สงครามการค้า"สหรัฐ-จีน"ฉุดรายได้บริษัทเทคโนฯเอเชีย

กรุงเทพธุรกิจ บรรดาผู้ประกอบการ ในภูมิภาคเอเชียตั้งแต่ผู้ประกอบการในญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่ผลิตชิ้นส่วน ให้แก่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำโลก กำลังเผชิญหน้ากับภาวะขาลงทางธุรกิจ อย่างเต็มรูปแบบ เพราะความต้องการสินค้า อิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกปรับตัวลง ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ประกอบกับภาวะอิ่มตัวที่เกิดขึ้นใน ตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก
          การคาดการณ์ผลประกอบการ หรือรายได้ ของบริษัทเทคโนโลยีคือหนึ่งในหลักฐาน ที่ช่วยยืนยันแนวโน้มธุรกิจของผู้ประกอบการ กลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี เริ่มจาก ไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง โค ที่ถือเป็น ซัพพลายเออร์รายใหญ่ของแอ๊ปเปิ้ลและเป็นผู้ผลิตชิพรายใหญ่สุดของโลก คาดการณ์ว่า กำไรจากการดำเนินงานในช่วง 3 เดือนสิ้นสุด ในเดือนมี.ค.จะลดลงกว่า 20% เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน
          ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2561 บ่งชี้ว่า ผลกำไรบริษัทผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ร่วงลงอย่างมาก อาทิ ผู้ผลิต ชิพชั้นนำของโลกอย่าง เอสเค ไฮนิกซ์ ของเกาหลีใต้ และบริษัทนันยา เทคโนโลยี ของไต้หวัน รวมทั้งบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นอย่างไนเด็ค
          กำไรจากการดำเนินงานของเอสเค ไฮนิกซ์ ช่วงไตรมาส 4 ปรับตัวลง 32% จาก ไตรมาสก่อนหน้านี้ โดยบริษัทอ้างว่าเป็นผล จากการที่ตลาดชิพความจำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนกำไรสุทธิรายไตรมาสของ นันยา ดิ่งลงประมาณ 40% ทำให้บริษัทตัดสินใจ ลดสัดส่วนการลงทุนลงประมาณ 50% ในปีนี้เพื่อรับมือกับภาวะขาลงของตลาด
          ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ของเกาหลีใต้ คาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงาน รายไตรมาสช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.จะลดลงเป็น ครั้งแรกในรอบ 2 ปี ขณะที่แอลจี อิเล็กทรอนิกส์ คาดการณ์ว่ากำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส เดียวกันจะลดลงประมาณ 80%
          ขณะที่ปริมาณการส่งออกชิพของเกาหลีใต้ไปยังจีนแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง ในเดือนธ.ค.ปรับตัวลง 19% ส่วนมูลค่าการส่งออกชิพโดยรวมของไต้หวันไปยัง 3 ประเทศลดลง 9.9% และการส่งออกผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีจากไต้หวันไปยังจีนลดลงอย่างหนัก 40%
          การทำสงครามการค้าระหว่างจีน และสหรัฐ ประกอบกับภาวะอิ่มตัวของตลาดสมาร์ทโฟนคือตัวแปรหลักที่กดดันแนวโน้มผลกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนเทคโนโลยีในเอเชีย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างผลกระทบในทางลบต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเดียวเท่านั้น ผู้ผลิตหน้าจอแอลซีดีอย่างเจแปน ดิสเพลย์ ก็ประสบปัญหาขาดทุนจากการดำเนินงานด้วยเช่นกัน โดยขาดทุน 14.4 พันล้านเยน (131 ล้านดอลลาร์)ในช่วง 9 เดือน สิ้นสุดในเดือนก.ย. ส่วนยอดขายในปี 2561 ปรับตัวร่วงลงกว่า 40%
          ส่วนผู้ผลิตรายอื่นๆ อาทิ โตเกียว อิเล็กตรอน ซัพพลายเออร์อุปกรณ์ในการ ผลิตชิพ ตัดสินใจปรับลดตัวเลขคาดการณ์ ผลกำไรจากการดำเนินงานเช่นกัน
          เว็บไซต์นิกเคอิ ประเมินว่า คำสั่งซื้อชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์ช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค.ร่วงลง 3% ต่อปีลงไปอยู่ที่ 1.53 ล้านล้านเยน ถือเป็น การปรับตัวร่วงลงครั้งแรกในรอบ 9 ไตรมาสสำหรับบริษัทซัพพลายเออร์สัญชาติญี่ปุ่นอย่างบริษัทมูราตะ แมนูแฟคเจอริง ทีดีเค เคียวเซรา ไนเด็ค นิตโต เดนโก และ แอลป์ อัลไพน์ หรือชื่อเก่าคือบริษัทแอลป์ อิเล็กทริกส์ แม้ว่ายอดขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ยังคงแข็งแกร่ง แต่การ ขยายตัวของชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนเริ่มปรากฏตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 แล้ว
          ภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยปริมาณการผลิต สมาร์ทโฟนในจีนลดลงตั้งแต่เดือนก.ย.ปีที่แล้ว และเมื่อถึงเดือนธ.ค. ปริมาณการผลิตลดลง เกือบ 10% แม้แต่บริษัทฮอนไห่ พรีซิชัน อินดัสตรี ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ตามสัญญาว่าจ้าง ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อฟ็อกซ์คอนน์ ยังลดจำนวนพนักงานรายฤดูกาลที่ศูนย์กลางการผลิตสมาร์ทโฟนใหญ่สุดในเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนานลงประมาณ 50,000 คน เนื่องจากคำสั่งซื้อสินค้าลดลง
          การส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของบริษัทญี่ปุ่นไปยังจีน ร่วงลง 34%ในเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว อยู่ที่ 69.2 พันล้านเยน ขณะที่ สมาคมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ญี่ปุ่น ระบุว่า คำสั่งซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทญี่ปุ่นของจีน ที่นำไปใช้ทำ สมาร์ทโฟนในเดือนธ.ค. ลดลง 56.4% ถือเป็น การลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 10
          "เราไม่เชื่อว่านี่คือจุดต่ำสุดของธุรกิจ" ยูกิโอะ ลิมูระ ประธานสมาคมผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมก่อสร้างญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประธานบริษัทโตชิบา แมชชีน ให้ความเห็น
          อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่ทำให้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกอยู่ในภาวะขาลงเป็นเพราะการชะลอตัวของโครงการสร้างศูนย์ข้อมูลของบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำสหรัฐ การลงทุนของกูเกิล แอ๊ปเปิ้ล อเมซอน ดอท คอม ไมโครซอฟต์ และเฟซบุ๊คที่ปรับตัวลงในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 เมื่อปีที่แล้ว การสร้างศูนย์ข้อมูลจำเป็นต้องใช้ชิพความจำปริมาณมากและส่วนใหญ่ชิพเหล่านี้ผลิตในจีน
          สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีนด้วยเช่นกัน ทำให้ มีความเป็นไปได้ที่บริษัทเหล่านี้จะจ้างงานลดลง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบ ต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค ทำให้ความต้องการอุปกรณ์สื่อสารอย่างสมาร์ทโฟนพลอยมีปริมาณลดลงตามไปด้วย
          อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอย่างเอสเอ็มบีซีนิกโก้  ซิเคียวริตี คาดการณ์ว่า ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาวจะเติบโตได้ดี อานิสงส์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ต้องพึ่งพาข้อมูลเป็นหลัก แม้ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก เช่น การทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้ผู้ประกอบการบางราย ระมัดระวังตัวและมองว่าภาวะขาลง จะยาวนานกว่าที่คาดการณ์ไว้
          สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนสร้างผลกระทบ ในทางลบต่ออุตสาหกรรมผลิตหน้าจอแอลซีดี  ทำให้"เจแปน