DTACขาดทุน4,369ล้าน บุ๊กค่าระงับข้อพิพาทCAT

DTAC แจ้งงบปี 61 ขาดทุนสุทธิ 4,369 ล้านบาท หลังบันทึกค่าใช้จ่ายเพื่อระงับข้อพิพาทกับ CAT ทั้งหมด 9,500 ล้านบาท พร้อมงดจ่ายปันผลงวดปี 61 เหตุมีขาดทุนสะสม ส่วนปี 62 มุ่งมั่นกลับไปสู่การเติบโต ทุ่มงบลงทุน 13,000-15,000 ล้านบาท ปรับปรุงโครงข่าย-ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง-พัฒนาแบรนด์ดีแทคให้แข็งแกร่งขึ้น
          นางอเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2561 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4,369 ล้านบาท จากปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,115 ล้านบาท เป็นผลจากการบันทึกค่าใช้จ่ายเพื่อระงับข้อพิพาทกับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT
          “จากผลของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการบรรลุข้อตกลงระงับข้อพิพาทกับ CAT จำนวน 9,500 ล้านบาท ทำให้ความเสี่ยงทางกฎหมายของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงสัมปทานได้ลดลงอย่างมากจากการบรรลุข้อตกลงในการระงับข้อพิพาทที่กำลังรอการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นในการประชุมสามัญประจำปี ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 4 เม.ย. 2562 ซึ่งผลของค่าใช้จ่ายดังกล่าวได้ถูกชดเชยบางส่วนจากค่าใช้จ่ายจากการเสื่อมราคาและการตัดจำหน่ายที่ลดลงหลังการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ทำให้ผลการการดำเนินงานปี 2561 มีผลขาดทุน 4,369 ล้านบาท” นางอเล็กซานดรา กล่าว
          ขณะที่บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) อยู่ที่ 28,391 ล้านบาท ลดลง 6.7% จากปี 2560 ที่มี EBITDA อยู่ที่ 30,446 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากค่าใช้จ่ายในช่วงมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการชั่วคราวกรณีสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ระหว่างวันที่ 16 ก.ย.-15 ธ.ค. 2561 ค่าใช้จ่ายโรมมิ่ง 4G บนโครงข่ายคลื่นความถี่ 2300 MHz ที่จ่ายให้กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT และค่าใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์โทรคมนาคมจาก CAT ซึ่งรวมถึงค่าบริการชาระล่วงหน้าที่ทยอยรับรู้ รวมทั้งบริษัทมีรายได้จากการให้บริการที่ลดลง
          ทั้งนี้ EBITDA margin ของปี 2561 ลดลงจากระดับ 38.9% เมื่อปี 2560 มาอยู่ที่ระดับ 37.9% ในปี 2561 ซึ่งสอดคล้องกับประมาณการที่คาดไว้ โดย EBITDA ดังกล่าวไม่รวมค่าใช้จ่ายเพื่อระงับข้อพิพาทกับ CAT
          สำหรับรายได้รวมในปี 2561 อยู่ที่ 74,980 ล้านบาท ลดลง 4.2% จากปี 2560 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 78,275 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากการให้บริการและรายได้จากการจำหน่ายเครื่องโทรศัพท์ที่ลดลง โดยรายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) อยู่ที่ 63,014 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากปี 2560 ที่มีรายได้อยู่ที่ 64,821 ล้านบาท เนื่องจากรายได้บริการระบบเติมเงินยังคงลดลง ขณะที่รายได้จากบริการต่างประเทศได้รับผลกระทบจากบริการทางเลือกและการแข่งขันในตลาด
          ขณะที่รายได้จากบริการหลัก (รายได้จากบริการเสียงและบริการข้อมูลรวมกัน) อยู่ที่ 58,690 ล้านบาท ลดลง 0.7% จากปี 2560 ที่มีรายได้อยู่ที่ 59,120 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากรายได้จากบริการระบบเติมเงินที่ลดลง และรายได้จากบริการคอนเทนต์ที่ลดลง รวมถึงความกังวลของลูกค้าจากความไม่แน่นอนในเรื่องการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน
          อย่างไรก็ตาม กระแสเงินสดจากการดำเนินการในปี 2561 ยังคงแข็งแกร่งโดยมีจำนวนอยู่ที่ 8,900 ล้านบาท ท่ามกลางการลงทุนอย่างมากในโครงข่าย นอกจากนี้ ฐานะทางการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ 1.2 เท่า และมีเงินสดอยู่ที่ 14,090 ล้านบาท
          ทั้งนี้ สิ้นสุดปี 2561 จำนวนฐานลูกค้าอยู่ที่ 21.2 ล้านราย ซึ่งทั้งหมดได้ลงทะเบียนภายใต้ดีแทค ไตรเน็ต (DTN) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตให้บริการคลื่นความถี่ 2100 MHz, 1800 MHz และ 900 MHz โดยฐานลูกค้าระบบเติมเงินมีจำนวนอยู่ที่ 15.1 ล้านเลขหมาย และฐานลูกค้าระบบรายเดือนมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.1 ล้านเลขหมาย นอกจากนี้การให้บริการดีแทค เทอร์โบ “dtac Turbo” ได้คืบหน้ากว่าแผนที่วางไว้ โดยในปี 2561 มีจำนวนสถานีฐานที่ติดตั้งเสร็จสมบูรณ์แล้วประมาณ 12,700 สถานี การพัฒนาโครงข่าย 2100 MHz ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพื้นที่การครอบคลุมสัญญาณ และความจุของโครงข่าย ซึ่งโครงข่ายโดยรวมของบริษัทสามารถครอบคลุม 94% ของจำนวนประชากรทั่วประเทศ
          นอกจากนี้ บริษัทประกาศงดจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 เนื่องจากบริษัทมีผลขาดทุนสะสมของงบการเงินเฉพาะกิจการจำนวน 852 ล้านบาท
          ส่วนผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2561 บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4,941 ล้านบาท จากไตรมาส 4/2560 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 542 ล้านบาท และขาดทุนเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2561 ที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 921 ล้านบาท และมีรายได้รวมอยู่ที่ 19,196 ล้านบาท ลดลง 5.3% จากไตรมาส 4/2560 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 20,274 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 6.9% จากไตรมาส 3/2561 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 17,963 ล้านบาท
          โดยในไตรมาส 4/2561 รายได้จากการให้บริการไม่รวม IC อยู่ที่ 15,275 ล้านบาท ลดลง 5.9% จากไตรมาส 4/2560 ที่มีรายได้อยู่ที่ 16,234 ล้านบาท และลดลง 2.5% จากไตรมาส 3/2561 ที่มีรายได้อยู่ที่ 15,667 ล้านบาท ส่วนรายได้จากบริการหลักอยู่ที่ 14,310 ล้านบาท ลดลง 3.8% จากไตรมาส 4/2560 ที่มีรายได้อยู่ที่ 14,876 ล้านบาท และลดลง 2.4% จากไตรมาส 3/2561 ที่มีรายได้อยู่ที่ 14,666 ล้านบาท
          นางอเล็กซานดรา กล่าวว่า ในปี 2562 บริษัทจะให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงข่ายและ ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าให้ดีขึ้น รวมทั้งจะสร้างสรรค์ข้อเสนอและให้บริการที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมากขึ้น บริษัทจะพัฒนาแบรนด์ดีแทคให้แข็งแกร่งขึ้น และนำเสนอคุณค่าของแบรนด์ให้ลูกค้ารับรู้
          นอกจากนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในปี 2562 อยู่ที่ 13,000-15,000 ล้านบาท โดยมีความปรารถนาที่จะกลับมาเติบโตพร้อมทั้งให้ความสำคัญในด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานของปี 2562 จะแจ้งในช่วงไตรมาส 2/2562 ต่อไป
          “ด้วยระบบสัมปทานที่สิ้นสุดลง และปีประวัติศาสตร์แห่งการลงทุนด้านโครงข่ายในการขยายพื้นที่การครอบคลุมสัญญาณ และความจุของโครงข่ายทั้งบนคลื่น 2100 MHz และ 2300 MHz ที่ผ่านมา เราได้วางรากฐานที่ดีสำหรับการเติบโตในอนาคต และมีความมุ่งมั่นที่จะกลับไปสู่การเติบโตในปี 2562 โดยยังคงมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เราจะทำการปรับปรุงโครงข่ายและประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ดีแทคอย่างต่อเนื่อง” นางอเล็กซานดรา กล่าว
          ด้านนายดิลิป ปาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงิน DTAC กล่าวว่า โครงสร้างต้นทุนของบริษัทได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ หลังการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นค่าใช้จ่ายจากมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราว ค่าธรรมเนียมและต้นทุนการดำเนินงาน Regulatory costs ได้ลดลงอย่างมาก เนื่องจากการที่ไม่ต้องจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้ให้กับ CAT อีกต่อไป
          ขณะเดียวกันค่าใช้จ่ายในการโรมมิ่งโครงข่ายบนคลื่น 2300 MHz ของ TOT และค่าเช่าเสาสัญญาณ และโครงสร้างโครงข่ายพื้นฐานจาก CAT ได้เริ่มต้นในเดือน เม.ย. และ ก.ย. 2561 ตามลำดับ ค่าตัดจำหน่ายของสิทธิในการใช้ทรัพย์สินภายใต้สัมปทานได้สิ้นสุดลงแล้วเช่นกันนับจากเดือน ก.ย. 2561 แต่บางส่วนได้ถูกแทนที่ด้วยค่าตัดจำหน่ายของใบอนุญาตคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz ในเดือน ธ.ค. 2561 การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีผลเล็กน้อยต่อผลการดำเนินงานในปี 2561 และจะมีผลเต็มที่ในปี 2562