ฐากรดันใช้5จีรักษาทางไกล

เน้น'4โรค'เชื่อมรพ.ท้องถิ่นชงครม.1ล.รายสละเบี้ยชราคนจนเฟส2รูดปรื๊ด2กุมภาฯ
          คนร.ไฟเขียวธนาคารอิสลามออกจากแผนฟื้นฟู เร่งควบรวมทีโอที-กสท บี้การบินไทยขายเครื่องบินปลดระวาง คลังชง ครม.ชวนคนรวย 1 ล้านคนสละเบี้ยชรา
          ไฟเขียวธ.อิสลามออกจากฟื้นฟู
          เมื่อวันที่ 17 มกราคม นางปานทิพย์ ศรีพิมล ที่ปรึกษาด้านพัฒนารัฐวิสาหกิจ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งที่ 1/2562 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานว่า คนร.ได้พิจารณาและมีมติสรุปได้ดังนี้เห็นชอบร่างหลักการและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจที่ได้ปรับปรุงจากหลักการและแนวทางการกำกับดูแลที่ดีในรัฐวิสาหกิจปี 2552 ให้สอดคล้องกับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการที่ดีของรัฐวิสาหกิจของสากล รวมทั้งการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปัจจุบัน และมอบหมายให้ สคร. ในฐานะเลขานุการ คนร. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
          นางปานทิพย์กล่าวว่า นอกจากนี้ คนร.เห็นชอบหลักการในการปรับปรุงอัตราและหลักเกณฑ์ในการจ่ายค่าตอบแทนกรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีมาตรฐานและสอดคล้องกับประเภทและกิจการของรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ คนร.มีข้อสังเกตให้มีการพิจารณาหลักการกำหนดค่าตอบแทนกรรมการรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับลักษณะและผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งให้เหมาะสม
          นางปานทิพย์กล่าวว่า สำหรับการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ 6 แห่ง คนร.พิจารณาและรับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนการแก้ไขปัญหาองค์กรของรัฐวิสาหกิจทั้ง 6 แห่ง โดยมีสาระสำคัญและนโยบาย คนร. สรุปดังนี้ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.หรือไอแบงก์) ปัจจุบันฐานะทางการเงินของ ธอท. มีความแข็งแกร่งแล้วจากการเพิ่มทุนในช่วงปลายปี 2561 และในปี 2561 ผลประกอบการของ ธอท.มีกำไรที่สูงกว่าแผนงาน แต่ยังมีระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPF) สูงกว่าแผนเล็กน้อย ซึ่ง คนร.เห็นว่า ธอท.มีผลประกอบการที่ดีมีกำไรแล้วและมีการปรับปรุงระบบการทำงานซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาในอดีตและสร้างความยั่งยืนในการประกอบกิจการในอนาคตของ ธอท.ในอนาคตได้ จึงมีมติเห็นชอบให้ ธอท.ออกจากกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่ต้องจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาองค์กร และมอบหมายให้กระทรวงการคลังกำกับดูแล ธอท. ให้สามารถดำเนินการตามแผนงานต่อไป
          เร่งควบรวมทีโอที-กสท.
          นางปานทิพย์กล่าวว่า ส่วนบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ บมจ.กสท กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรายงานความก้าวหน้าในการควบรวม บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โดยการดำเนินการต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จะติดเพียงเรื่องคดีความข้อพิพาทต่างๆ ที่จะต้องมีการพิจารณาต่อไป โดยพนักงานทั้งหมดของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท จะโอนมาเป็นพนักงานของบริษัทใหม่ ทั้งนี้ บริษัทใหม่จะมีทั้งหมด 5 ธุรกิจหลัก ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน โครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศ บรอดแบนด์และโทรศัพท์พื้นฐาน โทรศัพท์เคลื่อนที่ และการให้บริการด้านดิจิทัล และสำหรับความคืบหน้าในการดำเนินการของคณะทำงานเตรียมการรวมกิจการของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท ได้มีการจัดทำแผนธุรกิจของบริษัทใหม่ระหว่างปี 2562-2567 แล้ว สำหรับการจัดตั้งบริษัทใหม่จะสามารถจัดตั้งและเริ่มดำเนินการได้ภายใน 6 เดือน นับจากคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ
          บี้บินไทยขายเครื่องปลดระวาง
          นางปานทิพย์กล่าวว่า ส่วนบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำเสนอแผนในการแก้ไขเพิ่มเติมที่จะช่วยให้มีผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย โดย คนร.ได้มอบหมายให้การบินไทยเร่งจำหน่ายเครื่องบินที่ปลดระวาง และสร้างความชัดเจนถึงการดำเนินการร่วมกับบริษัท ไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด และบริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) รวมทั้งให้การบินไทยดำเนินการตามแผนงานที่ได้นำเสนออย่างเคร่งครัด
          นางปานทิพย์กล่าวว่า สำหรับการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รายงานการดำเนินการตามแผนต่างๆ ทั้งในด้านการลงทุนต่างๆ การบริหารทรัพย์สิน และการจัดตั้งบริษัทลูกในการเดินรถไฟฟ้าสายสีแดงและการบริหารทรัพย์สิน รวมทั้ง ปัจจุบัน รฟท.ได้นำส่งงบการเงินให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้ คนร.ให้ รฟท.นำเสนอการพัฒนาโครงสร้างทางคู่และทางสายใหม่ทั้งหมดให้ได้ภายในปีนี้ และให้มีการนำเชื้อเพลิง B20 มาใช้ด้วยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ปัจจุบัน ขสมก.รับมอบรถโดยสาร NGV มาแล้ว จำนวน 300 คัน และคาดว่าจะรับมอบส่วนที่เหลือ 189 คัน ได้ภายในเดือนมีนาคม 2562 ซึ่งจะสามารถจัดหารถครบ 3,000 คัน ได้ภายในปี 2565 และได้มีการติดตั้งระบบ GPS ในรถที่มีอยู่ในปัจจุบันครบถ้วนแล้ว สำหรับการนำน้ำมัน B20 มาใช้ คาดว่าจะดำเนินการได้ครบทุกคันในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 แต่ยังคงมีความล่าช้าในการติดตั้งระบบ E-Ticket ทั้งนี้ ปัจจุบัน ขสมก.ได้นำเสนอแผนฟื้นฟูกิจการให้กระทรวงคมนาคมเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
          ชวนคนรวย1ล้านคนสละเบี้ยชรา
          นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า เร็วๆ นี้ กระทรวงการคลัง โดย สศค.เตรียมเสนอโครงการสละเบี้ยยังชีพคนชราเข้าสู่การพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเร่งเดินหน้าการประชาสัมพันธ์โครงการ มีเป้าหมายคนชราที่มีฐานะเข้าสละเบี้ยยังชีพจำนวน 1 ล้านราย เพื่อนำเงินเบี้ยยังชีพที่สละนี้ไปจ่ายให้แก่คนชราที่ยากจนให้มีเบี้ยยังชีพรวม 1 พันบาทต่อเดือน จากขณะนี้ได้รับประมาณ 600 บาทต่อเดือน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีภาระงบประมาณในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประมาณ 7 หมื่นล้านบาท/ปี สำหรับคนสูงอายุ 7 ล้านคน ที่รับเบี้ยยังชีพ ในจำนวนนี้มี 4 ล้านคน ที่เป็นคนสูงอายุได้รับเบี้ยยังชีพโดยถือบัตรสวัสดิการรัฐด้วย ส่วนอีก 3 ล้านคน เป็นคนทั่วไป บางส่วนอาจเป็นคนที่มีฐานะพอที่จะสละเบี้ยยังชีพได้
          "หากโครงการผ่าน ครม.จะเริ่มรับสมัครผู้สละเบี้ยยังชีพ คาดว่าจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการเริ่มโครงการโดยเร็ว เพราะต้องการเข้าไปช่วยเหลือคนชราที่ยากจน ก่อนหน้านี้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้ประชาสัมพันธ์โครงการ แต่จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการมีเพียง 800 ราย ถือว่าไม่เพียงพอที่จะไปเติมไปให้คนชราที่ยากจนตามเป้าหมาย ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงต้องนำโครงการดังกล่าวมาดำเนินการเอง" นายลวรณกล่าว
          นายลวรณกล่าวว่า ทางกระทรวงการคลังประสานความร่วมมือไปยังสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้ช่วยประชาสัมพันธ์ไปยังลูกค้าเงินฝากในกลุ่มผู้สูงอายุที่มียอดเงินฝากจำนวนมาก ซึ่งธนาคารจะมีข้อมูลลูกค้ากลุ่มนี้โดยตรง ทั้งนี้ ในการบริจาคสามารถบริจาคหรือยกเลิกการบริจาคผ่านทุกสาขาของธนาคารที่ผู้บริจาคมีบัญชีทันที โดยธนาคารจะประสานข้อมูลมายังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อดึงเงินบริจาคนี้เข้ากองทุนประชารัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเงินนี้จะส่งถึงมือคนชราที่ยากจนจริงๆ กรมบัญชีกลางจะเป็นผู้จ่ายเงินเข้าบัญชีคนชราโดยตรง โดยกระทรวงการคลังจะจัดแจกเหรียญพระคลังมหาสมบัติที่ได้รับการปลุกเสกแล้ว โดยพระคลังมหาสมบัตินี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับความนิยมในด้านการรักษาทรัพย์สินของประเทศ ให้ผู้บริจาคในช่วงเวลาที่กำหนด ประมาณ 2 เดือนแรกที่เปิดรับบริจาค
          โอนเงินเฟส2สร้างอาชีพคนจน
          นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางเตรียมความพร้อมระบบจ่ายเงินเข้าบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 โดยขยายเวลาการเติมเงินรายเดือนเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มันนี่) ให้กับผู้มีสิทธิที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะเติมเงินให้ 200 บาท ส่วนผู้มีสิทธิที่มีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี จะเติมเงินให้ 100 บาท ต่อไปอีก 6 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม-มิถุนายน 2562 และปรับการเติมเงินรายเดือนวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้แก่ผู้มีบัตรทุกราย เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562 เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ถือบัตร
          บัญชีกลางเริ่มนัดแรก2ก.พ.
          นางสาวสุทธิรัตน์กล่าวว่า โดยการจ่ายทุกวันที่ 2 ของเดือน เริ่มจ่ายเดือนแรกวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเป็นการจ่ายของเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ และปรับการเติมเงินรายเดือนวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มันนี่) ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในวันที่ 1 ของเดือน เริ่มจ่ายเดือนแรก 1 กุมภาพันธ์ 2562 ซึ่งการเติมเงินตามมาตรการข้างต้นเข้ากระเป๋าเงินอี-มันนี่ ผู้มีบัตรสามารถสะสมไว้ใช้จ่ายเมื่อจำเป็น สะสมไว้เป็นเงินออมในบัตร หรือนำไปใช้ซื้อสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคที่ร้านธงฟ้าประชารัฐ ร้านค้าประชารัฐของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่รับชำระเงินผ่านเครื่องรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) และโมบายแอพพลิเคชั่นถุงเงินประชารัฐ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ร่วมมาตรการชดเชยภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อรับเงินคืน 5% รวมทั้งเงินออม 1% ได้อีกด้วย ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562 วงเงินค่าซื้อสินค้าสินค้าอุปโภคบริโภคในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของผู้มีบัตรทุกรายจะลดลงเหลือ 100 บาทต่อเดือน แต่เงินในกระเป๋าเงินอี-มันนี่จะเพิ่มขึ้น 100 หรือ 200 บาทต่อเดือนแทน เมื่อรวมทั้ง 2 ส่วนแล้ว ผู้มีบัตรยังคงได้รับวงเงินรวมตามสิทธิเดิม
          ทรูยังไม่ร่วมประมูลคลื่น700
          นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องของการยืดระยะเวลาการชำระค่างวดเงินประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ กลุ่มทรู จึงจะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ในครั้งนี้ จนกว่าจะมีความชัดเจน อีกทั้งปริมาณคลื่นความถี่ต่ำที่มีอยู่ในขณะนี้ ทั้ง 850 เมกะเฮิรตซ์ และ 900 เมกะเฮิรตซ์ ยังเพียงพอที่จะนำมาจัดสรรให้บริการ 5G โดยจะลงทุนเฉพาะเจาะจงในพื้นที่ที่คุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งเป็นไปตามความต้องการใช้งาน และเป็นไปตามความพร้อมของตลาดอุปกรณ์ 5G ทั้งนี้ กลุ่มทรูยังคงมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องการสร้างรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการเพิ่มกระแสเงินสดของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
          แย้มจ่ายคืน10%ค่าไลเซนส์ชำระแล้ว
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ประเด็นการอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลสามารถคืนใบอนุญาตได้ ถูกบรรจุอยู่ใน (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ มาตรการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทน และหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ที่จะนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ โดยการเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ กสทช.ในวันที่ 18 มกราคมนี้ และเปิดเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จากนั้นจะรวบรวมเพื่อเข้าสู่ที่ประชุม กสทช.เพื่อออกมติรับรอง และนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป โดยหากประเด็นดังกล่าวผ่านการเห็นชอบตามขั้นตอนต่างๆ แล้วสามารถประกาศใช้ได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายใดๆ
          นายฐากรกล่าวว่า ทั้งนี้ หากในขั้นตอนต่างๆ เห็นชอบให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตได้ รัฐอาจต้องคืนเงิน 10% ของค่าใบอนุญาตที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลชำระแล้วกว่า 50,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น กว่า 60% ให้แก่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ซึ่งมาจากรายได้จากการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์
          "การอนุญาตให้ผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตได้นั้น เชื่อว่าจะส่งผลให้ช่องทีวีดิจิทัลลดลง ทำให้ผู้ประกอบกิจการที่เหลืออยู่ประคับประคองกิจการให้อยู่รอดต่อไปได้ ทั้งนี้ หากมองผลกระทบที่เกิดขึ้นกับกิจการทีวีดิจิทัลในขณะนี้ ประเมินว่ามีผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิทัลที่ต้องการคืนใบอนุญาต" นายฐากรกล่าว
          กสทช.เตรียมถกปมยืดไลเซนส์
          นายฐากรกล่าวว่า กรณีบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ออกหนังสือชี้แจงไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 700 เมกะเฮิรตซ์ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องการขยายเวลาการชำระค่าคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์นั้น ส่วนตัวทราบข้อมูลมาก่อนแล้วว่าทางโอเปอเรเตอร์จะมีการออกหนังสือชี้แจง และเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ของผู้ประกอบกิจการด้านโทรคมนาคม ที่มีการแบกภาระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรวมแล้วกว่า 200,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลยังค้างชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 15,000-16,000 ล้านบาท ฉะนั้น กสทช.จึงจำเป็นต้องมีการช่วยเหลือผู้ประกอบการในทั้งสองกิจการควบคู่กันไป ส่วนทางออกเรื่องมาตรการขยายเวลาชำระเงินคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ คงต้องหารือร่วมกับโอเปอเรเตอร์อีกครั้ง
          นักวิชาการแนะกสทช.เพิ่มแรงจูงใจ
          นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า เอกชนมีภาระการลงทุนจากการประมูลคลื่นความถี่ก่อนหน้านี้รวมกว่า 200,000 ล้านบาท การที่จะลงทุนประมูลคลื่นความถี่อีกย่อมต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เมื่อคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะถูกนำไปใช้กับเทคโนโลยี 5G เมื่อใด อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนในการผลิตอุปกรณ์ออกมารองรับ การที่เอกชนยังไม่สนใจคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ จึงเป็นเรื่องที่ไม่เหนือความคาดหมาย อย่างไรก็ตาม ทางออกของ กสทช.คงต้องหาแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการ อีกทั้งต้องมีความชัดเจนในเรื่องการช่วยเหลือทีวีดิจิทัลด้วย เพื่อให้ทั้งสองอุตสาหกรรมเดินหน้าไปด้วยกันได้โดยไม่ติดขัด
          กสทช.เร่งให้บริการแพทย์ทางไกล
          ที่โรงแรมสวิสโซเทลฯรัชดา พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวในการสัมมนาทางวิชาการ ทีซีที/ทีทีเอ จอยท์ เซมินาร์ 2019  ว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น เรื่องสำคัญคือการวางแผนในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสังคมให้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและบรรจุเป็นวาระแห่งชาติ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (ปี 2560-64) เพื่อสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของผู้คนในสังคม รัฐบาลได้จัดทำแผนของแต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน โดยนำเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุมาใช้สะดวกสบายขึ้น เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นมากสุด คือ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนในอนาคตที่จะต้องเผชิญกับภาวะสังคมผู้สูงวัย และนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยในทุกมิติและทุกด้าน
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า ในอนาคตหลายประเทศทั่วโลก จะต้องเผชิญปัญหาการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ และสำหรับในไทยก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยปัจจุบันไทยมีผู้สูงวัย อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป คิดเป็น 7% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และคาดปี 2566 ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเป็น 14% ของจำนวนประชากร จึงเรียกได้ว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้า ไทยจะก้าวเข้าสู่ยุคของสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ ช่วง 20 ปี หรือปี 2545-65 ประเทศไทยถือได้ว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว เนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรน้อยลง คาดว่าปี 2578 ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เทียบเท่ากับประเทศญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุเกินกว่า 20% ดังนั้น จะทำอย่างไรเพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขภายใต้ภาวะที่ไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา รายได้ของประชากรส่วนใหญ่ จึงอยู่ในระดับปานกลาง แตกต่างกับ 5 ประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ เกาหลี ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ผู้สูงอายุมีศักยภาพ และคุณภาพชีวิตที่ดี
          หวังรัฐประหยัดค่ารักษา3.8หมื่นล./ปี
          นายฐากรกล่าวว่า จากข้อมูลปี 2553-65 รัฐบาลจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น เป็น 1.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จากเดิม 0.6% ของจีดีพี หรือคิดเป็นมูลค่า 2-5 ล้านเหรียญสหรัฐ และเพื่อลดค่าใช้จ่าย กสทช. จึงมีแผนงานนำเทคโนโลยี 5G โดยระบบการให้บริการแพทย์ทางไกล เชื่อมโยงกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เพื่อทำการรักษาพยาบาลใน 4 โรค ได้แก่ โรคตา โรคผิวหนัง โรคความดัน และโรคเบาหวาน โดยที่ผู้สูงอายุไม่ต้องเดินทางไปพบแพทย์ในเมือง ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำของผู้คนในสังคม นอกจากนี้ยังขยายระบบการให้บริการแพทย์ทางไกลไปยังผู้ต้องขังในเรือนจำ ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ เริ่มที่เรือนจำกลางเขาบิน และเรือนจำกลางราชบุรี ดังนั้น การจัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านของไทย 74,987 หมู่บ้าน จึงเป็นเรื่องสำคัญ
          "ปลายปี 2562 ทุกหมู่บ้านในประเทศไทย จะสามารถใช้งานบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ครอบคลุมทั้งหมด ถือเป็นความสำเร็จในรอบ 10 ปี สำหรับการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญให้กับประชาชน คาดว่าเมื่อเกิดระบบการให้บริการแพทย์ทางไกล จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลได้ 38,000 ล้านบาทต่อปี" นายฐากรกล่าว
          ดีอีเร่งใช้5จีพัฒนาประเทศ
          นายพิเชฐกล่าวว่า องค์ประกอบ 3 ด้านหลักในการจัดทำบิ๊กดาต้าภาครัฐ คือ 1.การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำไปใช้ประโยชน์และอำนวยความสะดวกด้านการทำธุรกรรม 2.การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งดีอีมีศูนย์ข้อมูลกลางช่วยดูแลและให้คำปรึกษา และ 3.การมีคลาวด์ เซอร์วิส เหมาะกับการจัดเก็บข้อมูลของหน่วยงานขนาดเล็ก เมื่อหน่วยงานรัฐทำฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานแล้วจะนำไปสู่การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน ซึ่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายวันสต๊อปเซอร์วิสของรัฐ ลดการใช้กระดาษของหน่วยงานรัฐ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาครัฐ ถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกัน
          นายพิเชฐกล่าวว่า ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเดินหน้าทดสอบระบบ 5G อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับไทยคาดว่าจะเห็นการทดสอบการใช้งาน (ยูสเคส) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ จากการรับฟังผู้ที่แสดงความจำนงขอติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการทดสอบใน 5G Testbed ได้แก่ อีริคสัน, โนเกีย, หัวเว่ย และแซดทีอี รวมถึงโอเปอเรเตอร์และผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตรายหลักๆ ภายในประเทศ ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค, บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือทีโอที พบว่ามีความสนใจที่จะทดสอบการใช้งานที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ (เอสเคิร์ฟ) ในพื้นที่อีอีซี 2 สาขา ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมด้านการแพทย์
          มั่นใจรัฐบาลใหม่เดินหน้าอีอีซี
          นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ "เศรษฐกิจไทยกับการเลือกตั้ง" ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง แม้ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอประกาศวัน ก็จะไม่กระทบต่อการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และเมื่อเลือกตั้งเสร็จไม่ว่าใครจะเข้าบริหารประเทศ การพัฒนาอีอีซีเชื่อว่ายังคงเดินหน้าต่อ เพราะเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวจากฐานอีก 2% ทำให้ช่วง 5 ปีจากนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตกว่า 5% ประกอบกับอีอีซีมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) รองรับ ไม่ใช่นโยบายที่ประกาศขึ้นลอยๆ
          "ช่วงการหาเสียงขณะนี้ ทราบว่าเริ่มมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มหาเสียงว่าจะยกเลิก อีอีซี เรื่องอีอีซีและภาครัฐไม่กังวล มองว่าเป็นแค่การหาเสียง ทั้งนี้ หลังเลือกตั้งอยากให้การเมืองมีเสถียรภาพ ขอร้องอย่าทะเลาะกัน เพื่อเศรษฐกิจไทยปีนี้โตกว่า 4%" นายคณิศกล่าว
          สกพอ.คาดทั้งปีลงจริง5.3แสนล.
          นายคณิศกล่าวว่า ปีนี้มั่นใจว่าจะเห็นการลงทุนจริงในพื้นที่อีอีซีประเมินไว้ที่ 534,481 ล้านบาท เนื่องจากคำขอรับส่งเสริมการลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในอีอีซีปี 2561 อยู่ที่ 683,910 ล้านบาท และยังมีตัวเลขคำขอของปี 2560 อยู่ที่ 310,337 ล้านบาท ซึ่งปีที่ผ่านมามีการลงทุนจริงในอีอีซีแล้ว 265,933 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะมีคำขอลงทุนกับบีโอไอรวมไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาทแน่นอน ส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการที่จะประมูลเสร็จภายในต้นปี 2562 และเริ่มลงทุนปลายปีนี้ และอีอีซีจะออกไปชักจูงการลงทุน (โรดโชว์) โดยวันที่ 31 มกราคมนี้จะหารือกับนักลงทุนฝรั่งเศส อาทิ แอร์บัส เพื่อหารือความคืบหน้าการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) และช่วงค่ำจะเดินทางไปญี่ปุ่นร่วมกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
          เอกชนเชียร์เลือกตั้งดันจีดีพี
          นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย นายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนมีความคาดหวังสูงมากต่อการเลือกตั้งของไทยที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ดังนั้น การเลื่อนเลือกตั้งครั้งนี้ออกไปจึงส่งผลต่อการสร้างความมั่นใจในการลงทุนภาคเอกชนที่เป็นปัจจัยหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบกับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีประเทศใดทั่วโลกใช้วิธีนี้มาก่อน ผลการเลือกตั้งจึงยากที่จะคาดเดา นักลงทุนจึงรอให้เลือกตั้งเสร็จสิ้นหรือรอการจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จที่อาจเป็นรัฐบาลผสม ประกอบกับนโยบายหลายอย่างที่รัฐบาลนี้ทำไว้อาจต้องทำต่อ ทั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งรัฐบาลถึงขั้นมีรัฐธรรมนูญเขียนล็อกไว้ ในระยะยาวนักลงทุนจึงอยากเห็นว่าพอมีรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในทางปฏิบัติจริงจะเป็นตามนั้นหรือไม่ หากไม่เป็นตามนั้น การลงทุนต่างๆ จะชะลอลงทั้งหมด
          นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะดุเดือดเข้มข้นที่สุดของประเทศไทย ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศเพียงระยะสั้น แต่ในระยะยาวอยากให้รัฐบาลทบทวนการยกเว้นภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจับจ่ายใช้สอยในไทยมากขึ้น จากปัจจุบันรายได้ภาคการท่องเที่ยวของไทยมาจากค่าใช้จ่ายในการเดินทางและอาหารเป็นหลัก โดยรัฐควรเปิดโอกาสให้มีผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) รายอื่นเข้ามาแข่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้ายกเว้นภาษี แทนที่จะผูกขาดรายเดียวเหมือนในปัจจุบัน ทำให้ไม่เกิดการแข่งขันเท่าที่ควร เทียบกับประเทศเกาหลีที่มีดิวตี้ฟรี 20 กว่าราย ทำให้คนไทยกลับนิยมช้อปปิ้งในต่างประเทศ

          บรรยายใต้ภาพ 
          ฐากร ตัณฑสิทธิ์