กสทช.ปิดระบบ2G.ตค..ปีหน้า 5.2ล้านเบอร์ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยหลัง การประชุมบอร์ด กสทช.เมื่อวันที่19ธันวาคม 2561 ว่า ที่ประชุมมีมติให้ยุติการให้บริการ ระบบ 2G เนื่องจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้เสนอความเห็นให้ยุติการให้บริการเนื่องจากจำนวนหมายเลขในระบบ 2G ที่ใช้งานอยู่มีเพียง 5.2 ล้านเลขหมาย (ประกอบด้วย เอดับบลิวเอ็น 2 ล้านเลขหมาย ทรูมูฟ 1 ล้านเลขหมาย, ดีทีเอ็น 2.2 ล้านเลขหมาย) จากจำนวนผู้ใช้บริการทุกระบบรวมทั้งหมด 126 ล้านเลขหมาย โดยจะยุติการให้บริการภายในตุลาคม 2562 จึงเหลือเวลาดำเนินการเพียง 10 เดือน
          ทั้งนี้ให้กสทช.และผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ดำเนินการรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจถึงเหตุผลในการยุติให้บริการ โดยสัปดาห์หน้า สำนักงานกสทช.จะเชิญผู้ให้บริการโทรคมนาคมมาพูดคุยเพื่อกำหนดแผนยุติการให้บริการประกอบด้วยการทำความเข้าใจผู้ใช้บริการเพื่อโอนย้ายลูกค้า, การยุติการนำเข้าอุปกรณ์ 2G และการส่งมอบอุปกรณ์ใหม่ให้ผู้ใช้บริการที่เปลี่ยนระบบ (โทรศัพท์เครื่องใหม่ที่จะเปลี่ยนโอเปอเรเตอร์เป็นผู้รับผิดชอบในการเปลี่ยน โดยราคาเฉลี่ยอยู่ที่เครื่องละ 700 บาท) โดยหลังจากได้ข้อสรุปจะนำแผนเสนอบอร์ดกสทช.ภายในเดือนมกราคม 2562
          นายฐากรกล่าวว่า สำหรับสาเหตุที่เลือกเดือนตุลาคม 2562 ยุติการให้บริการ 2G เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประเทศญี่ปุ่นจะเข้าสู่การให้บริการ 5G เพื่อเตรียมเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก จึงน่าจะเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม ประกอบกับในปี 2562 หลายประเทศจะยุติการให้บริการระบบ 2G โดยเฉพาะ ประเทศในอาเซียน ปัจจัยในการยุติการให้บริการระบบ 2G มาจากอัตราค่าบริการของระบบ 2G ที่ใช้งานอยู่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 97 สตางค์ต่อนาที นอกจากนี้อุปกรณ์ 2G ส่วนใหญ่ได้เลิกผลิตแล้ว การบำรุงรักษาระบบทำได้ยาก (ขณะที่อัตราค่าบริการของระบบ 3G และ 4G เฉลี่ยอยู่ที่ 60 สตางค์ต่อนาที)
          นายฐากร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2561 บริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่สำหรับกิจการโทรคมนาคมย่าน 1800 MHz ชุดที่ 1 คลื่นความถี่ 1710-1725 MHz คู่กับ 1805-1820 MHz เมื่อปี 2558 ในราคาประมูลสูงสุด 39,792 ล้านบาท ได้นำเงินค่าประมูลงวดที่ 3 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย จำนวน 25% ของราคาที่ชนะการประมูล เป็นเงินทั้งสิ้น 10,644.36 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) มาชำระให้สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของการประมูล โดยเงินค่าประมูล ดังกล่าว เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการจัดการประมูลแล้ว สำนักงาน กสทช. จะรีบนำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของแผ่นดินต่อไป
          ก่อนหน้านี้ ทรูมูฟฯ ได้ชำระค่าประมูล คลื่นความถี่มาแล้วสองงวด รวมเป็นเงิน 31,933.08 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว) คิดเป็น 75% ของเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ทั้งหมด ซึ่งเงินในส่วนนี้สำนักงาน กสทช. ได้นำส่งกระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้ของ แผ่นดินแล้ว