"กสท"รุกซับมารีนเคเบิล วอนรัฐโรดโชว์เจาะตลาด

หวังตลาดซีแอลเอ็มวีที เพิ่มรายได้-ศักยภาพ
          กรุงเทพธุรกิจ "กสทฯ"สยายปีกเคเบิล ใต้น้ำยึดหัวหาดตลาดต่างประเทศ บุกอาเซียนเต็มตัว อ้อนกระทรวงดีอี-รัฐ เดินหน้าแผนโปรโมทช่วยชูเส้นใหม่ ไทยฮ่องกง เพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขันไทยในเวทีโลก รับการเติบโตของแบนด์วิธที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.กสท โทรคมนาคม กล่าวว่า หลังที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้สนับสนุนโครงการเพิ่มประสิทธิภาพ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ มูลค่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงการสร้างโครงข่ายอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ และ เคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่อระหว่างประเทศ (ซับมารีน เคเบิล) เส้นไทย-ฮ่องกง
          ขณะนี้ อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยกสทฯอยากให้รัฐบาลและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ช่วยสนับสนุนและประชาสัมพันธ์ให้ ประเทศอาเซียน และประเทศเพื่อนบ้านใช้งานเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นเส้นทาง ที่มีความสะดวก และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงข้อมูลในภูมิภาคอาเซียน
          ที่ผ่านมากสทฯได้วางจุดเชื่อมโยง วงจรอินเทอร์เน็ตกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งสปป.ลาว พม่า และกัมพูชา สำหรับสปป.ลาว มีจุดเชื่อมต่อและให้บริการแล้ว 2 จุด ได้แก่ จุดเชื่อมต่อ ณ จ.หนองคาย-เวียงจันทน์ และจุดเชื่อมต่อ ณ จ.มุกดาหาร-สะหวันเขต
          นอกจากนี้ ยังมีจุดพร้อมเชื่อมต่อ 3 จุด หากประเทศสปป.ลาวต้องการ ได้แก่จุดเชื่อมต่อ ณ จ.นครพนม-ท่าแขก จุดเชื่อมต่อ ณ จ.เชียงราย บริเวณ เชียงของ-บ่อแก้ว และจุดเชื่อมต่อ ณ จ.อุบลราชธานี-ปากเซ
          ปัจจุบันจุดเชื่อมต่อเชียงของบ่อแก้ว มีความจุ 1 กิกะไบต์ และ จุดเชื่อมต่อหนองคาย-เวียงจันทน์ มีความจุ 35 กิกะไบต์ แต่ในอนาคต จะขยายความจุดของเส้นทางเป็น 100 กิกะไบต์
          สำหรับพื้นที่พม่า กสทฯมีจุดเชื่อมต่อ 3 จุดเช่นกัน ได้แก่จุดเชื่อมต่อแม่สาย -ท่าขี้เหล็ก จุดเชื่อมต่อแม่สอด-เมียวดี และกาญจนบุรี-พม่าโดยแต่ละจุดมี ความจุในการขนส่งข้อมูล 100 กิกะไบต์ ซึ่งธุรกิจในพม่าของกสทฯ ได้ให้บริการทั้งด้านอินเทอร์เน็ต และวงจรสื่อสาร
          ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นทางผ่าน ของพม่าในการเชื่อมโยงข้อมูลไปยัง มาเลเซีย และสิงคโปร์ โดยปัจจุบัน พม่ามีขนาดข้อมูลที่ต้องขนส่งประมาณ 200 กิกะไบต์ โดยคาดการณ์ว่า ใน อนาคตจะเติบโตถึง 400-500 กิกะไบต์ จากการเติบโตของจำนวนคอนเทนท์ที่มากขึ้น ขณะเดียวกันในพื้นที่กัมพูชานั้น กสทฯ ก็ได้เริ่มเจรจากับผู้ประกอบการ เพื่อดึงการเชื่อมต่อข้อมูลเข้ามายังประเทศไทยมากขึ้น โดยกัมพูชา เป็นประเทศที่มีจำนวนคอนเทนท์ เติบโตสูงเช่นกัน ทั้งนี้ ประสิทธิภาพจุดเชื่อมโยงวงจรการขนส่งข้อมูล คาดว่าสามารถรองรับประเทศกลุ่มในแถบอาเซียนได้ประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นต้องเพิ่มความจุในการให้บริการ เพราะการใช้งานคอนเทนท์ในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับโครงการซับมารีนเคเบิล เส้นไทย-ฮ่องกง จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนศักยภาพการให้บริการของกสทฯ
          ที่ผ่านมานายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ระบุว่า มีความเป็นไปได้ประเทศนอกอาเซียน ได้แก่ จีน จะเข้ามาร่วมลงทุนในเส้นทาง ดังกล่าวด้วย โดยคาดการณ์ว่าจะเป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจของจีน
          ดังนั้น รัฐบาลจึงอยากให้กสทฯ ขยายบริการให้ครอบคลุมประเทศ เพื่อนบ้านเพื่อเพิ่มรายได้ทางธุรกิจ เนื่องจากตลาดซีแอลเอ็มวีที (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย) เมื่อร่วมมือกันจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง จึงอยากให้มีการเชื่อมโยงในภูมิภาคด้านโครงข่ายเคเบิลใยแก้วเชื่อมการส่งต่อข้อมูลระหว่างกัน