ส่อง5หุ้นเด่นปี2562 โตสวนทาง ศก.ชะลอตัว

ผู้จัดการรายวัน360 - ส่องจุดเด่น 5 หุ้นยอดนิยม CPALL AOT CK ADVANC และ WHA โบรกเกอร์มองปี 2562 พบหลายธุรกิจยังมีทิศทางเติบโตสวนทางเศรษฐกิจที่อาจชะลอตัวลงตามทิศทางเศรษฐกิจโลก จากการบริหาร และควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งนโยบายภาครัฐสนับสนุน ช่วยผลักดันผลประกอบการ
          ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยช่วงที่ผ่านมา ปัจจัยสำคัญหนีไม่พ้นทิศทางของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และทิศทางดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมทั้งตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ธนาคารกลางสำคัญๆ รวมถึงของไทยปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ลง ซึ่งสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกปี 2562 มีแนวโน้มเติบโตลดลง แม้ในประเทศจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นปีนี้ก็ตาม
          อย่างไรก็ตาม จากความผันผวน ดังกล่าว นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ฯหลายแห่ง ยังแนะนำให้นักลงทุนเข้าลงทุนในหุ้นซึ่งราคามีการปรับตัวลงไปมากแล้ว รวมถึงหุ้นของบริษัทที่มีความแข็งแกร่งทางธุรกิจและมีแนวโน้มเติบโตในปี 2562 ซึ่งเมื่อรวบรวมพบว่ามี 5 บริษัทที่ได้รับการเพิ่มน้ำหนักให้เข้าลงทุนจากนักวิเคราะห์ต่างๆ ได้แก่ บมจ.ซีพี ออลล์ (CPALL), บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ,บมจ.ดับบลิว เอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA), บมจ.ช.การช่าง (CK) และ บมจ.ท่าอากาศยานไทย (AOT)
          CPALL สินค้ามาร์จิ้นสูงช่วยเพิ่มกำไร
          เริ่มกันที่ CPALL ที่ผ่านมาในปี 2561 บริษัทใช้เงินลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาท สำหรับการเปิดสาขาใหม่ และปรับปรุงสาขาเดิมที่มีอยู่ รวมถึงพัฒนาโครงการใหม่ในบริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า โดยช่วงปลายปี 2561 และทิศทางธุรกิจปี 2562 นักวิเคราะห์เชื่อว่า CPALL จะได้รับผลดีจากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปลายปี หลังจากกำไรไตรมาส 3/61 มากกว่าที่คาดการณ์ เพราะได้รับผลดีจากการบริหารสินค้าที่มาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดไว้และลดสินค้ามาร์จิ้นต่ำลง อีกทั้งบริหาร Distribution Center ได้ดีขึ้น
          ขณะที่บริษัทลูกอย่าง MAKRO เริ่มฟื้นตัวจากเดิมที่คาดว่าจะอ่อนตัว ราคาสินค้าอาหารสดหมูไก่อยู่ในแนวโน้มดีขึ้น การขยายสาขาเป็นไปตามแผน ทำให้ในปี 2561 ถูกคงประมาณการกำไรไว้ที่ระดับ 2 หมื่นล้านบาท อีกทั้งการขยายเข้าสู่ธุรกิจ logistics ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตตามธุรกิจ e-commerce ที่ขยายตัวสูง 10-15% ต่อปี รวมถึงการพัฒนามหาวิทยาลัยในจีน
          "มองว่าในไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมา แนวโน้มจะยังดีต่อเนื่องจากยอดขายในสาขาเดิมอยู่ที่ 1.0-2.0% เนื่องจากการบริโภคเพิ่มขึ้น และการตอบสนองที่ดีขึ้นจากโปรโมชันแสตมป์ ขณะการขยายสาขาเป็นไปตามแผน บริษัทขยายสาขาได้ตามแผน 700 กว่าสาขาในปีที่ผ่านมา"
          ก่อนหน้านี้ราคาหุ้น CPALL ปรับตัวลดลง และปรับขึ้นจำกัดจากความกังวลยอดขายจากสินค้ามาร์จิ้นต่ำและผลประกอบการของ MAKRO แต่ปัจจุบัน CPALL และ MAKRO สามารถแก้ปัญหาได้ โดยเพิ่มสินค้ามาร์จิ้นสูงและบริหารต้นทุนได้เพิ่มขึ้น ทำให้มีราคาเป้าหมายอยู่ที่ระดับ 90.00 บาท/หุ้น โดยมองว่ากำไรของ CPALL มีแนวโน้มเติบโตชัดเจนในระยะยาวที่ 15.1% ในช่วงปี 2561-63 ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับการเติบโตของหุ้นในกลุ่มที่อยู่ช่วง 4.7-17.8% นอกจากนี้ราคาหุ้นก็ยังมี upside ถึงราคาเป้าหมายอีกถึง 25.2%
          AOT เตรียมสร้างนิวไฮต่อเนื่อง
          เมื่อเร็วๆ นี้  บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT คาดว่าช่วงไตรมาส 1 ปีงบประมาณ 62 (ต.ค.-ธ.ค. 61) จำนวนผู้โดยสารจะเติบโต 10% เนื่องจากว่าเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว จากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวของรัฐบาล ซึ่งนอกเหนือจากนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมาแล้ว ยังได้รับปัจจัยหนุนจากนักท่องเที่ยวอินเดีย รัสเซียที่เติบโตเพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 1/62 จะเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเทียบกับไตรมาส 4 ปีงบ 61 และคาดว่ารายได้ปี 2562 จะอยู่ในระดับ 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งมาจากภาพรวมการท่องเที่ยวของไทยจะเติบโตเพิ่มขึ้น ตามการกระตุ้นท่องเที่ยวของรัฐบาล
          นอกจากนี้ AOT  ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากธุรกิจของบริษัทย่อย ที่จะเปิดให้บริการ 3 บริษัทที่ดำเนินด้านรักษาความปลอดภัย ศูนย์กระจายสินค้า และธุรกิจให้บริการภาคพื้น และยังได้รับปัจจัยหนุนจากการบริหารเพิ่มอีก 4 ท่าอากาศยานในปีหน้า (อุดรฯ สกลนคร ตาก ชุมพร) ช่วยหนุนรายได้เติบโตในระยะยาว
          เหตุผลดังกล่าวสอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์ที่เชื่อว่า ปี 2562 บริษัทน่าจะผลงานที่สร้างสถิติใหม่ต่อเนื่อง (นิวไฮ) หนุนโดยช่วงไฮซีซันและการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน (อยู่ในช่วงฟื้นตัว อ้างอิงจากสถิติจำนวนผู้โดยสารต้นเดือน พ.ย.)
          นั่นทำให้นักเคราะห์ เชื่อว่ากำไรหลักของ AOT จะเติบโตตามปกติของธุรกิจอยู่ที่ 12% ในปี 2562 (ต.ค. ปี 2561-ก.ย. ปี 2562) การเติบโตของรายได้ปี 2562 คาดอยู่ที่ 9% (ค่าธรรมเนียมผู้โดยสารเติบโต 6% และ รายได้จากสัมปทาน)
          อีกทั้ง AOT ยังมีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ดี และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์มากขึ้น  และเมื่อพิจารณาจากราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวในปัจจุบัน พบว่า ราคาและมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับน่าลงทุน โดยหุ้น AOT ซื้อขาย P/E ปี 2562 ที่ 33.1 เท่า ใกล้เคียงกับในช่วงโลว์ซีซัน แต่บริษัทจะมีปัจจัยหนุนระยะสั้นได้แก่ TOR สำหรับพื้นที่เชิงพาณิชย์ ณ สนามบินสุวรรณภูมิช่วงปลายปี 2561 หรือ ม.ค. ปี 2562 และการฟื้นตัวของกำไรในไตรมาส 1/62 (เดือน ต.ค.-ธ.ค. ปี 2561) รวมถึงผลงานไตรมาส 2/62 ที่แข็งแกร่งจนทำให้มีราคาเป้าหมายที่ระดับ 80.00 บาท/หุ้น
          CK งานในมือขยายตัวต่อเนื่อง
          โดยทั่วไป เมื่อมีการประกาศเลือกตั้งหุ้นกลุ่มรับจะได้รับการเพิ่มน้ำหนักลงทุนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ เพราะมีโอกาสที่จะได้รับงานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ตามโครงการต่างๆที่จะเร่งดำเนินการ ซึ่ง บมจ. ช.การช่าง เป็นหนึ่งใน 4 ของบริษัทรับเหมาขนาดใหญ่ของประเทศที่มีโอกาสดังกล่าว
          ล่าสุดมีการคาดการณ์ว่า  CK จะได้ส่วนแบ่งงานก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินราว 6 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าโครงการงานก่อสร้าง 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งงานก่อสร้างจะแบ่งกับ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD)  บริษัท ไชน่าเรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น จำกัด หรือ CRCC ที่ร่วมประมูลงานภายใต้กลุ่มกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตร
          ทั้งนี้ หากได้ส่วนแบ่งงานดังกล่าวเข้ามา จะส่งผลให้ยอดงานในมือ (Backlog) ของบริษัทเพิ่มเป็น 1.15 แสนล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 5.55 หมื่นล้านบาท  ส่วนรายได้ปี 2561 คาดว่าจะอยู่ที่ 3.2 หมื่นล้านบาทตามเป้าหมาย ส่วน2562 จะอยู่ที่ระดับ 3-3.5 หมื่นล้านบาท
          ที่ผ่านมา CK เข้าร่วมแข่งขันประมูลงานคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9.68 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นงานประมูลในปี 2562 ประมาณ 5.69 แสนล้านบาท และตั้งเป้าได้งาน 20-25% ส่วนใหญ่เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ รถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก รถไฟฟ้าส่วนต่อขยาย รถไฟทางคู่เฟส 2 รวมถึงงานประมูลโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ละมีโอกาสได้งานเพิ่มต่อจากสนามบินอู่ตะเภา, ทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง และรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-โคราช นอกจากนี้จะมีงานสร้างทางด่วนของ BEM อีก 4 หมื่นล้านบาท ในปี 2563
          โดยรวมนักวิเคราะห์เชื่อว่ารายได้รถไฟความเร็วสูงจะเริ่มเข้ามาในปี 2563 แต่สิ่งที่น่าสนใจจาก CK คือกำไรจาก BEM จะกลับเป็นปกติเนื่องจากไม่มีรายการพิเศษใหม่ๆ เหมือนในไตรมาส3/61 แต่ส่วนแบ่งรายได้จาก CKP จะเพิ่มขึ้นหลังจากเขื่อนไซยะบุรีเริ่ม COD ในไตรมาสสุดท้ายปี2562 ทำให้ผลประกอบการของ CK จะเติบโตสูงในปีหน้า (2563)
          "สิ่งที่น่าสนใจของ CK คือโอกาสไดรับงานมูลค่า 5 หมื่นล้านบาทในปี 2562-2563 ทำให้มีราคาเหมาะสมเพิ่มขึ้นเป็น 40 บาท/หุ้นจากเดิม 38 บาท/หุ้น"
          ADVANC การแข่งขันลดลง
          ด้าน ADVANC บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้จากการให้บริการ (หรือรายได้การให้บริการไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่ายและค่าเช่าเครื่องและอุปกรณ์) ทั้งปี 2561 เติบโต 3.5-4.5% จากปีก่อน ที่มีรายได้อยู่ที่ 1.28 แสนล้านบาท หลังจากไตรมาส 3/2561 บริษัทได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของรายได้การให้บริการหลักปี 2561 เป็น 3.5-4.5% จากเดิมคาดการณ์เติบโต 5-7% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561ที่มีรายได้นี้อยู่ที่ 9.97 หมื่นล้านบาท เติบโต 3.9%จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่การเติบโตของตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ชะลอตัว
          นอกจากนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายอัตรากำไร EBITDA (ไม่รวมค่าเช่าเครื่องและอุปกรณ์) ทั้งปี 2561 อยู่ในช่วง 45-47% หลังจาก 9 เดือนแรกอยู่ที่ 46.2% และยังคงแผนการลงทุนสำหรับการขยายโครงข่าย 4G และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเช่นเดิม คาดว่างบลงทุนที่เป็นเงินสด (ไม่รวมค่าใบอนุญาต) จะอยู่ที่  2.5 หมื่นล้านบาท หลังจาก 9 เดือนแรกปี 2561 ใช้งบลงทุนไปแล้ว 1.65 หมื่นล้านบาท
          ด้านภาพรวมธุรกิจปี 2562 หรืออีก 2-3 ปี ADVANC คาดว่าธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงเติบโตอยู่ โดยเฉพาะ 4G ซึ่งบริษัทยังคงเน้นการให้บริการโครงข่าย 4G และยังคงเป็นผู้นำในตลาดนี้ มีส่วนแบ่งทางการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) 48%
          ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์ ต่อแนวโน้มธุรกิจของ ADVANC พบว่า แม้ราคาหุ้นปรับตัวลง 13.5% หลังประกาศผลงานไตรมาส 3/61 ทำให้ผลตอบแทนเงินปันผลงวดปี 2562 สูงขึ้นเป็น 4.3% เริ่มจำกัด downside ขณะมูลค่าตลาดรวมเข้าสู่จุดอิ่มตัวจำกัดการเติบโตของ ADVANC สะท้อนคาดการณ์กำไรปกติปี 2562 โตเพียง 4% อย่างไรก็ตามตลาดมีโอกาสกลับมาเติบโตช่วงครึ่งปีแรก 2562 หากการแข่งขันในกลุ่มลดลงเป็นปัจจัยสำคัญหนุนการฟื้นตัวของราคาหุ้นที่ต้องจับตาอีกระยะ โดยมีราคาเป้าหมาย 210 บาท/หุ้น
          WHA ได้แรงหนุนจาก EEC ผลักดัน
          WHA คาดว่ารายได้ปี 2562 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีนี้ที่คาดทำได้กว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งมาจาก 4 ธุรกิจหลัก ล่าสุดบริษัทมีที่ดินพร้อมขาย 1 หมื่นไร่ ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมรวม 10 แห่งใน EEC ซึ่งปัจจุบันราคาขายที่ดินปรับตัวสูงขึ้นปีละกว่า 10% จากรัฐบาลสนับสนุนพื้นที่ EEC เพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศ คาดความต้องการของลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้น แถมอยู่ระหว่างเจรจากับลูกค้า e-Commerce รายใหญ่ คาดเห็นความชัดเจนต้นปี 2562
          ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติ มีความสนใจมาลงทุนในพื้นที่ EEC ต่อเนื่อง โดยเฉพาะลูกค้าจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากผล กระทบด้านภาษีจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ประกอบกับปัจจุบันอัตราค่าแรงงานและราคาที่ดินในจีนปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งไทยถือเป็นฐานลอจิสติกส์ที่สำคัญในภูมิภาค พร้อมมีการเชื่อมต่อตามนโยบาย "1 Belt 1 Road"
          นอกจากนี้ WHA มีการซื้อที่ดินใหม่ กว่า 1 พันไร่ ที่ฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับธุรกิจลอจิสติกส์ ที่มีการเติบโตมาก ซึ่งในพื้นที่ EEC จะเป็นศูนย์กลางของฐานกระจายสินค้าในภูมิภาค และมีความได้เปรียบด้านการขนส่งลอจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ อีกทั้งอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้า 2-3 ราย เพื่อเช่าคลังสินค้าแบบ "Built to Suit" เพิ่มอีก 90,000-100,000 ตารางเมตร
          ด้านนักวิเคราะห์ประเมินแนวโน้มธุรกิจของ WHA ว่า ในไตรมาส4/61 อาจเห็นกำไรของบริษัทที่ระดับ 1.8-1.9 พันล้านบาท ถือเป็นจุดสูงสุดของปี 2562 โดยมีมุมมองเป็นบวกต่อการดำเนินงานตามปกติมากขึ้น เพราะรับรู้ยอดขายที่ดินกับลูกค้ารายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์เป็น Pre-sale ได้ 350 ไร่ ส่งผลให้ยอด Pre-sale และยอดโอนปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 900 ไร่  จึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2561 ที่ 3.4 พันล้านบาท และ 3.9 พันล้านบาทปี 2562 จากฐาน Backlog ที่เพิ่มสูงกว่า 670 ไร่, การลงทุนในพื้นที่ EEC ที่ชัดเจนขึ้น และการเปิดดำเนินงานของนิคม Nghe An จึงมีราคาเป้าหมาย  5.00 บาท/หุ้น.