"สามารถ"หวนคืนจุดแข็งรุกหนักภาครัฐ

"สามารถคอร์ป" ปักธง 2562 ปี แห่งการ "พลิกฟื้น" โกยกำไร เร่งสปีด ธุรกิจดิจิทัลหนุนรายได้ทั้งกลุ่มทะลุ 2 หมื่นล้านบาท หวนคืนจุดแข็งลุยเจาะลูกค้าภาครัฐรับ 4.0 ไม่หวั่นการเปลี่ยนแปลงหลังเลือกตั้ง ชี้ทุกรัฐบาลต้องลุยดิจิทัล
          นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถคอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ตั้งเป้าให้ปี 2562 เป็นปีแห่งการพลิกฟื้น โดยเฉพาะกับ บมจ.สามารถ ดิจิตอล ที่เลิกธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ ไอ-โมบายทั้งหมด แล้วมุ่งสู่การให้บริการ digital network โดยเฉพาะโครงข่ายวิทยุระบบ digital trunked radio system (DTRS) ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท)
          "เมื่อปีที่แล้วถือเป็นจุดต่ำสุดของสามารถ ดิจิตอลแล้ว จากรายได้ที่ 1,364 ล้านบาท ในปี 2560 และต่ำกว่านั้นใน ปี 2561 แต่ปีนี้จะเริ่มรับรู้รายได้จากการขยายโครงข่าย DTRS ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นเจ้าแรกและ เจ้าเดียวที่ให้บริการในรูปแบบนี้ โดยคาดว่า ปีนี้ สามารถ ดิจิตอลจะมีรายได้ราว 4,000 ล้านบาท หลังจากเป็นตัวเดียวที่ฉุดผลประกอบการรวม คาดว่าทั้งปีทั้งเครือจะมีรายได้ 20,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 30% พลิกกลับมามีกำไร จากปี 2561 ที่ตั้งเป้ารายได้ไว้ 20,000 ล้านบาท แต่ก็พลาดเป้า"
          โดยในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ทางบริษัทให้หวนกลับมาสู่จุดแข็งเดิม คือ ฐานลูกค้าภาครัฐ ซึ่งกำลังมุ่งทรานส์ฟอร์ม องค์กรสู่ดิจิทัล และการมุ่งหารายได้ประจำที่เป็นรายรับเข้ามาทุกเดือน อาทิ ค่าบำรุงรักษา เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางรายได้ ซึ่งปัจจุบันมีรายได้จากลูกค้าภาครัฐถึง 90% อีก 10% เป็นลูกค้าภาคเอกชน ซึ่งจะเน้นจับกลุ่มสถาบันการเงิน และหวังว่าจะเติบโตได้ดีในด้านบริการไฟแนนเชียลไอที โดยตั้งเป้า รายได้ส่วนนี้ราว 7,000 ล้านบาท
          "ธุรกิจไอซีทีโซลูชั่น โดย บมจ.สามารถ เทลคอม จะเป็นเรือธงในปีนี้ คาดว่าจะสร้างรายได้กว่าหมื่นล้านบาท และมีงานในมือกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท"
          ส่วนธุรกิจ U-Trans ปีนี้ตั้งเป้ารายได้ 4,400 ล้านบาท และกำลังหาจังหวะนำบริษัท แคมโบเดีย แอร์ทราฟฟิค เซอร์วิส จำกัด (CATS) ซึ่งเติบโตได้ดีจากสัมปทานวิทยุการบินในกัมพูชาอีก 21 ปี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
          ขณะที่ บมจ.วันทูวัน คอนแทคส์ (OTO) ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 1,000 ล้านบาท หลังจากการให้บริการ contract center แบบดิจิทัลและออมนิแชนเนลเป็นที่ต้องการขององค์กรธุรกิจในปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งบริษัทมีเทคโนโลยีพร้อมให้บริการทั้งแชตบอต หรือการร่วมมือ LINE ประเทศไทย เพื่อให้บริการ LINE customer connect ซึ่งจะทำให้ลูกค้าขององค์กรต่าง ๆ ติดต่อเข้ามาได้ผ่านแอปพลิเคชั่น LINE
          "แม้ว่าลูกค้าภาครัฐอาจจะมีความล่าช้าในการพิจารณางบประมาณ แต่ถือเป็นรายได้มั่นคง และแม้กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับโครงการต่าง ๆ ที่บริษัทกำลังดำเนินการ เพราะไม่ว่ารัฐบาลไหนก็ต้องเข้ามาผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาครัฐต่อเนื่อง เพราะเป็นเทรนด์ทั่วโลก"
          ขณะที่การเข้ามาของเทคโนโลยี 5G จะยิ่งเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัทในการหาแพลตฟอร์มและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มในการบริการภาครัฐที่จะมีให้ประชาชน ซึ่งบริษัททั่วไปมักมุ่งเน้นที่ฟินเทคมากกว่า สามารถคอร์ปจึงถือว่ามีจุดแข็งในส่วนนี้ ซึ่งกำลังเร่งศึกษาเทคโนโลยีด้าน บล็อกเชน AI และนวัตกรรมอื่น ๆ เพื่อพัฒนาบริการใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า