มะกันรุกบีบพันธมิตร สกัดฝัน 5จี หัวเว่ย

นันทิยา วรเพชรายุทธ
          เมื่อช่วงต้นปีนี้ ก่อนที่สงครามการค้าจะคุกรุ่นบานปลายเหมือนในปัจจุบัน "สหรัฐ" ได้เริ่มส่งสัญญาณข่าวร้ายกับ "จีน" ว่า อาจจะกีดกันไม่ให้บริษัทไอทีรายใหญ่ๆ ของจีนเข้ามาเล่นในตลาดโทรคมนาคมที่อเมริกา โดยมี สส.พรรครีพับลิกันในขณะนั้นเป็นผู้นำการร่างกฎหมายไม่ให้บริษัทต่างๆ ใช้อุปกรณ์ของบริษัท แซดทีอี (ZTE) และหัวเว่ย เทคโนโลยีส์ (Huawei)
          ในครั้งนั้นฝ่ายยักษ์ไอทีจีนคงรู้ดีแล้วว่าเส้นทางการบุกเบิกตลาดอเมริกาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็อาจนึกไม่ถึงเช่นกันว่าสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงถึงขั้นที่การกีดกันจีนจะแผ่ขยายออกไปยังบรรดาวงโคจรประเทศมหามิตรทั้งหลายของสหรัฐด้วย
          ที่สำคัญก็คือ นี่ไม่ใช่การกีดกันทางธุรกิจตามปกติทั่วไป แต่ยังเป็นการสกัดคู่แข่งในตลาดสื่อสารโทรคมนาคมใหม่ยุค 5จี ที่จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมใหม่ 4.0 แห่งยุคเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย
          หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ห้ามหน่วยงานของรัฐและบริษัทเอกชนคู่สัญญาของรัฐใช้อุปกรณ์จากบริษัท หัวเว่ย และแซดทีอี เพราะกลัวเรื่องข้อมูลจะรั่วไหลตกไปถึงมือของรัฐบาลจีน นับตั้งแต่นั้นมาประเทศพันธมิตรของสหรัฐก็เริ่มเดินตามรอยเดียวกัน นำโดย "ออสเตรเลีย" ที่ประกาศในช่วงปลายเดือนเดียวกัน สั่งห้ามหัวเว่ยและแซดทีอีให้บริการเทคโนโลยีและอุปกรณ์รองรับเครือข่าย 5จี ในประเทศ โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงที่ออสเตรเลียอาจถูกล้วงข้อมูลและเผชิญการแทรกแซงจากรัฐบาลต่างชาติ
          ล่าสุด "นิวซีแลนด์" กำลังกลายเป็นอีกชาติที่ประกาศบล็อกหัวเว่ยในการเตรียมประมูลคลื่น 5จี ในเร็วๆ นี้
          คณะกรรมาธิการข่าวกรองของนิวซีแลนด์ได้ปฏิเสธแผนของบริษัท  สปาร์ก หนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในนิวซีแลนด์ ที่เสนอใช้อุปกรณ์จากบริษัท หัวเว่ย ในการวางโครงข่าย 5จี ในนิวซีแลนด์ โดยให้เหตุผลว่าการปล่อยให้หัวเว่ยมาร่วมโครงการนี้ จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงแห่งชาติอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าหัวเว่ยจะไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในประเทศนี้ก็ตาม
          ปัจจุบันหัวเว่ยนับเป็นผู้เล่นสำคัญรายหนึ่งในตลาด 4จี ของนิวซีแลนด์ และมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาไปแล้วราว 400 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย อย่างไรก็ดี แอนดรูว์ ลิตเติล รัฐมนตรีกิจการข่าวกรองของนิวซีแลนด์ ให้ความเห็นกับรอยเตอร์สว่า คงไม่สามารถเอา 4จี ไปเทียบกับ 5จี ได้ เพราะมีองค์ประกอบที่ต่างกันมาก โดยทุกส่วนในเครือข่าย 5จี นั้นสามารถถูกเข้าถึงข้อมูลได้ ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีเก่า ทำให้ต้องเพิ่มความเข้มงวดเรื่องความมั่นคงมากขึ้น
          ที่ผ่านมานิวซีแลนด์นับเป็นประเทศพันธมิตรสหรัฐที่ค่อนข้างเปิดรับจีนมากกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านออสเตรเลีย และยังเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้การตอบรับยุทธศาสตร์แถบและถนน (Belt and Road) ของจีนด้วย
          เท่ากับว่านอกเหนือจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแล้ว จีนแทบจะไม่สามารถฝ่ากำแพงความไม่ไว้วางใจและการเมืองของชาติมหาอำนาจในการก้าวไปเล่นตลาดใหม่ 5จี ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้เลย เพราะ
          นอกจากออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์แล้ว ยังมีรายงานว่าสหรัฐกำลังเร่งล็อบบี้บรรดาประเทศพันธมิตรให้บอยคอตหัวเว่ยหรือค่ายไอทีจีนในการประมูลคลื่น 5จี ที่กำลังจะทยอยเริ่มต้นกันในปีหน้า 2019 ที่จะถึงนี้ด้วย
          รายงานในวอลสตรีทเจอร์นัลเมื่อสัปดาห์ก่อน ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังเดินหน้าหว่านล้อมให้บริษัทต่างๆ ในประเทศพันธมิตรของตนเองให้หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ของบริษัท หัวเว่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านอุปกรณ์ 5จี ที่พร้อมที่สุดรายหนึ่งของโลกในเวลานี้
          รายงานดังกล่าวสอดคล้องกับที่หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า "เยอรมนี" และ "สหราชอาณาจักร" ก็เป็นพันธมิตรอีกรายที่กำลังถูกกดดันจากสหรัฐให้เอาตัวออกห่างจากยักษ์ไอทีจีน
          ไฟแนนเชียลไทมส์ ระบุว่า ผู้แทนสหรัฐกดดันชัดเจนว่าในฐานะที่เยอรมนี และสหราชอาณาจักร (ยูเค) เป็นประเทศพันธมิตรหลักของสหรัฐ ดังนั้นทั้งสองประเทศนี้จึงจำเป็นต้องรักษาความมั่นคงทางเครือข่ายโทรคมนาคมและซัพพลายเชนของตนเองด้วย ซึ่งนับเป็นการ "ส่งสัญญาณเตือนโดยตรง" ไปยังทั้งสองชาตินี้ที่กำลังเตรียมตัวประมูลคลื่น 5จี ในปีหน้า
          แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะระบุว่า 2 ประเทศนี้จะเดินตามรอยเดียวกันกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ หรือไม่ แต่แหล่งข่าวเยอรมนีที่เกี่ยวข้องเปิดเผยว่า รัฐบาลกรุงเบอร์ลินเริ่มกังวลมากขึ้น เพราะแรงกดดันจากฝั่งสหรัฐดูจะตึงเครียดกว่าเดิมมากในช่วงหลังมานี้
          ส่วนในฝั่งสหราชอาณาจักรนั้นดูจะมีสัญญาณลบมากกว่า เพราะหน่วยงานด้านข่าวกรอง GCHQ เคยออกรายงานเตือนเองก่อนหน้านี้ว่า การใช้อุปกรณ์จากฝั่งจีนอาจทำให้เครือข่ายโทรคมนาคมของยูเคต้องเจอกับความเสี่ยงใหม่
          ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีข่าวในทำนองเดียวกันว่า รัฐสภาสหรัฐกำลังกดดันให้ "แคนาดา" หันมาแบน หัวเว่ยด้วยเหตุผลเดียวกันด้านความมั่นคง แต่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าแคนาดา ซึ่งเป็นอีกชาติพันธมิตรที่ถูกสหรัฐกดดันการค้าอย่างหนัก จะเออออห่อหมกไปด้วยหรือไม่
          แม้ทุกวันนี้นโยบายมุ่งยึดตัวเองเป็นหลักของสหรัฐจะทำให้เกิดความเห็นแตกแยกในหมู่ประเทศพันธมิตร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า แรงกดดันของสหรัฐผ่านประเด็นการค้ากำลังทำให้หลายประเทศต้องยอมโอนอ่อนตามมากขึ้น และอาจทำให้ผู้เล่นรายอื่นได้จังหวะเข้ามาแทนที่ในช่วงที่ค่ายไอทีจีนกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธารอบด้านเช่นนี้