นักวิชาการหนุนก.ม.ดิจิตอล หวั่นถูก"ล้วงตับ"ข้อมูลส่วนตัว

 นักวิชาการชี้ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ช่วยสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติร่วมลงทุน ส่วนภาคประชาชนอย่าได้กังวลการมีกฎหมายรองรับทำให้คุ้มครองข้อมูลส่วนตัว แนะภาครัฐต้องให้เวลาภาคเอกชนได้ปรับตัว เผยระยะแรกอาจมีผลกระทบบ้าง แต่ระยะยาวจะส่งผลดีเบื้องต้น
          ในที่สุดกฎหมายดิจิตอลผ่านการพิจารณาวาระ 1 จากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. รวม 6 ฉบับ (ดูตารางประกอบ) โดยการผลักดันของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เมื่อปลายปีที่ผ่านมา กฎหมายดังกล่าวรัฐบาลต้องการผลักดันไปสู่ยุคดิจิตอลอย่างเข้มแข็ง
          แม้ก่อนหน้านี้ พ.ร.บ.ไซเบอร์ฯ ถูกคัดค้านเนื่องจากให้อำนาจเจ้าหน้าที่มากจนเกินไป แต่สุดท้าย สนช.ได้ผ่านการพิจารณา วาระที่ 1 ภายหลัง พ.ร.บ.ผ่านการ พิจารณา นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ออกมาเปิดเผยว่า ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) ฉบับปรับปรุงโดยคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ภาคประชาสังคม ภาครัฐ และผู้แทนภาคเอกชน และร่างพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection) ที่รัฐบาลเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติผ่านการพิจารณารับหลักการของ สนช. แล้ว เมื่อวันศุกร์ 28 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นหนึ่งคณะพิจารณาร่างทั้ง 2 ฉบับ กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 45 วัน ให้เวลาแปรญัตติภายใน 15 วันหลังเสร็จสิ้นวาระสภาทั้ง 2 ฉบับ คณะกรรมาธิการประชุมนัดแรกและที่ประชุมมอบให้นางเสาวณี สุวรรณชีพ เป็นประธาน
          อย่างไรก็ตาม "ฐานเศรษฐกิจ" ได้สอบถามความคิดเห็นจากนักวิชาการในเรื่องนี้ โดย นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้าน โทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็ตระหนักรู้ถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการหลายภาคส่วน ขณะที่บรรดาดีเวลอปเปอร์หรือบริษัทที่เกี่ยวข้อง มีเสียงสะท้อนออกไป และได้มีการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.เพื่อสร้างสมดุลทั้ง2 ฝ่าย ทั้งนี้ พ.ร.บ.ฉบับที่ออกจาก ครม. ก็ยังไม่ได้ถูกใจทุกฝ่าย ผู้ประกอบการและภาคเอกชนต้องมีการปรับตัวค่อนข้างเยอะ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว พ.ร.บ.ฉบับนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ในระยะยาวมากกว่า
          "การมีกฎหมายมารองรับย่อมดีกว่า ส่วนข้อกังวลคือถึงแม้ว่าพ.ร.บ.นี้กระทรวงดีอีมีความตั้งใจที่จะบังคับใช้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจส่งผลดีเพราะปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายที่จะมารองรับ แต่ พ.ร.บ.นี้ในมาตรา 2 ระบุไว้ชัดเจนว่าจะบังคับใช้ทันทีที่กฎหมายลงประกาศในราชกิจจาฯ"
          ขณะที่ภาคเอกชนมีทั้งรายที่พร้อมและไม่พร้อม เนื่องจากต้องมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานภายใน ซึ่ง ฉบับที่ออกจาก ครม.ไม่มีตัวบท เฉพาะกาล 180 วัน เอกชนหลายแห่งจึงมีความกังวลโดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่มีสาขาในประเทศ ไทย กระทรวงจะต้องสื่อสารหรือทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพราะอาจส่งผลให้เอกชนไม่กล้าลงทุน
          สำหรับภาคประชาชน อาจจะไม่ได้กระทบโดยตรงแต่ ถ้าไม่มีกฎหมายนี้ผู้ที่ได้ข้อมูลเราไปจะเอาไปทำอะไรก็ได้โดยที่เราไม่รู้ ดังนั้นกฎหมายนี้น่าจะดีกับทุกคน ส่วนข้อที่หลายคนกังวลว่ากฎหมายไซเบอร์จะเอื้อให้ภาครัฐจะมาล้วงข้อมูลนั้น การที่จะนำข้อมูลไปใช้ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายฉบับนี้น่าจะให้ประโยชน์กับประชาชนมากกว่า
          ส่วนทางด้านดร.สิขเรศ ศิรากานต์ นักวิชาการอิสระด้านสื่อดิจิตอลและสื่อใหม่ กล่าวว่า เรื่องความมั่นคงทางไซเบอร์ถือเป็นวาระนานาชาติ  ภาพรวมทั้งหมดของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ในมิติที่ดี แต่เกิดขึ้นในยุคสมัยของรัฐบาลทหาร เพราะฉะนั้นประชาชนหรือภาคธุรกิจอาจจะยังกังวลใจอยู่ คือการใช้อำนาจที่มีมากจนเกินไป ถึงแม้ว่าในเนื้อหาอาจจะมีการขออำนาจศาลที่ใช้ดุลพินิจจากหลายส่วนก็ตาม ส่วนที่ 2 หากผ่าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ไปเล้วจะมีกรอบเวลาในการจัดตั้งคณะกรรมการภายใน 180 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นดังนั้นภาครัฐเองในการออกกฎหมายฉบับนี้ต้องมีกรอบเวลาและวิธีการที่สามารถทำได้ในหลักการของความเป็นจริง
          ขณะที่ผศ.อัครเดชวัชระภูพงษ์ ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายสาร สนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เปิดเผยว่า ถ้าคุมเข้มเกินไปต่างชาติจะไม่มา  แต่หากไม่มีกฎหมายประเภทนี้เกิดขึ้น การก่อการร้ายการปลุกระดมมวลชนที่ไม่ดีต่อรัฐ  จะรับมือได้ยากและอาจก่อให้เกิดความ วุ่นวาย ซึ่งปัจจัยที่มุ่งเน้นคือเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ความมั่นคงทางการทหาร ตรงนี้ค่อนข้างที่จะกว้างพอสมควร
          "ผมค่อนข้างมองกลางโดยไม่ได้ค้านหรือยอมรับแบบสุดโต่ง พ.ร.บ.ฉบับนี้มันต้องมีเพราะภัยไซเบอร์ในปัจจุบันมีความ ซับซ้อน ซึ่งพ.ร.บ.ตัวนี้พยายามที่จะทำให้เป็นเอกภาพ เพื่อความรวดเร็วและยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้น พ.ร.บ.นี้เป็นสิ่งจำเป็นแต่ก็อาจจะเป็นยาแรงเกินไป เอกชนต่างชาติอาจกลัวที่จะเข้ามาลงทุน"
          สำหรับทางด้านภาคประชาชนต้องกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพ.ร.บ.นี้ให้ดีเนื่องจากว่าเป็นดาบสองคม โดยอำนาจหน้าที่ค่อนข้างที่จะละเมิดความเป็นส่วนตัวของปัจเจกชนพอสมควร
          หลายคนกังวลว่ากฎหมายไซเบอร์จะเอื้อให้ภาครัฐจะมาล้วงข้อมูลนั้น การที่จะนำข้อมูลไปใช้ก็จะต้องปฏํบัติตามกฎหมาย ซ่งกฎหมายฉบับนี้น่าจะให้ประโยชน์กับประชาชนมากกว่า