สตาร์ทอัปจีนสอนยุโรป ทำอย่างไร ไม่เป็นลูกไล่อเมริกัน

การเปิดกว้างและพัฒนาประเทศของจีนส่งผลวงกว้างให้กับทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคการลงทุน และกิจการสตาร์ทอัป ซึ่งในปี 2014 จีนยังมีบริษัทผู้ประกอบ 4.0 ที่ติด 20 อันดับต้นของโลกเพียง 2 ราย แต่ 4 ปีที่ผ่านมา กิจการอินเทอร์เน็ตของจีนได้เพิ่มเข้ามาอยู่ใน 20 อันดับแรกของโลกเป็น 9 รายแล้ว โดยที่เหลือ 11 ราย เป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันทั้งสิ้น และไม่มีสตาร์ทอัปของยุโรปเลย
          บริษัทอินเทอร์เน็ตอเมริกันก้าวขึ้นมาเป็นรายใหญ่ได้จากการออกไปครองตลาดทั่วโลก แต่บริษัทจีน 9 รายนั้น เพียงให้บริการอยู่ในแผ่นดินใหญ่ก็ติดอันดับโลกแล้ว ทีนี้อีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เมื่อจีนก้าวออกไปยังตลาดนอกแผ่นดินใหญ่ ตลอดเส้นทางสายไหม หนึ่งแถบหนึ่งทาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ... นับถึงตอนนั้น อันดับโลกและมูลค่าของจีนจะมหาศาลเพียงใด
          ส่วนสตาร์ทอัปยุโรปนั้น ไปไหนกันหมด และจะเรียนรู้จากบริษัทจีนได้หรือไม่ หลังจากที่เปิดให้อเมริกาเข้ามาครอบครองตลาด ยึดกุมกลไกและระบบนิเวศน์อุตสาหกรรมดิจิทัลมานานกว่า 3 ทศวรรษ และยังกำลังจะถูกนักล่ารายใหม่อย่างจีน ที่ข้ามขึ้นมาอยู่บนยอดสุดของพีระมิดห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมนี้
          จีนที่เมื่อ 40 ปีก่อน มีแต่คนถีบจักรยาน วันนี้วันหน้ายังจะมีบริษัทระดับเวิลด์คลาสเพิ่มขึ้นได้อีกมาก เพราะมีของ มีเทคโนโลยีใหม่รอเกิดขึ้นอีก ทั้งแพลตฟอร์ม และปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง
          เฟเบียน ฟอน ไฮม์เบิร์ก ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการ บริษัท Hotnest ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานในภาคเศรษฐกิจดิจิทัลจีน ได้พูดถึง 3 ปัจจัยที่ยุโรปควรเรียนรู้จากการเติบโตอย่างรวดเร็วและแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของจีน สตาร์ทอัปจีน โดยกล่าวรวมๆ ของยุโรป ไม่ได้เจาะศักยภาพรายประเทศ กระนั้น ก็ครอบคลุมพอที่จะเห็นภาพอนาคตของความเป็นจริงของประเทศต่างๆ ในยุโรปที่คงต้องเกาะกลุ่มกันไว้เพื่อแข็งแกร่งพอจะเป็นรายใหญ่ของโลก พอๆ กับสหรัฐอเมริกา และจีน
          1. ยุโรปจำเป็นต้องมีกองทุนเงินร่วมลงทุน (VC Fund) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสตาร์ทอัป
          ปีที่แล้ว 2017 สหรัฐฯ มีกองทุนร่วมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมสตาร์ทอัป มูลค่ากว่า 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนจีนมีกองทุนฯ มูลค่า 59,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยุโรปมีเพียง 17,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งเทียบแล้วเพียง 1 ใน 8 ส่วน ของสหรัฐฯ และ 1 ใน 5 ส่วนของจีน นี่คือปัจจัยแรกที่สร้างผลลัพท์ความแตกต่างชัดเจน
          ระบบเศรษฐกิจของจีน เป็นการแข่งขันกันทุกระดับ ตั้งแต่ท้องถิ่นแข่งกันสนับสนุนกิจการสตาร์ทอัปจดทะเบียน ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ แข่งกันในระดับมณฑล ภูมิภาค ตลอดจนเขตพัฒนาต่างๆ เช่น เขตลุ่มแม่น้ำเพิร์ล (เซี่ยงไฮ้, หังโจว, ซูโจว) และ เขต Greater Bay Area (เซิ่นเจิ้น, กว่างโจว, จูไห่) ฯลฯ
          แต่ละท้องถิ่นต้องสร้างสรรค์มาตรการเพื่อสนับสนุนบรรยากาศการทำธุรกิจ มีมาตรการต่างๆ เพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตั้งแต่การใช้กองทุนลงทุนในกิจการต่างๆ ในสัดส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ การให้ประโยชน์ทางภาษี
          การแข่งขันในภาคส่วนต่างๆ การใช้โครงสร้างกองทุนเพื่อกิจการภาคเอกชน และการลงทุนในกลุ่มสตาร์ทอัปเหล่านี้ ไม่มีในยุโรปเลย ไม่มีทั้งการแข่งขันกันเองเพื่อพัฒนากิจการ ไม่มีกองทุนสนับสนุนสตาร์ทอัป เช่นเดียวกับมาตรการภาษี หรือนโยบายสนับสนุนอื่นๆ
          2. ยุโรปต้องมีกิจการระดับพี่ใหญ่ที่โดดเด่น และมีพลังในการส่งต่อ
          สหรัฐอเมริกา มี Facebook, Amazon, Netflix และ Google ฉันใด จีนก็มี Baidu, Alibaba, Tencent หรือ สามก๊ก BAT
          ซึ่งมีพลังในการขยับโครงสร้างและเกื้อหนุนกองทัพเล็ก กองพลน้อยของเหล่าสตาร์ทอัปรายใหม่ๆ ช่วยให้ผู้เล่นรายใหม่ได้เกิดตาม ทั้งจากการรวมพลัง และการให้ทุนสร้างกิจการ ซึ่งในด้านนี้ จีนยังมีคลื่นลูกใหม่สตาร์ทอัปที่จะก้าวขึ้นมาใหญ่อีกมากมาย อาทิ Meituan, Didi Chuxing ซึ่งกิจการเหล่านี้ จะโตไม่ได้เลยถ้าไม่ได้พี่ใหญ่ช่วยหนุนทางใดทางหนึ่ง
          เงินทุนของสตาร์ทอัปในยุโรปเกือบทั้งหมด มาจากสหรัฐอเมริกา และไม่มีบริษัทไหนในยุโรปเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นเลยใน 20 อันดับแรกของโลก ยุโรปใช้บริการจากกิจการสตาร์ทอัปของสหรัฐฯ เกือบทั้งหมดใช้เฟซบุ๊กของสหรัฐฯ ใช้กูเกิลของสหรัฐฯ ใช้ค้าปลีกอเมซอนของสหรัฐฯ ซึ่งกิจการเหล่านี้ไม่ได้สนใจที่จะสร้างโอกาสให้แก่ผู้เล่นหรือบริษัทท้องถิ่นอะไรนัก ทั้งในระยะสั้น หรือระยะยาว
          ความสนใจหลักของกิจการค่ายสหรัฐฯ คือการครองตลาดและเก็บเกี่ยวผลกำไร ตลอดจนข้อมูลผู้ใช้ ตลาดลูกค้าทั้งหมด นี่เพราะยุโรปเปิดประตูให้สหรัฐฯ เข้าทุกซอก ตรอก ซอยเอง และในตอนท้ายผลประโยชน์ส่วนใหญ่ก็กลับไปสู่สหรัฐฯทั้งนั้น
          3. นโยบายพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลต้องชัด รู้แจ้ง แทงตลอด
          ในปี 2016 แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 13 จีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เป็น 1 ใน 6 วาระแห่งชาติอันดับต้นๆ ซึ่งเอาจริงจังขนาดเรียกได้ว่า งานวิจัยด้านเอไอ และศักยภาพของบริษัทเอไอของจีน ตอนนี้อยู่ในระดับโลกแล้ว
          รัฐบาลจีนป้องกัน และสร้างภูมิคุ้มกันอุตสาหกรรมของตน ด้วยการจำกัดการรุกกลืนของบริษัทต่างชาติ ซึ่งพร้อมจะเข้าถึงและเขมือบตลาดจีนที่มีพลเมืองผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมหาศาล
          ผลของการจำกัดนี้ ทำให้จีนสามารถจัดที่จัดทาง วางระบบนิเวศน์ของตนและกลายเป็นฐานพลังขับเคลื่อนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมสตาร์ทอัป และนวัตกรรมสัญชาติจีนต่างๆ ได้เกิด
          ด้านยุโรปนั้น ก็มีนโยบายและมาตรการจำกัดตลาดในหลายอุตสาหกรรม แต่ในภาคดิจิทัลซึ่งเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากมาย รัฐบาลของกลุ่มประเทศยุโรปกลับปล่อยให้สหรัฐฯเข้าถึง และครอบครองระบบห่วงโซ่มูลค่าอย่าง เต็มที่
          เฟเบียน บอกว่า ยุโรปพึงเรียนรู้และพัฒนารูปแบบของตนเองที่ต่างจากจีน ซึ่งอาจจะได้เปรียบที่มีตลาดใหญ่ และมีเอกภาพซึ่งยุโรปไม่มี แต่อ้างแบบนั้นจะทำให้ปัญหาแก้ไม่ได้ ยุโรปคงต้องรวมตัวกันมากกว่านี้ หากอยากจะมีอนาคต เพราะนี่คือยุคที่โลกมีหลายขั้วมหาอำนาจ ซึ่งจีน ยุโรป และสหรัฐฯ คงยังมีพื้นที่ของตน การเรียนรู้และร่วมมือทั้งในยุโรปเอง และหรือร่วมมือกับจีนเพื่อสร้างระบบผู้ประกอบการ กองทุนร่วม และประโยชน์ของกันและกัน
          เมื่อดูบทเรียนเปรียบเทียบสตาร์ทอัปยุโรป สหรัฐฯ กับจีนแล้ว ก็คงพอทำให้ย้อนดูประเทศไทย 4.0 ของเราเอง และประเมินตัวได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน ว่าตอนนี้เราอยู่ที่จุดที่เท่าไหร่กันแน่.