กสทช.เล็งรื้อเกณฑ์ประมูล"5จี"

ลดค่าไลเซ่นส์ประเมินราคาใหม่-หั่นพื้นที่ให้บริการ
          กรุงเทพธุรกิจ กสทช.รับประมูล5จี อาจต้องวางเกณฑ์ประมูลใหม่ หลัง เอกชนไม่มีเงินเข้าประมูลแล้วหากยังกำหนดราคาไลเซ่นส์สูงลิ่ว ชี้อาจต้องเปลี่ยน รูปแบบการเทอมการจ่ายเงินยืดยาวสุด 15 ปีเท่าอายุใบอนุญาต พร้อมประเมินมูลค่าคลื่นใหม่ให้เข้ากับความเป็นจริง พร้อมกับจำกัดวงพื้นที่ให้บริการเพื่อตัดต้นทุนเอกชน ชี้ 5จีเกิดแน่นอนปี 2563-2564 หากทุกอย่างเดินตามโรดแมพ
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า การจะผลักดันให้เกิด 5จีขึ้นในประเทศจะมาจาก 2 ส่วน คือ ภาครัฐ 20% และเอกชน 80% โดยในส่วนที่เป็นหน้าที่ภาครัฐก็จะพยายามอำนวยความสะดวกและให้เอกชน จูงใจให้เข้ามา ลงทุนได้อย่างสบายใจ และสามารถอยู่รอดได้ในทางธุรกิจ ซึ่งที่ผ่าน สำนักงาน กสทช.จัดประมูลในย่านความถี่ต่างๆตั้งแต่ ปี 2556 สามารถนำส่งรายได้ให้แก่รัฐมากถึง 361,032 ล้านบาท สิ่งที่กสทช.จะทำเพื่อให้มั่นใจว่า 5จีจะเกิดขึ้นในปี 2563-2564 หากมี การจัดสรรคลื่นได้ตามโรดแมพ คือ 1.การแก้ไขหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นใหม่ จะมีการประเมินมูลค่าคลื่น 5จีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด แต่อยู่บนพื้นที่ว่ารัฐต้องไม่เสียประโยชน์  2.งวดการจ่ายเงินจะยืดออกไปเป็น 10 ปี หรือ 15 ปีเท่ากับอายุใบอนุญาต จากเดิมที่งวดการชำระค่าใบอนุญาตอยู่ที่ 4-6 ปี ก็เพื่อให้เอกชนมีความสามารถในการเข้ามาประมูล และเป็นการจูงใจ  3.เปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำงานใหม่เดิมหลักเกณฑ์ในการประมูลจะเป็นใบอนุญาตที่ให้บริการได้ทั่วประเทศ แต่ต่อไปอาจจะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ในพื้นที่ขนาดย่อมแล้วแต่ภาคการผลิต เฉพาะพื้นที่ให้บริการไปพลางก่อน เช่น พื้นที่เศรษฐกิจ หัวเมืองสำคัญ หรือในภาคการผลิตในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม
          โดยสำนักงาน กสทช.จะเร่งปรับรูปแบบของคลื่นความถี่ใหม่ การอนุญาตในรูปแบบใหม่เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างรัฐและเอกชนมากขึ้น ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถลดต้นทุนได้
          ทั้งนี้ 5จีมี 3 องค์ประกอบการสำคัญ 1.ความเร็วการส่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต โดยขณะนี้ 5จีมีความเร็วกว่า 4จี 15 เท่า ซึ่งเชื่อว่า หากการให้บริการ 5จีมีความแพร่หลายการใช้งานแล้วจะมีความเร็วมาก ถึง 100 เท่า 2.การเชื่อมต่ออุปกรณ์ใน 1 ตารางกิโลเมตรปกติไม่เกิน 1 แสนชิ้น แต่ 5จีจะเชื่อมต่อได้มากกว่า 1 ล้านชิ้นในแง่ภาคการลงทุนน่าจะเกิดประสิทธิภาพ 3.ความเสถียรด้านการใช้งาน 5จีจะมีการให้บริการทางสาธารณสุขได้ดีขึ้น สำหรับเรื่องคลื่นความถี่สำหรับให้บริการนั้น โดยปัจจุบันรวมกันมีการใช้ 340 เมกะเฮิรตซ์รวมกันทั้งอุตสาหกรรม แต่เมื่อมี 5จีเข้ามาแล้วกสทช.ก็จะต้อง จัดสรรคลื่นให้เพียงพอโดยล่าสุดพล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ประธานกสทช.ได้ลงนาม แต่งตั้งคณะกรรมการเรียกคืนคลื่นความถี่ ในย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งปัจจุบันใช้งาน
          อยู่ในกิจการทีวีดิจิทัล ซึ่งต้องทำให้แล้วเสร็จใน 2 เดือน
          2.ในย่านความถี่ 2600 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีแผนจะเรียกคืนจากหน่วยงานของรัฐโดยปัจจุบันบมจ.อสมทถือครองอยู่ 180 เมกะเฮิรตซ์ 3. คลื่น 3500 เมกะเฮิรตซ์ ตอนนี้ บมจ.ไทยคมใช้งานอยู่ 200 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่ง จะมีการประสานเรียกคืนต่อไป และ 4.คลื่น 26-28 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งมีจำนวน 3000 เมกะเฮิรตซ์ เป็นคลื่นว่างอยู่ยังไม่มีการใช้งาน ดังนั้น จึงเหมาะจะไปทำ 5จีในไทย
          อย่างไรก็ตาม หาก 5จีไม่เกิดขึ้นนั้น สำนักงานกสทช.ได้วิเคราะห์ว่า ภาคการผลิตและอุตสาหกรรมจะสูญเสียโอกาสมากกว่า 7 แสนล้านบาท -1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งภาคการผลิตจะกระทบหนักสุดเพราะต้นทุนสูงขึ้นแต่มูลค่าเพิ่มทางการผลิต ต่ำลง ไทยจะเสียเปรียบในแง่การส่งออก การท่องเที่ยวที่จะดึงเอาเทคโนโลยีเออาร์-วีอาร์ จะไม่เกิดขึ้น และภาคสาธารณสุขจะกระทบหนักขึ้น
          โดยกสทช.ได้มีเอ็มโอยูกับญี่ปุ่น นการรักษา 4 โรค คือ 1.ผิวหนัง 2.ตา 3.ความดันโลหิตสูง และ 4.เบาหวาน หากสามารถ ลดการเดินทางไปจะทำให้ลดค่ารักษาพยาบาล ต้นทุน 38,000 ล้านบาทต่อปีได้
          ความเร็วการส่งข้อมูล 5จีเร็วกว่า 4จี 15 เท่า แต่หากการใช้งานแพร่หลายแล้วจะเร็วถึง 100 เท่า ฐากร ตัณฑสิทธิ์

          บรรยายใต้ภาพ 
          ฐากร ตัณฑสิทธิ์