DTACลุ้นQ4/61ฟื้นแรง พลิกกลับมีกำไร819ล้าน แนะทยอยซื้อเป้า50บาท

 DTAC ลุ้นงบไตรมาส 4/61 ฟื้นตัวแรง พลิกกลับมีกำไรสุทธิ 819 ล้านบาท จากไตรมาส 3/61 มีขาดทุนสุทธิ 921 ล้านบาท ส่วนผลงานทั้งปี 61 คาดมีกำไรสุทธิ 1,392 ล้านบาท ลดลง 34.2% จากปีก่อน โบรกฯ แนะทยอยซื้อ ราคาเป้าหมาย 50 บาท
          บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ในไตรมาส 4/2561 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 819 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51.1% จากไตรมาส 4/2560 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 542 ล้านบาท และพลิกเป็นบวกจากไตรมาส 3/2561 ที่มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 921 ล้านบาท โดยมีรายการพิเศษจากผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน และการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ราว 1,430 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3/2561
          ทั้งนี้ หากไม่นับรวมรายการพิเศษดังกล่าว จะทำให้ในไตรมาส 4/2561 มีกำไรปกติอยู่ที่ 824 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56% จากไตรมาสก่อน โดยแม้รายได้จากการให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (IC) คาดลดลง 1.3% จากไตรมาสก่อน หลังยังได้รับผลกระทบจากรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน (ARPU) คาดปรับลงต่อจากไตรมาส 3/2561 เป็นผลจากการไหลออกของลูกค้า หลัก ๆ จากฐานลูกค้าระบบเติมเงิน (Pre-paid) ที่ลดลง ซึ่งไม่เพียงพอต่อฐานลูกค้าระบบรายเดือน (Post-paid) ที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งหมดถูกชดเชยด้วยต้นทุนการให้บริการที่คาดลดลงสูงถึง 18.3% จากไตรมาสก่อน หลังไม่มีการบันทึกค่าตัดจําหน่ายสินทรัพย์ภายใต้ระบบสัมปทาน ซึ่งหมดอายุเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2561
          ส่วนกำไรปกติปี 2561 คาดว่าอยู่ที่ 2,850 ล้านบาท สูงจากประมาณการเดิมที่ทำไว้ 2,760 ล้านบาท และคิดเป็นการเติบโต 34.3% จากปีก่อน แต่หากรวมรายการพิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยนและการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ คาดว่ากำไรสุทธิปี 2561 อยู่ที่ 1,392 ล้านบาท ลดลง 34.2% จากปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,115 ล้านบาท
          ขณะเดียวกัน ปัจจุบันประเด็นความกังวลในช่วงที่ผ่านมาต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานของ DTAC จากกรณีคลื่นความถี่ภายใต้ระบบสัมปทานจะหมดอายุลงนั้นได้ถูกคลี่คลายแล้ว หลัง DTAC ได้พร้อมกลับมาเรียกความเชื่อมั่นคืนอีกครั้งจากจำนวนคลื่นในมือที่มีอยู่ 110 MHz โดยเป็นคลื่นความถี่ภายใต้ระบบใบอนุญาตรวมทั้งสิ้น 50 MHz (2x25 MHz)
          นอกจากนี้ DTAC ยังมีประเด็นบวกเสริมในแง่ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจําหน่ายที่คาดลดลงตั้งแต่ปี 2562 หลังไม่มีค่าตัดจําหน่ายสินทรัพย์ภายใต้ระบบสัมปทาน รวมถึงค่าธรรมเนียมและส่วนแบ่งรายได้ (Regulatory Fee) ที่ลดลงจาก 9% มาอยู่ที่ 4% ของรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ ซึ่งทำให้แม้ภาพการแข่งขันที่คาดว่าจะยังคงรุนแรงขึ้น แต่แนวโน้มกําไรปกติปี 2562 คาดว่ายังเติบโตได้ต่อจากปี 2561 กว่า 92.1% ดังนั้นจากการปรับประมาณการกำไรเพิ่มขึ้นหลังได้อานิสงส์บวกจากการสิ้นสุดระบบสัมปทาน ส่งผลทําให้ราคาพื้นฐานปี 2562 ใหม่ ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 50 บาท จากเดิม 48 บาท และปรับคําแนะนําเป็น “ทยอยซื้อ” จากเดิม “ถือ”