8ธค.เริ่มแจกหัวละ500

ใช้บัตรคนจนกดเงินสดช่วยน้ำ-ไฟดีเดย์18กพ.'กฤษฎา'สั่งทุกพื้นที่ลุยปลูกข้าวโพดหลังทำนาหอค้ายื่นรบ.ดันค้า4.0
          หอการค้าฯยื่นหนังสือปกขาวถึงนายกฯเร่งดันการค้าบริการ 4.0 เสนอพรรคการเมืองทำนโยบายเศรษฐกิจให้ชัด ลดเหลื่อมล้ำด้านรายได้
          'บิ๊กตู่'วอนการค้าอย่ามุ่งแต่กำไร
          เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 36 เรื่อง "การปฏิรูปประเทศสู่ ไทยมั่งคั่ง ไทยมั่นคง ไทยยั่งยืน" ตอนหนึ่งว่า วาระสำคัญ 85 ปี หอการค้า มีการพัฒนามาเป็นลำดับ ทุกคนมีความสำคัญ เป็นเครื่องจักรในการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นกลไกในเรื่องของการค้า เป็นบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลางใน 20 ปี รัฐบาลจึงกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่สืบทอดอำนาจ และจากการไปต่างประเทศหลายครั้งก็ชื่นชมใน 3 สิ่งของไทย คือการท่องเที่ยวธรรมชาติสวยงาม อาหารอร่อย และรอยยิ้มของคนไทย แต่พอกลับมาแล้วยิ้มไม่ออกเพราะมีหลายเรื่องกดดัน จึงต้องเตรียมพร้อมเทคโนโลยีที่จะเข้ามา อย่ามองแต่ว่าจะต้องได้อะไร ต้องมีกำไรไปทั้งหมด ที่สำคัญเวลานี้ไทยมีปัญหาแรงงานภาคเกษตร เป็นส่วนสำคัญของประเทศ ต้องช่วยพัฒนาให้ดีขึ้น
          พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า มีคนวิจารณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขอยืนยันว่าไม่ใช่การหาเสียง เพราะเวลานี้มีคนรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปี จำนวน 14.7 ล้านคน จะให้ช่วยทั้งหมด 60 ล้านคนคงไม่ไหว บัตรประชารัฐก็ต้องดูว่าเอาเงินในส่วนไหนมาให้ แต่ไม่ใช่เอาภาษีไปช่วยคนจนทั้งหมดอย่างที่วิจารณ์ เพราะภาษีมาจากหลายทาง
          "ขออย่ามองว่ารัฐบาลนี้ช่วยแต่คนรวยไม่ช่วยคนจน เพียงเพราะคิดเร็วแต่ไม่เข้าใจปัญหา" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
          ปธ.หอจี้พรรคเร่งเปิดนโยบายศก.
          นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวภายหลังปิดการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 36 ว่า หอการค้าไทยได้รวบรวมผลการประชุมและจัดทำเป็นสมุดปกขาว นำเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสที่เดินทางมาปิดการประชุมสัมมนา ซึ่งในสมุดปกขาวประกอบด้วย 1.แนะนำข้อมูลจากหอการค้าฯให้กับภาครัฐ 2.แจ้งข้อมูลเพื่อขอให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการ 3.แนวทางขับเคลื่อนของหอการค้า หากทำทั้ง 3 ข้อนี้ควบคู่ไปด้วยกันเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้ไม่ยาก ทั้งนี้ เอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งผลักดัน Trade and Services 4.0 เน้นด้านการค้าการลงทุน ด้านเกษตรและอาหาร และด้านท่องเที่ยวและบริการ
          "อยากเสนอให้ทุกพรรคการเมืองควรมี นโยบายเกี่ยวกับการผลักดันเศรษฐกิจออกมาให้ชัดเจนมากขึ้น ควรให้ประชาชน รวมถึงเอกชนได้ทราบถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข และควรกำหนดให้ชัดเจนว่าเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหรือตกต่ำ สาเหตุแท้จริงมาจากปัจจัยไหน ต้องระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจน รวมถึงช่วยในเรื่องของการพัฒนาขีดความสามารถให้ตรงความต้องการมากขึ้น ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมที่จะทำมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของเศรษฐกิจฐานราก หากทุกพรรคมีความชัดเจนในเรื่องของนโยบายมากกว่านี้ ทั้งเรื่องลดความเหลื่อมล้ำและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก็จะทำให้เอกชนเห็นทิศทางของเศรษฐกิจในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น" นายกลินท์กล่าว
          มั่นใจจีดีพียังต่อไม่หลุด4%
          นายกลินท์กล่าวว่า ในส่วนแผนพัฒนาเศรษฐกิจช่วงปลายปี อาทิ ช้อปช่วยชาติ ที่ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการกำหนดชนิดของสินค้าที่สามารถนำไปยื่นขอลดภาษีได้เพียง 3 ชนิด ได้แก่ 1.ยางรถยนต์ 2.หนังสือ และ 3.สินค้าโอท็อป แม้จะน้อยแต่ก็ยังเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค รวมถึงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเท่ากับเติมเงินเข้าไปในกลุ่มประชาชนฐานราก ซึ่งช่วยเพิ่มบรรยากาศการจับจ่ายในปลายปีนี้ถึงปีหน้า ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว ตอนนี้การท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต มีแนวโน้มดีขึ้น ชาวจีนจะเริ่มกลับมาแล้ว รวมถึงนักท่องเที่ยวชาติอื่นด้วย
          นายกลินท์กล่าวต่อว่า คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2561 จะเติบโตได้ 4-4.5% และปี 2562 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 4% ส่วนตัวเลขอย่างเป็นทางการคงต้องรอการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ในเดือนธันวาคมอีกคร้ง และคาดว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้มากยิ่งขึ้น เบื้องต้นสภาธุรกิจของไทยระบุว่าตอนนี้กลุ่มลงทุนจากจีนและญี่ปุ่น กำลังมองการลงทุนเพิ่มในประเทศที่ 3 และหวังว่าจะเลือกประเทศไทย ซึ่งหอการค้าหวังว่าผลการ สัมมนาฯจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจประเทศ ให้เติบโตเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นตัวจุดประกายให้กับทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่ม เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งการสัมมนาหอการค้าไทยทั่วประเทศครั้งที่ 37 ในปี 2562 หอการค้าลำปางจะเป็นเจ้าภาพ
          จวกคืนแวตหวังผลเลือกตั้ง
          นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงกรณีกระทรวงการคลังมีแนวคิดใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 5% สำหรับการใช้จ่ายไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อรายแก่ประชาชนที่จับจ่ายใช้สอยผ่านบัตรเดบิตในสินค้าที่มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ในช่วงเทศกาลตรุษจีน ปี 2562 ว่า พูดไม่ออกกับมาตรการของคลังที่ออกมา เพราะไม่เห็นด้วยกับการไปลดแวตให้กับประชาชน เคยบอกไปแล้วว่าอยากทำอะไรก็ทำไป จะแจกเงินก็แจกไป แต่อย่าไปลดแวต หรือนำแวตไปอ้างทำมาตรการ เนื่องจากแวตของไทยจัดเก็บ 7% ต่ำกว่าเพดานที่กำหนดไว้ 10% อยู่แล้ว การที่รัฐบาลพยายามไปทำมาตรการนำแวตมาอ้างอิงแบบนี้ยิ่งแย่ไปใหญ่
          นายนิพนธ์กล่าวว่า นอกจากนี้อ้างว่าทำเพื่อดูแลเศรษฐกิจฟังไม่ขึ้น เพราะขณะนี้เศรษฐกิจไม่ได้แย่ แม้ไตรมาส 3 ตัวเลขต่ำไปบ้าง แต่ทั้งปี 2561 สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกแล้วว่าจะเกิน 4% ดังนั้น ไม่ควรใช้นโยบายของคลังพร่ำเพรื่อ ควรใช้เฉพาะช่วงวิกฤตจริงๆ ขณะนี้เศรษฐกิจไม่ได้มีปัญหาถึงขนาดต้องมากระตุ้น ยกเว้นเหตุผลเดียว คือ เอื้อต่อการเลือกตั้ง
          ห่วงกระทบการเงินการคลังประเทศ
          นายนิพนธ์กล่าวว่า ขอถามไปยังกระทรวงการคลังว่า นำเงินจากไหนทำนโยบาย ถ้าบอกว่าเป็นเงินจากงบประมาณขอให้กระทรวงการคลังชี้แจงด้วยว่าจะกู้อย่างไร ดอกเบี้ยเท่าไหร่ และกี่ปีจึงจะหมด เพื่อให้ประชาชนทราบว่ามาตรการที่ทำอยู่ในขณะนี้ไม่ใช่ของฟรี เป็นเงินที่ประชาชนต้องจ่าย แม้บอกว่ามาจากงบประมาณแต่ต้องไม่ลืมว่าขณะนี้ไทยยังดำเนินมาตรการขาดดุล ต้องกู้มาใช้จ่าย ซึ่งการดำเนินมาตรการที่ใช้เงินถือเป็นภาระของผู้เสียภาษีต้องจ่ายในอนาคต
          "ขอความกรุณากระทรวงการคลังช่วยรวบรวมให้ดูหน่อยว่านโยบายกำลังจะทำ และที่ทำมาของรัฐบาลชุดนี้ ใช้เงินไปเท่าไหร่แล้ว และต้องใช้เวลากี่ปีหนี้ตรงนี้ถึงจะหมด ดอกเบี้ยจ่ายเท่าไหร่ แม้มาตรการช่วยสร้างความสุขวันนี้ แต่สร้างความทุกข์ในอนาคต คาดว่ามาตรการคงไม่หมดแค่นี้ รัฐบาลและกระทรวงการคลังน่าจะออกมาตรการมาอีก เพราะใกล้เลือกตั้งแล้ว" นายนิพนธ์กล่าว
          คลังเริ่มแจกเงินคนจน8ธ.ค.
          นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางเตรียมพร้อมทั้งข้อมูลและระบบในการจ่ายเงินเข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อจ่ายเงินเพิ่มเติมผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 4 มาตรการ โดยให้ความช่วยเหลือ จำนวน 10 เดือน ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561-กันยายน 2562 ประกอบด้วย ช่วยค่าไฟ 230 บาทต่อเดือน ช่วยค่าน้ำ 100 บาทต่อเดือน เป็นค่าน้ำค่าไฟในเดือนธันวาคมเป็นต้นไป แต่จะเริ่มจ่ายเงินเข้าบัตรวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2562, จ่ายเงินให้กับผู้ถือบัตรทุกคนวงเงิน 500 บาทต่อคนในเดือนธันวาคมครั้งเดียว สามารถนำไปซื้อสินค้าและบริการหรือกดเป็นเงินสดก็ได้ เริ่มใส่เงินเข้าไปในบัตรสวัสดิการ 8-10 ธันวาคม 2561, ให้ค่าเดินทางไปโรงพยาบาล สำหรับคนสูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 1 พันบาทต่อคน จ่ายเข้าบัตรวันที่ 21 ธันวาคม 2561, ช่วยค่าเช่าบ้านแก่ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 400 บาทเริ่มจ่ายเข้าบัตรเดือนแรกวันที่ 12 ธันวาคม 2561
          ปชช.มองศก.ยังแย่หวังฟื้นปี'62
          ศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลสำรวจ "ประชาชนคิดอย่างไรต่อเศรษฐกิจไทย ในปี 2561" จากการสำรวจประชาชน 1,250 ตัวอย่าง วันที่ 26-27 พฤศจิกายน พบว่าประชาชน 61.92% ระบุภาพรวมเศรษฐกิจในรอบปีนี้แย่ลง รองลงมาคือ 27.12% ระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจเท่าเดิม และ 10.96% ระบุว่าภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้น ส่วนนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนอยากเห็นจากพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง พบว่าส่วนใหญ่ 57.60% อยากเห็นนโยบายเกี่ยวกับรับซื้ออุดหนุนพืชผลทางเกษตร และพัฒนาสินค้าทางการเกษตร รองลงมา 23.12% อยากเห็นนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และ 22.00% อยากเห็นนโยบายเกี่ยวกับการจ้างงาน เพิ่มอาชีพ ลดปัญหาการว่างงาน และแรงงานนอกระบบ และอีก 21.44% อยากเห็นนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมราคาสินค้า การผูกขาดทางการค้า การค้าขายอย่างเสรี และ 14% อยากเห็นนโยบายเกี่ยวกับลดอัตราภาษี อีก 10.96% อยากเห็นนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว และนโยบายเกี่ยวกับการมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเพิ่มขึ้น ในสัดส่วนที่เท่ากัน ส่วนที่เหลืออยากเห็นการสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ เพิ่มการส่งออก กระจายอำนาจความเจริญไปตามหัวเมืองใหญ่ เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ การลดค่าครองชีพ และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น
          ศูนย์นิด้าโพลเผยอีกว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 60.16%  มองว่าหลังการเลือกตั้งปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้น เพราะมีความมั่นใจต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลชุดใหม่น่าจะมีแนวทางในการบริหารและพัฒนาประเทศได้ดีกว่า และต่างชาติจะเข้ามาลงทุนมากขึ้น รองลงมา 31.60% เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะเหมือนเดิม เพราะปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาที่แก้ยาก ต้องใช้เวลา ต้องอาศัยหลายปัจจัย และไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็เหมือนเดิม ส่วนอีก 4.56% เห็นว่าเศรษฐกิจไทยจะแย่ลง เพราะเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก และไม่มีความต่อเนื่อง และอีก 3.68% ไม่แน่ใจ
          เร่งเครื่อง10อุตฯเข้าอีอีซี
          นายอดิทัต วะสีนนท์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลว่า ปี 2562 สศอ.จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กระทรวงสาธารณสุข และเอกชน จัดทำยุทธศาสตร์ 5 อุตสาหกรรม ระยะสั้น กลาง และยาว ประกอบด้วย อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร เพื่อให้นโยบายการผลักดัน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายสำเร็จโดยเร็ว เกิดการลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ส่วนอุตสาหกรรมเศรษฐกิจหมุนเวียน ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จะกำหนดเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือไม่ เพราะเกี่ยวข้องกับทุกอุตสาหกรรม
          นายอดิทัตกล่าวว่า ยังมีอีก 2 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ต้องจัดทำยุทธศาสตร์ คือ อุตสาหกรรมดิจิทัล แต่เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งทั้ง 2 อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ยังไม่รับการประสานว่ายุทธศาสตร์จะเสร็จเมื่อใด อย่างไรก็ตาม ปีนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอยุทธศาสตร์ 3 อุตสาหกรรม เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และได้รับความเห็นชอบแล้ว ประกอบด้วย อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจชีวภาพ และปัจจุบันอยู่ระหว่างทบทวนเพื่อกระตุ้นการลงทุนมากขึ้น
          เดินหน้า3แนวทางขับเคลื่อน
          "กรอบการผลักดันอีอีซี แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1.ระยะการจัดทำกฎหมาย หลักเกณฑ์ต่างๆ 2.ระยะการผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ มูลค่า 6.5 แสนล้านบาท ที่จะได้ผู้ลงทุนต้นปีหน้า และ 3.ระยะการผลักดันให้เกิดการลงทุนของเอกชนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ดังนั้น สศอ.จะเร่งทำงานร่วมกับ สกพอ.และหน่วยงานต่างๆ ในการทำยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการลงทุนระยะ 3 ทำให้อีอีซีเป็นรูปธรรมโดยเร็ว" นายอดิทัตกล่าว
          รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรมแจ้งว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ จะต้องดำเนินการให้เป็นรูปธรรม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทรัพยากรในประเทศที่มีอยู่โดยเฉพาะการต่อยอดภาคการเกษตร นอกจากนี้เศรษฐกิจชีวภาพต้องมองในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่โดยรอบเข้ามาด้วยไม่ใช่มองแค่เพียงการตั้งโรงงาน หากจะเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ต้องมองการต่อยอดที่มากกว่าโรงงาน อาทิ การส่งเสริมให้เกิดสตาร์ตอัพในพื้นที่รอบๆ ที่จะพัฒนา ดังนั้น แพคเกจส่งเสริมการลงทุนของเศรษฐกิจชีวภาพจะออกมาได้ก็อยู่ที่เอกชนจะนำเสนอแนวทางการพัฒนาที่ตอบโจทย์หรือไม่
          ขณะที่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (โรบอติก แอนด์ ออโตเมชั่น) ที่ผ่านมาบีโอไอมีมาตรการให้สิทธิประโยชน์ทั้งกลุ่มดีมานด์ (กลุ่มผู้ใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ) และกลุ่มซัพพลาย (ผู้ผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ) จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ไทยต้องการเชิญชวนให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน สำหรับภาพรวมการลงทุนของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ตั้งแต่เริ่มใช้นโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่เมื่อปี 2558 จนถึงเดือนมิถุนายน 2561 มีผู้ยื่นขอรับการส่งเสริมในกิจการผลิตหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติจำนวน 39 โครงการ เงินลงทุน 3,351 ล้านบาท
          กสทช.หารือคลังอุดหนุน50บ.
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยถึงโครงการช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลังที่มีข้อเสนอให้แจกซิมการ์ดฟรี เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อย สามารถใช้บริการอินเตอร์เน็ตและเข้าถึงแหล่งข้อมูลรวมทั้งข่าวสารที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งหากมีซิมการ์ดอยู่แล้ว จะให้เพิ่มปริมาณอินเตอร์เน็ตให้ฟรี นั้น กสทช.อยู่ระหว่างการหารือรายละเอียดร่วมกับกระทรวงการคลัง และประชุมคร้งล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดย กสทช.เสนอว่าควรจะเป็นการเติมเงินเพื่อนำไปซื้อแพคเกจอินเตอร์เน็ตให้แก่ผู้มีรายได้น้อยหรือให้ผู้มีรายได้น้อยมารับบัตรเติมเงิน เพราะจะบังคับแจกซิมการ์ดใหม่ โดยที่ประชาชนมีซิมการ์ดเดิม ที่ใช้งานอยู่แล้ว ก็จะไม่ตรงตามเจตนารมณ์
          "จำนวนเงินเบื้องต้นคาดอยู่ที่ 50 บาท ทาง กสทช.ได้มีการประสานกับทางผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เอกชนเพื่อให้การสนับสนุน ซึ่งต้องรอสรุปว่าจะออกมาอย่างไร ก่อนจะเสนอให้คณะกรรมการ (บอร์ด) กสทช. รับทราบ ในดือนธันวาคมนี้ เพราะเราทำตามนโยบายรัฐบาล รัฐบาลบอกให้ทันเราก็ต้องทัน" นายฐากรกล่าว
          เล็งดึงค่ายมือถือทำแพคเกจเสริม
          นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า โครงการแจกซิมการ์ดฟรีและอินเตอร์เน็ตฟรี เป็นโครงการของกระทรวงการคลัง ที่ต้องจัดหางบประมาณมาสนับสนุน ในส่วน กสทช.เป็นผู้ประสานงาน และหากจะให้ดำเนินการก็ไม่มีงบประมาณ โดยขณะนี้กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะมีเงินอยู่ 149 ล้านบาท ทั้งนี้ เท่าที่ได้ประชุมร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ ยังไม่มีการสรุปงบประมาณทั้งหมดว่าจะเป็นเท่าไร แต่มีตัวเลขเบื้องต้นจะให้เดือนละ 50 บาท เติมเงินสำหรับผู้ใช้บริการแบบเติมเงินหรือหากเป็นรายเดือนได้ส่วนลด 50 บาท ส่วนคนที่ยังไม่มีซิมการ์ด อาจจะต้องไปซื้อซิมการ์ดหรือรับซิมการ์ดฟรีตามที่บริการรายต่างๆ มีอยู่แล้ว ซึ่งไม่บังคับว่าต้องเป็นซิมการ์ดของผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่ง
          นายก่อกิจกล่าวว่า กสทช.ได้ประสานกับทางผู้ให้บริการ ทั้งบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือทรู บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่าจะสามารถทำแพคเกจได้อย่างไรบ้าง เพื่อไม่ให้กระทบกับการให้บริการดาต้าปัจจุบันที่เป็นแหล่งรายได้ของธุรกิจ เพราะผู้ให้บริการยังต้องจ่ายชำระค่าคลื่นที่ประมูลแก่ กสทช. อยู่ในส่วนข้อมูลจากทางภาครัฐผ่านแอพพลิเคชั่นที่จะจัดทำขึ้นอาจจะกำหนดความเร็วที่ 512Kbps ซึ่งสามารถดูวิดีโอได้โดยไม่สะดุด
          ห่วงแจกทับซ้อนยูโซเน็ต
          นายก่อกิจกล่าวว่า ข้อที่เป็นกังวลอยู่ คือ การลงทะเบียนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้มีการลงทะเบียนเบอร์โทรศัพท์ของผู้ถือบัตรหรือไม่และเบอร์ที่ลงทะเบียนเป็นเบอร์ที่เป็นเจ้าของเองหรือคนอื่นเป็นเจ้าของ รวมทั้ง ยังเป็นเบอร์ที่ใช้งานอยู่หรือไม่ เพราะอาจจะทำให้การเติมเงินไม่ไปถึงผู้มีรายได้น้อยตัวจริงได้ นอกจากนี้ ยังกังวลความทับซ้อนของโครงการที่ กสทช.ทำอยู่ คือ โครงการจัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ยูโซเน็ต) ในพื้นที่ชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน ให้บริการอินเตอร์เน็ตบ้าน 200 บาทต่อเดือนฟรี จึงต้องมีการพิจารณาและตรวจสอบว่าจะมีความทับซ้อนกันของกลุ่มผู้ใช้งานหรือไม่
          กยท.ร่วมทางหลวงใช้ยางทำถนน
          นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงประเด็นชาวสวนยางโวยสเปกทำถนนส่อเอื้อบริษัทยางมะตอยว่า การประกาศราคากลางที่กรมบัญชีกลางเป็นผู้กำหนด ไม่ได้แจ้งไว้ว่าเป็นราคาของน้ำยางสดหรือน้ำยางข้น อาจทำให้ชาวสวนยางส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าทาง กยท.ไม่รับซื้อน้ำยางสด แต่ความจริงแล้วสเปกถนนสามารถทำได้ทั้งน้ำยางสดและน้ำยางข้น ซึ่งในส่วนของน้ำยางสดเกษตรกรสามารถนำไปขายเพื่อทำถนนได้ แต่จะต้องนำมาผ่านกระบวนการผลิตให้เป็นน้ำยางข้นก่อนจึงจะสามารถนำไปทำถนนได้ ซึ่งในส่วนของสเปกได้มีการบอกไว้อย่างชัดเจน แล้วว่าสามารถใช้ได้ทั้งคู่ แต่ต้องผ่านมาตรฐานที่กรมทางหลวงรับรอง
          "หลังจากนี้อาจจะต้องทำความเข้าใจกับชาวสวนยางอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ทาง กยท.กำลังเตรียมทำคู่มือร่วมกับกรมทางหลวง เพื่อทำข้อมูลบริษัทให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำถนนให้เข้าใจว่าคู่มือการใช้เป็นอย่างไร มีข้อกำหนดอะไรบ้าง แต่ที่จริงหน่วยงานที่จะต้องชี้แจ้งน่าจะเป็นกรมทางหลวง เพราะเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง กยท. เป็นเพียงหน่วยงานที่สนับสนุนให้เกิดการใช้ ผมจึงคิดว่าให้กรมทางหลวงเป็นผู้ชี้แจ้งน่าจะตรงประเด็นมากกว่า" นายณกรณ์กล่าว
          สถ.แจงเร่งรัดใช้ยางพารา
          ด้านความคืบหน้าการเร่งรัดใช้ยางพาราเป็นส่วนผสมปูพื้นถนน เพื่อแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวว่า ได้แจ้งภารกิจเร่งด่วนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ( อปท.) ทั่วประเทศเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง โดยกรมได้ขอให้ อปท.ทั่วประเทศจัดทำและเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โครงการก่อสร้าง หรือปรับปรุงถนนที่ใช้ส่วนผสมของยางพารา ตั้งแต่ขณะนี้จนถึงเดือนมีนาคม 2562
          นายสุทธิพงษ์กล่าว่วา จากการสำรวจข้อมูลประมาณการใช้ปริมาณน้ำยางพาราในการก่อสร้าง ปรับปรุงถนน หรือกิจกรรมอื่นๆ ของ อปท. พบว่าในปีงบประมาณ 2562 อปท. 929 แห่ง จะใช้เงินอุดหนุนเฉพาะกิจในการก่อสร้างถนน 1,118 โครงการ ใช้น้ำยาง 8,110.59 ตัน ใช้เงินจ่ายขาดสะสมในการก่อสร้างและซ่อมแซมถนน 1,128 อปท. ใช้น้ำยางพารา 8,781.23 ตัน รวมปริมาณน้ำยางพาราที่ อปท.จะใช้กว่า 16,891.82 ตัน ใช้เงินงบประมาณ 6,662 ล้านบาท สำหรับการทำถนนตามสเปกที่กรมบัญชีกลางกำหนด หรือการดำเนินกิจกรรมประเภทอื่นที่ใช้น้ำยางเป็นส่วนผสม เช่น สนามฟุตซอล สนามเด็กเล่น ทางเท้า จัดซื้อที่นอนยาง อยู่ที่ความเหมาะสมและบริบทของ อปท.แต่ละแห่งที่มีเป้าหมายต่างกัน ขณะเดียวกันประชาชนในพื้นที่ต้องมีความพึงพอใจใช้งบแล้วใช้ประโยชน์ได้จริง
          อบจ.ขานรับเป็นส่วนผสมทำถนน
          นายปรีชา สุขรอด ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) แพร่ ในฐานะนายกสมาคมข้าราชการ อบจ.แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้สมาคมข้าราชการ อบจ. และสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเพื่อก่อสร้างถนนจากการใช้ยางพารา หลังจากที่ผ่านมา อบจ.ทั่วประเทศได้ตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อซ่อมถนนสายรองที่ได้รับการถ่ายโอนมาจากกรมทางหลวงชนบท แต่ยอมรับว่ายังมีสัดส่วนการใช้ยางพาราไม่มาก สำหรับการใช้งบสะสมเพื่อสร้างถนนใหม่ ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดสเปกไว้แล้ว คาดว่าจะใช้น้ำยางข้นและน้ำยางสดเพื่อสร้างและซ่อมถนนในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่คงไม่ทำให้ปริมาณยางในภาพรวมลดลงตามที่หลายฝ่ายประเมิน สำหรับการทำโครงการนี้เป็นเรื่องใหม่ ดังนั้น เพื่อให้มีความคุ้มค่าจะขอให้ตัวแทนภาคประชาชนในแต่ละพื้นที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ
          นายนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา กรรมการบริหารสมาคม อบจ.แห่งประเทศไทยและกรรมการกระจายอำนาจให้ อปท. กล่าวว่า อบจ.สงขลาก่อสร้างถนนพาราแอสฟัลติกคอนกรีต ตั้งแต่ปี 2557 จำนวน 24 สายทาง ปัจจุบันสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี สำหรับการสร้างถนนพาราซอยล์ซีเมนต์ใช้น้ำยางสดผสมกับดินลูกรังเป็นนวัตกรรมใหม่ อาจจะเหมาะสำหรับการก่อสร้างในพื้นที่ชนบทในภาคเหนือหรือภาคอีสาน ส่วนจังหวัดในภาคใต้อาจจะมีปัญหา เนื่องจากในพื้นที่มีฝนตกตลอดปีและอาจมีผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม
          เอกชนชี้ล่าช้าแก้เกษตรตกต่ำ
          นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ หอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยางและปาล์มยังมีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ โดยราคายางพาราอยู่ที่ 34 บาทต่อกิโลกรัม และราคาปาล์มดิบตกจากกิโลกรัมละ 5 บาท เหลือ 2.40 บาท ซึ่งเอกชนได้เสนอแผนแก้ไขปัญหาราคาเกษตรไปแล้ว อาทิ การเสนอให้ซื้อยางในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งเสนอรัฐบาลมาทุกปี และทุกรัฐบาลก็รับเรื่องไว้แล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่มีแม้แต่หน่วยที่เกี่ยวข้องเข้ามาบูรณาการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม หอการค้าฯจึงไม่รู้เลยว่าแผนที่ได้เสนอไปสามารถแก้ไขปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน
          นายวัฒนากล่าวว่า เรื่องการทำประมงในพื้นที่ภาคใต้ก็มีปัญหา มีผู้ประกอบอาชีพประมงเป็นจำนวนไม่น้อยที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากข้อเรียกร้องของประเทศยุโรปบังคับให้ออกกฎระเบียบมาบังคับ ทำให้ชาวประมงจำนวนมากไม่สามารถประกอบกิจการได้ต่อไป ส่งผลต่อครอบครัว ผู้ใช้แรงงาน เจ้าของกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการประมง และเงินหมุนเวียนในพื้นที่ อีกทั้งยังรวมไปถึงปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ประชาชนออกเรือลดลง เรื่องเหล่านี้รัฐบาลควรเร่งแก้ไข
          แหล่งข่าวในการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวถึงประเด็นกลุ่มสวนยางพาราออกมาตั้งข้อสังเกตแนวทางแก้ปัญหายางพาราล้นตลาดและราคาตกต่ำโดยผลักดันให้ใช้ทำถนนเป็นการเอื้อบริษัทผลิตยางมะตอยว่า ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใดหากต้องเข้าโครงการดูดซับยางพารากับรัฐ ก็ต้องมีการรับซื้อยางในประเทศทั้งหมด และการคัดเลือกบริษัทใดก็เป็นการจัดซื้อจัดจ้างในแต่ละพื้นที่ ไม่ได้ระบุว่าต้องจัดซื้อจัดจ้างกับบริษัทใด ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไร
          'กฤษฎา'เร่ง'ปลูกข้าวโพดหลังนา'
          นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ ถึงปลัดกระทรวงเกษตรฯ และอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมที่เกี่ยวข้อง และเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ว่า ให้ติดตามประสานปลัดกระทรวงกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาเป็นประธานคณะติดตามเร่งรัดโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
          รายงานข่าวแจ้งว่า การส่งข้อความดังกล่าวนายกฤษฎาเป็นผลมาจากผู้ประกอบด้านการเกษตร ส่งข้อมูลเกี่ยวกับโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนาในแต่ละพื้นที่ โดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อนโครงการ เนื่องจากโครงการไม่ลื่นไหลเท่าที่ควร อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อนุมัติเงินกู้ยากมาก เนื่องจากพิจารณาว่าเกษตรกรมีหนี้อยู่เดิม ขั้นตอนยุ่งยาก ทำให้เกษตรกรหลายรายถอนตัว
          นอกจากนั้น ขั้นตอนการจัดหาปัจจัยการผลิตและการเตรียมแปลงยุ่งยาก เนื่องจากต้องดำเนินการผ่านสหกรณ์ ซึ่งสหกรณ์ที่เข้มแข็งดำเนินการได้ดี ส่วนสหกรณ์ที่ไม่เข้มแข็งทำให้ล่าช้า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีจำนวนพื้นที่สมัครร่วมโครงการกว่า 7 แสนไร่ ซึ่งจะเปิดรับถึง 15 มกราคม 2562 คาดว่าจะมีถึง 1 ล้านไร่ หากแก้จุดอ่อนเหล่านี้โครงการจะเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
          ชี้พืชหลังทำนาต้องมีตลาดรับซื้อ
          นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ แนะเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังทำนา ว่า เห็นด้วยในหลักการ แต่ทางปฏิบัติต้องพิจารณาในหลายด้าน ตั้งแต่รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้ภาคเกษตรว่าผลผลิตข้าวโพดมีตลาดรองรับและรายได้ใกล้เคียงกับการปลูกข้าว ซึ่งชาวนามีความมั่นใจว่าอย่างไรการปลูกข้าวก็จะยังขายได้มีตลาดบริโภครองรับ อีกทั้งขณะนี้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้นและแนวโน้มยังดีต่อเนื่อง ผลจากปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น แล้ง ทำให้ผลผลิตลดลง เดิมนั้นประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกนาปรังทั้งปีจะได้ 33 ล้านตัน แต่น่าจะเหลือ 30 ล้านตัน จึงทำให้ราคาข้าวเปลือกเจ้า (ความชื้นไม่เกิน 15%) ขายได้ราคาตันละ 8,000-8,200 บาท สูงกว่าปีก่อนที่ต่ำกว่าตันละ 7,700 บาท
          "ที่สำคัญคือตอนนี้ราคาเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดมีราคาแพงมาก บางที่สูงถึง กก.ละ 8 บาท หากเพาะปลูกแล้วไม่มีการรับซื้อ หรือมีการถูกหักความชื้นหรือสิ่งเจอปนก็ไม่รู้ว่าจะมีราคาเท่าไหร่ พืชหลังนานั้น ที่ผ่านมา ชาวนาก็จะทำกันอยู่แล้ว และหากให้ได้ผลควรเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชแบบผสมผสาน คือ ปลูกข้าวคู่กับพืชอื่นที่รัฐบาลจัดหาแหล่งตลาดได้แน่นอน เช่น ถั่วชนิดต่างๆ หรือมีการส่งเสริมในพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการปลูกข้าว เรื่องนี้มีการผลักดันชาวนากันมาตลอด ทางการมีเป้าหมาย 2 ล้านไร่ ก็พบว่ายังมีชาวนาเข้าโครงการประมาณ 4-5 แสนไร่ แต่ก็ยังติดในเรื่องความมั่นใจต่อตลาดขายและรายได้ที่จะได้รับจริง แต่หากรัฐแสดงให้เห็นว่าปลูกข้าวโพดแล้วได้รายได้และมีตลาดซื้อแน่นอนระยะยาว เชื่อว่าจะมีชาวนาหันปลูกพืชหลังทำนามากขึ้น หรืออาจเปลี่ยนอาชีพปลูกข้าวไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน" นายสุเทพกล่าว

          บรรยายใต้ภาพ
          สัมมนาหอค้า - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. และนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมเซลฟี่กับผู้เข้าร่วมพิธีปิดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 36 ที่ไบเทค กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 4 ธ.ค. 2561 (กรอบบ่าย)--