"สกว.-กสท"ลงขัน150ล.ทุนวิจัยบิ๊กดาต้า -ไอโอที

ภาครัฐตั้งบอร์ดศึกษามาตรฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดิจิทัล
          กรุงเทพธุรกิจ องค์กรรัฐและเอกชนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล สกว. จับมือ กสท ลงขันรวม 150 ล้านบาทหนุนวิจัยด้านบิ๊กดาต้าและไอโอทีปูทางสู่สมาร์ทซิตี้ ด้าน สนง.รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์รวบรวมผู้เชี่ยวชาญตั้งบอร์ดอินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ วางกรอบมาตรฐานการเชื่อมต่อ
          นายสุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การทำงาน ของ สกว. คือยกระดับด้านอุตสาหกรรมของประเทศโดยเฉพาะอุตสาหกรรมดิจิทัล จึงร่วมมือกับ บมจ. กสท โทรคมนาคม ลงขันหน่วยงานละ 25 ล้านบาทต่อปี เป็นเวลา 3 ปี สนับสนุนทุนให้กับกลุ่มโครงการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี บิ๊กดาต้า ไอโอทีและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนสู่ความเป็น เมืองอัจฉริยะ (สมาร์ทซิตี้)
          สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือ การสร้างบุคลากร "นักวิจัย 4.0" และนวัตกรรมของไทยเอง ที่จะเป็นรากฐานในการพัฒนาและยกระดับภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ ทุนดังกล่าวจะทำให้เกิดการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ในอุตสาหกรรมดิจิทัล และสนับสนุน การพัฒนาเมืองไปสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ ทั่วทั้งประเทศ ตลอดจนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านความปลอดภัยด้าน สิ่งแวดล้อม ด้านการจราจรด้านการขนส่งด้านสุขภาพ ระบบสาธารณูปโภค และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
          ยกตัวอย่างนาฬิกาไอโอที (IoT Smart Watch) จากงานวิจัยในโครงการ "นาโนก๊าซเซนเซอร์เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและสิ่งแวดล้อม" โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุน ของ ฝ่ายวิชาการ สกว. ที่ช่วยแจ้งเตือน ผู้ใช้ทันทีภายใน 10 วินาทีเมื่อตรวจพบก๊าซพิษเกินค่าที่ตั้งไว้ นอกจากส่งสัญญาณเตือนผ่านทางตัวนาฬิกาแล้วก็ยังส่งเสียงผ่านแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ได้ด้วย
          คุณสมบัติหลัก ได้แก่ การตรวจจับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ทำให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น ตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้นได้แบบเรียลไทม์ จึงประยุกต์ใช้แก้ปัญหาการลืมบุตรหลานไว้ในรถ หากเซนเซอร์ตรวจพบอุณหภูมิสูงกว่าที่ตั้งค่า จะสามารถแจ้งเตือนยังสมาร์ทโฟน ผู้ปกครองได้
          นายอดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า โลกปัจจุบันและอนาคตคือโลกของการเชื่อมต่อ โดยจะเห็นได้จากอัตราส่วนของอุปกรณ์ที่ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันกับจำนวนประชากรโลกในปี 2558 อยู่ที่ 3.47 เครื่องต่อคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 6.58 เครื่องต่อคนภายในปี 2563
          "เหตุผลที่ทำไอโอทีเติบโตอย่างรวดเร็วเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ เซ็นเซอร์มีขนาดเล็กและถูกลง โพรเซสเซอร์ มีราคาถูกลง มีการใช้งานสมาร์ทโฟน ที่ถูกลง และฉลาดขึ้นอยู่ทั่วไป อุปกรณ์แบบสวมใส่กำลังเริ่มได้รับความนิยม ในขณะที่แบนด์วิดธ์ราคาถูกลง รวมถึงการเติบโตของข้อมูลขนาดใหญ่ และ การวิเคราะห์ข้อมูล"
          ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการนำไอโอทีมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังมีสิ่งที่ท้าทายสำคัญที่องค์กรต้องพิจารณาเป็นพิเศษ ได้แก่ การรักษาความปลอดภัย เพราะเมื่อมีการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากเข้ากับระบบก็ทำให้เกิดช่องโหว่ในการถูกโจมตีได้ง่าย เรื่องของมาตรฐานต่างๆ เกี่ยวกับไอโอทีที่ยังไม่ชัดเจน มีความแตกต่างหลากหลาย
          เพราะมีหลายกลุ่มกำลังช่วงชิงการเป็นผู้มีบทบาทในการกำหนดมาตรฐาน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการนำเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ต่างๆ มาประยุกต์ใช้งานร่วมกัน เช่น สำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ หรือสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัลในปัจจุบัน ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากองค์กร ภาครัฐที่เกี่ยวข้องแต่งตั้งคณะกรรมการ อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ ทำหน้าที่ศึกษา วิจัย จัดทำมาตรฐาน วิเคราะห์และรายงานผลกระทบจากการใช้อุปกรณ์ไอโอที รวมถึงวางกรอบงาน และมาตรฐานด้านไอโอทีที่จะนำมาปรับใช้ในอนาคต