ชี้"ไทย"ติด1ใน5ชาติอาเซียนเสี่ยงตกงาน137ล้านคน "หุ่นยนต์"ป่วนแรงงานโลก

"สภาธุรกิจโลก"แนะเร่งเสริม10ทักษะบุคลากรทีดีอาร์ไอจี้พัฒนาคนดิจิทัล
          กรุงเทพธุรกิจ องค์กรชั้นนำโลกแนะทุกประเทศเร่งเสริมทักษะแรงงานจริงจัง รับมือยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก "ไอแอลโอ"ออกโรงเตือนแรงงานอาเซียน ส่อกระทบหนักสุดยุคหุ่นยนต์-ระบบอัตโนมัติ  ขณะ"ดีป้า-ทีดีอาร์ไอ"จี้เร่งพัฒนาคนดิจิทัล หลังพบกำลังคนดิจิทัลไทยมีมาก แต่ทำงานได้จริงน้อย
          ขณะที่โลกกำลังรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ตลาดแรงงานทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ต้องปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเช่นกัน องค์การระดับโลกหลายแห่ง ได้ออกรายงานเตือนเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก พร้อมเสนอแนะให้รัฐบาลทุกประเทศเร่งติดอาวุธทางปัญญาแก่แรงงานในประเทศเพื่อความอยู่รอดในยุคที่แรงงานมนุษย์ในอุตสาหกรรมการผลิตกำลังถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ
          เวริสก์ เมเปิ้ลครอฟต์ (Verisk Maplecroft) บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงในอังกฤษ ระบุว่า การใช้หุ่นยนต์ช่วยผลิตอาจทำให้ปัญหาแรงงานทาสยุคใหม่ในอาเซียนแย่ลง เนื่องจากแรงงานที่ตกงานเพราะระบบอัตโนมัติ อาจต้องยอมแข่งขันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานที่ได้ค่าจ้างแรงงานต่ำ พร้อมระบุว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีแนวโน้มคนตกงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะการเพิ่มขึ้นของระบบอัตโนมัติ เนื่องจากภูมิภาคนี้ เป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าหลายประเทศ
          องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ระบุว่า แรงงานอย่างน้อย 137 ล้านคน หรือ 56% ของแรงงานทั้งหมดใน กัมพูชา อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เสี่ยงที่จะสูญเสียตำแหน่งงานให้แก่ระบบอัตโนมัติภายใน 20 ปีข้างหน้า
          อเล็กซานดรา ชานเนอร์ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์จากเวริสก์ เมเปิ้ลครอฟต์ ให้ความเห็นว่า แรงงานที่ขาดทักษะในการปรับตัว หรือไม่ได้รับมาตรการเยียวยาตามระบบประกันสังคม จะต้องแข่งขันกันเพื่องานที่ได้ค่าจ้างน้อยลง หรืองานที่ใช้ทักษะน้อย ซึ่งมีแนวโน้มว่าอาจเอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้นระหว่างแรงงานและผู้ว่าจ้าง และแรงงานจำนวนมาก อาจจะต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้ตำแหน่งงานล่างสุด หากภาครัฐไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมช่วยให้แรงงานเหล่านี้ปรับตัวและฝึกทักษะคนรุ่นใหม่ ให้ทำงานควบคู่ไปกับเครื่องจักร
          แนะรัฐหนุนคอร์สเร่งด่วนดิจิทัล
          สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ร่วมสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เผยผลศึกษาโครงการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัล (Digital Manpower) รองรับอุตสาหกรรม S-Curve และการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระบุว่า กำลังคนด้านดิจิทัลของไทยมีปริมาณมาก แต่ที่มีคุณภาพสูงและสามารถทำงานได้จริงมีน้อยทำให้ดูเหมือนขาดกำลังคนด้านดิจิทัลจึงจำเป็นต้องปรับคุณภาพของกำลังคนด้านดิจิทัลอย่างเร่งด่วน
          คณะทำงานได้เสนอมาตรการสำคัญยกระดับคุณภาพกำลังคนด้านดิจิทัลว่าภาครัฐควรผลักดันโครงการนำร่องระยะสั้นคือ 1.ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดโปรแกรมหรือหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (ไอโอที)
          2.ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถผลิตบุคลากรด้านดิจิทัลที่ตอบสนองต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้จริง และ 3.ภาครัฐควรอำนวยความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการเข้ามาทำงานของนักวิชาชีพดิจิทัลที่มีทักษะสูงให้มากขึ้น เช่น มาตรการสมาร์ทวีซ่าของไทยในปัจจุบัน กำหนดให้นักวิชาชีพทักษะสูงที่มีเงินเดือนอย่างน้อย 2 แสนบาทจะได้วีซ่านาน 4 ปี ภาครัฐอาจพิจารณาปรับเงื่อนไขให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยกำหนดให้ผู้มีเงินเดือนอย่างน้อย 1 แสนบาทแต่ไม่ถึง 2 แสนบาท จะได้วีซ่านาน 2 ปี เป็นต้น
          ส่วนในระยะยาว ต้องมุ่งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาด้านดิจิทัล โดยสร้างกลไกให้ภาคเอกชนให้ข้อมูลทักษะกำลังคนที่ต้องการแก่สถาบันการศึกษา ขณะที่ภาคการศึกษาปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน รวมทั้งภาคการศึกษาควรจัดทำแผนปรับปรุงคุณภาพการศึกษาและหลักสูตร ขยายโครงการนักศึกษาฝึกงาน และเพิ่มจำนวนอาจารย์ที่มีคุณภาพ และที่สำคัญภาครัฐต้องมุ่งส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างการวิจัยพัฒนาด้านดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลไปพร้อมๆ กัน
          10ทักษะตลาดแรงงานโลกปี63
          เวิรลด์ อิโคโนมิค ฟอรัม หรือสภาธุรกิจโลก (ดับเบิลยูอีเอฟ) ได้เปิดเผย 10 ทักษะจำเป็นที่โลกต้องการมากที่สุดในปี 2563 เพื่อให้แรงงานเร่งปรับตัวกันตั้งแต่วันนี้
          1.การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน 2.การคิดวิเคราะห์แยกแยะ 3.ความคิดสร้างสรรค์ 4.การบริหารทรัพยากรบุคคล 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่น 6.ความฉลาดทางอารมณ์หุ่นยนต์ทำหลายๆ อย่างได้ดีก็จริง แต่ยังมีสิ่งที่แพ้มนุษย์อยู่คือ หุ่นยนต์ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความรู้สึก ต่างจากมนุษย์ที่รู้จักการเข้าอก เข้าใจผู้อื่น และสามารถจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ รู้ว่าควรทำอะไร หรือไม่ควรทำอะไร เพื่อส่งผลดีต่องานที่ทำและคนรอบข้างที่ร่วมงานด้วย 7.รู้จักประเมินผลและตัดสินใจได้ดี 8.รู้จักเจรจาต่อรอง 9.การเจรจาต่อรอง และ 10.ความยืดหยุ่นทางความคิด
          7บ.ดิจิทัลโลกเพิ่มทักษะแรงงานอาเซียน
          ล่าสุด สภาธุรกิจโลก ยังประกาศข้อตกลงความร่วมมือ "ASEAN Digital Skills Vision 2020" กับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำโลกที่เป็นพันธมิตร 7 แห่งคือ ไมโครซอฟต์ ซิสโก แกร๊บ กูเกิล ลาซาดาซี กรุ๊ป และโทโกพีเดีย จัดทำโครงการริเริ่มเพื่อเตรียมความพร้อมด้านดิจิทัลให้กับแรงงานอาเซียนจำนวน 20 ล้านคน ภายในปี 2563
          โครงการดิจิทัลอาเซียน ของสภาเศรษฐกิจโลก ที่ทำร่วมกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทั้ง 7 แห่งนี้ ถือเป็นโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่แรงงานอาเซียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกฝนแรงงานในอาเซียน 20 ล้านคน ภายในปี 2563 โดยเฉพาะแรงงานในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี)
          โครงการริเริ่มนี้ ยังจัดหาเงินทุนมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักศึกษาในอาเซียนที่ศึกษาด้านเทคโนโลยี และสร้างความมั่นใจว่าแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลทั่วทั้งภูมิภาคจะได้รับการว่าจ้างเพิ่มขึ้น 2 แสนคน ทั้งยังผลักดันให้พลเมืองอาเซียนอย่างน้อย 2 หมื่นคนมีส่วนร่วมกับโครงการนี้
          บริษัทต่างๆ ที่เป็นพันธมิตรจะเชิญนักศึกษาและประชาชนทั่วไปเข้าชมสำนักงานและเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆในอาเซียนได้เข้าฝึกงานในบริษัท รวมทั้งสนับสนุนให้มีการอบรมเจ้าหน้าที่ควบคุม และสร้างหลักสูตรเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ในมหาวิทยาลัยอาเซียน 20 แห่ง
          ดึงเอสเอ็มอีร่วมพัฒนาฝีมือแรงงาน
          จัสติน วูด หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และสมาชิกคณะกรรมการบริหารของสภาเศรษฐกิจโลก เห็นว่า ปัจจุบันได้มีการพัฒนาทักษะแรงงานด้านดิจิทัลในอาเซียนไปแล้วประมาณ 8.5 ล้านคน จากเป้าหมายที่วางไว้ 20 ล้านคน ภายในปี 2563 และที่ผ่านมา สภาเศรษฐกิจโลก เลือกพัฒนาทักษะให้แก่แรงงานในกลุ่มบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เพราะมองว่าเอสเอ็มอี เป็นตัวผลักดันหลักที่จะทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจแก่อาเซียนในทุกประเทศ เนื่องจากปัจจุบันสัดส่วนทางธุรกิจในภูมิภาคนี้เกิดจากเอสเอ็มอีเป็นส่วนใหญ่
          "โดยพื้นฐานแล้วเอสเอ็มอี มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แต่บริษัทในกลุ่มนี้ กลับขาดแคลนทรัพยากรที่จะใช้ลงทุนเพื่อฝึกอบรมบุคลากรเมื่อเทียบกับบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งใช้จ่ายไปกับการฝึกอบรมพนักงานได้ง่ายกว่ามาก" หัวหน้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสภาธุรกิจโลก กล่าว