่อให้เกิดการลงทุนจำนวนมหาศาล เพราะเป็นปัจจัยในการพัฒนาเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ได้มากที่สุด และรวดเร็วที่สุดกับประเทศ ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน จึงเป็นเรื่องที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญและสนับสนุนให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง 3.แผนการจัดสรรคลื่นความถี่ที่ควรมีความชัดเจน เพื่อให้โอเปอเรเตอร์ได้ทราบถึงแนวทางการจัดสรรคลื่นความถี่ รวมถึงเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในการวางแผนธุรกิจ และเปิดโอกาสให้โอเปอเรเตอร์สามารถลงทุนกับเทคโนโลยีได้มากที่สุด และเกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด
          แนะใช้โครงสร้างพื้นฐานลดต้นทุน
          นายคนึงเดช ไตรรัตนอุปถัมภ์ ผู้อำนวยการ ด้านเทคนิค-คุณภาพโครงข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า อุปสรรคของ 5G คือ เมื่อโอเปอเรเตอร์ลงทุนโครงข่ายไปแล้ว แต่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้ ฉะนั้น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อรองรับ 5G จึงไม่ใช่ประเด็น แต่การหารูปแบบสร้างรายได้ทางธุรกิจมากกว่า ที่ต้องมาคิดว่าจะทำบริการอะไรให้เกิดการใช้งาน และสามารถสร้างรายได้ให้กับองค์กร เนื่องจากปัจจุบันอุตสาหกรรมเริ่มมีความอิ่มตัว ดังนั้น จึงควรใช้ประโยชน์จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันดีกว่า เพราะมีความสะดวก รวดเร็วและช่วยลดต้นทุนให้กับโอเปอเรเตอร์ได้ โดยประโยชน์ที่เกิดขึ้นเป็นประโยชน์ที่ได้รับร่วมกันทั้งอุตสาหกรรม ตราบใดที่ยังมีความยุติธรรมเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ควรทำ
          'ดีอี'เจรจาผู้ใช้5GในอุตฯS-Curve
          นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือร่วมกับพันธมิตรรายใหม่ๆ ที่ยื่นแสดงความจำนงขอทดสอบการใช้งานระบบ 5G ที่ศูนย์การทดสอบเทคโนโลยี 5G (5G Testbed) ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งกระทรวงดีอี ประสานงานการจัดตั้งขึ้นที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา ในจำนวนนี้มี 2 รายสำคัญที่จะสนับสนุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (เอสเคิร์ฟ) ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของการลงทุนรับเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดล และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยจะเป็นทดสอบการใช้งาน 5G กรณีการพัฒนาและทดสอบรูปแบบการใช้งาน (ยูสเคส) ในด้านการดูแลสุขภาพ, โลจิสติกส์ด้านสุขภาพ และบริการสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน, ด้านการเชื่อมต่อยานพาหนะ และรถยนต์ไร้คนขับ ตามลำดับ
          นายพิเชฐกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีบริษัทชั้นนำทางเทคโนโลยีระดับโลกเข้าร่วมหารือด้วย เพื่อขอนำอุปกรณ์ของตัวเองเข้ามาติดตั้งและทำการทดสอบอุปกรณ์ ประกอบด้วย เอ็นอีซี, ซีเมนส์, ซูมิโตโม, ซิสโก้, ไมโครซอฟท์ และอินเทล ซึ่งถือเป็นความคืบหน้าต่อเนื่องจากช่วงปลายปีที่ผ่านมา กระทรวงดีอีได้นำบริษัทชั้นนำทั้งที่เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (โอเปอเรเตอร์), ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม (เวนเดอร์), ผู้ผลิตชิปเซต 5G และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ลงพื้นที่ 5G Testbed มาแล้ว 2 ครั้ง มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือใน รูปแบบการบูรณาการ
          หัวเว่ยตั้งศูนย์ทดสอบ5G
          นายพิเชฐกล่าวว่า ขณะที่บริษัทหัวเว่ยได้ประกาศจัดตั้งศูนย์ทดสอบที่ 5G Testbed แห่งนี้แล้ว ด้วยงบลงทุนราว 160 ล้านบาท ถือเป็นการลงทุนจัดตั้งฐานทดสอบ 5G แห่งแรก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของหัวเว่ยอีกด้วย ทั้งนี้ กระทรวงดีอีเตรียมเปิดตัว 5G Testbed ที่ศรีราชา อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 กุมภาพันธ์
          "กระทรวงดีอี มีบทบาทการเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับการทดสอบการใช้ประโยชน์จาก 5G ทั้งในเรื่องการจัดเตรียมสถานที่เพื่อเป็นศูนย์ทดสอบ การเป็นผู้รับรองอุปกรณ์ที่จะนำเข้ามาติดตั้งว่าเป็นไปเพื่อการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผู้ผลิตสามารถนำอุปกรณ์เข้ามาได้โดยสะดวก ล่าสุด ยังประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เพื่อให้ทำเรื่องขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ที่จะนำมาใช้ใน 5G Testbed แห่งนี้ โดย กสทช. จะมีคลื่นย่าน 26.5 กิกะเฮิรตซ์ ย่าน 3.5 กิกะเฮิรตซ์ และ 28 กิกะเฮิรตซ์ ตามที่เอกชนเสนอความต้องการมา" นายพิเชฐกล่าว
          นายพิเชฐกล่าวว่า โครงการทดสอบการใช้งาน 5G เปิดกว้างสำหรับผู้สนใจที่จะเข้ามาร่วมพัฒนาการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ตั้งเป้าหมายว่า การจัดตั้งศูนย์ทดสอบนี้จะช่วยสร้างเวทีนวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมบนเทคโนโลยี 5G สำหรับประเทศไทย สำหรับคลื่นความถี่มาตรฐานสำหรับเทคโนโลยีนี้ และแนวทางความร่วมมือที่สำคัญในครั้งนี้ คือร่วมดำเนินการทดสอบเทคโนโลยี 5G ในภาคสนาม ที่รองรับการทดสอบแบบจบสิ้น และการใช้โครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมร่วมกัน บนหลักการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน มีการเปิดรับผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคม ผู้ผลิตอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อร่วมกันทดสอบใช้งานยูสเคสที่เหมาะสม และคาดว่า จะมีการนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทยโดยเร็ว อีกทั้งพร้อมสนับสนุนการพัฒนาศูนย์การทดสอบเทคโนโลยี 5G (Testbed) ในพื้นที่อีอีซี ทั้งในรูปแบบการร่วมทดสอบ ความร่วมมือในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G การจัดกิจกรรมทางวิชาการ การพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้ประโยชน์เทคโนโลยี 5G สำหรับประเทศไทย
          ฟันธงกนง.คงดอกเบี้ย
          นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนทาลิส จำกัด เปิดเผยว่า จากกรณีที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 นั้นจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย จึงตั้งเป้าดัชนีหุ้นปี 2562 ไว้ที่ 1,742 จุด โดยหากผลการเลือกตั้งออกมาพบว่ารัฐบาลชุดเดิมได้คะแนนเสียงข้างมากในรัฐสภา มากกว่า 350 เสียง และเข้ามาบริหารประเทศต่อ จะทำให้การสานต่อนโยบายเดิมเป็นไปได้ดี รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณจะทำได้อย่างคล่องตัว แต่หากผลปรากฏว่าได้รัฐบาลชุดใหม่ซึ่งจะต้องมีเสียงข้างมากในสภามากกว่า 375 เพื่อให้มีอำนาจเพียงพอในการผลักดันนโยบายใหม่ๆ และบริหารประเทศต่อไปได้ แต่หากคะแนนเสียงน้อยกว่า 375 เสียง อาจทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีอำนาจมากพอในการเบิกจ่ายงบประมาณ จะทำให้ไม่มีเสถียรภาพก็จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดหุ้นไทย
          นายประภาสกล่าวว่า ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ คาดว่าจะมีการตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% และคาดว่าจะตรึงต่อเนื่องถึงครึ่งหลังปี 2562 จากนั้นจึงจะมีการปรับขึ้นอีก 1 ครั้งจึงมองภาพรวมระยะยาวของตลาดหุ้นไทยใน 10 ปีข้างหน้า จีดีพีจะโตเฉลี่ย 4.60% โดยอัตราผลตอบแทนของ SET อยู่ที่ 5.06% สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนค่าเงินบาทค่อนข้างมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค และมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง