เจดีเซ็นทรัลผงาดอี-คอมเมิร์ซ

คาด 5 ปี ดันสินค้าไทยไปจานกว่าแสนล้าน
          เจดี เซ็นทรัล จับมือพันธมิตรภาครัฐ-เอกชน ดันผู้ประกอบการไทยสู่สากล คาด 5 ปีมีมูลค่าส่งออกสินค้าไทยไปจีนกว่า 1 แสนล้านบาท โดยมีสินค้าเกษตรเป็นหัวหอกหลัก เผยยอดออร์เดอร์พุ่งสูงกว่าอี-คอมเมิร์ซทั่วไปเท่าตัว พร้อมทุ่มงบ 2,000-3,000 ล้านบาทลงทุนแวร์เฮาส์ ไอที โลจิสติกส์เพิ่ม
          นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานคณะกรรมการ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด เปิดเผยว่า เจดี เซ็นทรัล เล็งเห็นศักยภาพและการเติบโตของตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ และสถานศึกษาต่างๆเพื่อลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสนับสนุนและผลักดันเศรษฐกิจไทยควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนการเติบโตของอี-คอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันให้ก้าวขึ้นไปอยู่บนเวทีโลก
          ล่าสุดบริษัทได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) 3 ฉบับระหว่างเจดี เซ็นทรัล ร่วมกับ JD.com กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สังกัดกระทรวงพาณิชย์ (DITP) และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(depa) และมหาวิทยาลัยหอการ ค้าไทย (UTCC) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ส่งออกสินค้าไทยสู่สากลซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้ส่งเสริมสินค้าไทยส่งออกโดยผ่าน JD.com มูลค่ากว่า 2-3 หมื่นล้านบาทแล้ว ขณะที่ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้าบริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถผลักดันมูลค่าการส่งออกสินค้าไทยดังกล่าวสู่ 1 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทได้เปิดร้านค้าแฟล็กชิพสโตร์ บนแพลตฟอร์ม เจดีดอทคอม เพื่อทำการจำหน่าย และส่งออกสินค้าไทยไปสู่ประเทศจีน และยังได้นำเสนอไอทีโซลูชัน ที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีในเรื่องของโลจิส ติกส์ และห่วงโซ่อุปทานให้แก่หน่วยงานภาครัฐ อันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบสาธารณูปโภคนอกจากนี้ยังรวมถึงการเพิ่มทักษะทางด้านดิจิตอลให้กับบุคลากรและนักศึกษาไทยเพื่อสร้างการพัฒนาบุคลากรแบบยั่งยืน และเติมเต็มระบบนิเวศของวงการอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยให้สมบูรณ์
          "จากการทดลองเปิดอีคอมเมิร์ซในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยวัดจากการสั่งซื้อสินค้าของผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อ โดยหน่วยการวัดของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซค่าเฉลี่ยปกติลูกค้าที่เข้ามาแวะชมสินค้าในเว็บไซต์จะมีสัดส่วนเฉลี่ย 1-2% ขณะที่ JD.com มีสัดส่วนลูกค้าที่เข้ามาสั่งซื้อกว่า 3-4% ของจำนวนลูกค้า 100 คน ขณะเดียวกันสินค้าไทยที่ได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวจีน ได้แก่ สินค้าเกษตร เช่น ทุเรียน มะม่วง ลำไย เป็นต้น"
          ทั้งนี้บริษัทวางแผนที่จะใช้งบลงทุน 2,000-3,000 ล้านบาทสำหรับการลงทุนด้านคลังสินค้า เทคโนโลยีและโลจิสติกส์ภายใน 2-3 ปีนี้ โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีคลังสินค้ารวม 5 แห่ง ในภูมิภาคต่างๆ และล่าสุดได้เปิดคลังสินค้าที่กรุงเทพฯและปริมณฑลไปแล้ว 3 แห่ง และมีแผนจะเปิดอีก 2 แห่ง ได้แก่ สุราษฎร์ธานีและเชียงใหม่ภายในสิ้นปีนี้ ด้านนางคริสทีน หว่อง รองกรรมการบริหารฝ่ายรัฐสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจดีกรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทเชื่อว่าการร่วมมือกับ DITP depa และ เจดี เซ็นทรัล
          จะสามารถพัฒนาผู้บริโภคและผู้ประกอบการในประเทศไทยได้เฉกเช่นเดียวกันกับประเทศจีน พร้อมกันนี้ยังเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่นโยบาย Thailand 4.0 อย่างเต็มตัว และยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยจำหน่ายสินค้าคุณภาพให้กับผู้บริโภคต่างประเทศ เป็นอีกช่องทางที่ช่วยผู้ประกอบการ SMEs ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกทาง
          "ความแตกต่างของ JD และอี-คอมเมิร์ซรายอื่นๆ คือการการันตีสินค้าที่นำมาขายคือของดี และของแท้ ขณะเดียวกันสามารถเปลี่ยนสินค้าได้ภายใน 15 วัน อีกทั้งการร่วมมือครั้งนี้เชื่อว่าผู้ประกอบการไทยจะสามารถเข้าถึงตลาดจีนผ่านแพลตฟอร์มของ JD ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงรับการฝึกอบรมเฉพาะด้าน ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภค และการชำระเงินแบบดิจิตอลและการขนส่งสินค้า ยกตัวอย่างเช่น การจับคู่ทางธุรกิจระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อ หรือแม้แต่การจัดโปรโมชันต่างๆให้กับผู้บริโภคชาวจีนบน JD.com เพื่อเพิ่มยอดขายสินค้าไทยในตลาดจีน"
          3 ฉบับรวดเจดีเซนทรัล MOU กับภาครัฐและเอกชน เพิ่มศักยภาพประกอบการ SMEs ไทย ดันรายได้ส่งออกทะลุแสนล.
          บรรยายใต้ภาพ
          ญนน์ โภคทรัพย์