อุตตมจ่อแจกอีก"ปีใหม่"เอสเอ็มอีเร่งสรุปรูปแบบ"ช้อปช่วยชาติ"

'กอบศักดิ์' ชี้ทุก ปท.เจอวิกฤต สโลว์โมชั่น ย้ำช่วง 3 เดือนท้าย เก็บงาน
          'กอบศักดิ์'ชี้ทุกปท.เจอวิกฤต
          เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ทิศทางเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ในงานสัมมนาสมาคมการค้า ประจำปี 2561 จัดโดยหอการค้าไทย ที่โรงแรมดุสิตธานี ว่า เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในไตรมาส 3/2561 ขยายตัวเหลือ 3.3% ทำให้หลายคนมีความกังวลใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจไทย หรือตัวเลขจีดีพีหายไปกว่า 30% ซึ่งเมื่อพิจารณาปัจจัยในต่างประเทศ พบว่าหลายความเสี่ยงมีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเรื่องสงครามการค้าสหรัฐ-จีน มีผลกระทบกับหลายๆ ประเทศอย่างมีนัยสำคัญรวมถึงไทยด้วย นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง หรือมีภาวะสโลว์ดาวน์ ขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเกิดใหม่มีแรงกดดันเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งอาร์เจนตินาและตุรกี รวมถึงความเสี่ยงเรื่องเงินทุนที่หมุนเวียนรุนแรงกว่าเดิม ตลาดหุ้นทั่วโลกไม่ปกติ มีความผันผวน รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย โดยเคลื่อนไหวในระดับ 1,550-1,800 จุด สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่คนคิดว่ากำลังสบายๆ แต่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น มีความท้าทายเกิดขึ้น ภาพเศรษฐกิจในอีก 3 ปีข้างหน้ากับภาพเศรษฐกิจเมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมาไม่เหมือนกัน
          "วิกฤตรอบนี้เป็นลักษณะสโลว์โมชั่น ค่อยๆ กดดัน หรือร่วงถอยไปทีละประเทศ จากการกู้เงินเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นว่าดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 0% กว่า 8 ปี วันที่เริ่มดอกเบี้ยเริ่มขึ้นทุกคนต้องรับภาระมากขึ้น ประเทศต่างๆ จึงต้องปรับตัวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น (อัพเทรนด์) ซึ่งในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังผันผวน ไทยกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง โดยขณะนี้เหลือเวลาอีก 90 กว่าวัน จะมีความเสี่ยงอะไรหรือไม่ในช่วงก่อนและหลังเลือกตั้ง ภาคธุรกิจก็มองว่ามีนัยหรือต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง หรือไม่" นายกอบศักดิ์กล่าว
          บริโภคในประเทศสูงสุดรอบ5ปี
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า เพราะฉะนั้นในลำดับแรกจึงต้องมาดูรายละเอียดในแต่ละด้านก่อน โดยในด้านการบริโภคจะเห็นว่าในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ที่ผ่านมา การบริโภคขยายตัว 3.7% 4.5% และ 5.0% ตามลำดับ หรือสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี หรือย้อนไปดูในรอบ 5 ปี การบริโภคยังขยายตัวสูงสุดได้ไม่ถึง 5% สะท้อนว่าผู้บริโภคยังมีกำลังซื้อ ต่อมาในด้านการลงทุนโดยรวม ในไตรมาส 1 ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ขยายตัว 3.4% 3.7% และ 3.9% ตามลำดับ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐก็ขยายตัวเช่นเดียวกัน มีเพียงการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ทำให้จีดีพีไตรมาส 3 ต่ำลง โดยการส่งออกติดลบ 0.2% ขณะที่การท่องเที่ยวขยายตัวเพียง 2% เมื่อเทียบกับ 2 ไตรมาสแรกของปีที่ขยายตัว 15% และ 8% ตามลำดับ
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า แม้ว่าจีดีพีใน 2 ด้านจะขยายตัวต่ำ แต่ยังคลายความกังวลได้บ้าง เมื่อ ยอดการส่งออกเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ขยายตัว 8.7% ขณะเดียวกันเมื่อดูจีดีพีของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ ต่างชะลอตัวลงเช่นเดียวกัน จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ โดยประเมินว่าการส่งออกและการท่องเที่ยวไตรมาส 4 จะกลับมา และน่าจะทำให้จีดีพีทั้งปีโตไม่ต่ำกว่า 4% ส่วนในปี 2562 มองว่าเศรษฐกิจจะโตต่อเนื่องในกรอบ 4-4.5% โดยแรงกระตุ้นจากการเลือกตั้งจะทำให้มีเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
          เร่งเมกะโปรเจ็กต์ก่อนเลือกตั้ง
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า ช่วงที่มรสุมจะมาเราต้องเตรียมการรองรับ โดยรัฐบาลได้เตรียมการหลายเรื่องและจะต้องอนุมัติโครงการสำคัญๆ ให้เสร็จก่อนจัดเลือกตั้ง เพราะเลือกตั้งมาแน่ หรือภายใน 2-3 เดือนนี้ โดยเฉพาะโครงการประมูลโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาค ตะวันออก (อีอีซี) โครงการท่าเรือแหลมฉบัง โครงการสนามบินอู่ตะเภา โครงการมาบตาพุด โครงการศูนย์ซ่อมเครื่องบิน ดิจิทัลพาร์ค โครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) สมาร์ท ซิตี้ โครงการรถไฟทางคู่ เป็นต้น โดยรัฐบาลจะปลดล็อกให้หมด เมื่อมีรัฐบาลใหม่เข้ามา สิ่งสำคัญคือโครงการเหล่านี้จะต้องเดินต่อได้
          นายกอบศักดิ์กล่าวว่า นอกจากนี้รัฐบาลยังดำเนินการโครงการกระตุ้นกำลังซื้อ และการแก้ไขราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ เช่น การส่งเสริม การใช้ปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล บี20 การใช้ยางพาราเพื่อผลิตที่นอนในโรงพยาบาล รวมถึง มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยการเพิ่มวงเงินเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงการให้สวัสดิการกลุ่มผู้สูงอายุและข้าราชการบำนาญที่เสนอให้มีบำเหน็จตกทอด เป็นต้น
          "ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย เป็นช่วงการเก็บงาน หลังจากที่รัฐบาลดำเนินการมา 4 ปีกว่า โดยจะต้องเร่งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้เสร็จให้ได้ ซึ่งต่อให้รัฐบาลไม่อยู่ แต่ธุรกิจภาคเอกชน หรือโครงการอีอีซี ซึ่งเป็นโครงการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งเป้าว่าจะเป็นโครงการที่พลิกโฉมภาคตะวันออกของไทยเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งในช่วงต้นเดือนหน้านี้รัฐบาลจะนำโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเชื่อมต่อการค้า โดยการเปิดท่าเรือฝั่งตะวันตกเชื่อมกับอินเดีย ศรีลังกา เป็นต้น รวมถึงการดำเนินการโครงการไทยแลนด์ริเวียร่า อุตสาหกรรมยางพาราและปาล์มน้ำมัน ตลอดจนโครงการอนุรักษ์ป่าชายเลนและประมงพื้นบ้าน และการปฏิรูปกฎหมายให้ดีขึ้น เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ" นายกอบศักดิ์กล่าว
          คลังเร่งสรุปมาตรการช้อปช่วยชาติ
          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างศึกษาและจัดทำรายละเอียดทั้งด้านวงเงินและสินค้าที่จะเข้าร่วมโครงการมาตรการช้อปช่วยชาติ โดยจะเริ่มในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ซึ่งรูปแบบยังไม่แน่นอนว่าจะเป็นอย่างไรแต่จะไม่ใช่รูปแบบเดิม เพราะหากเป็นรูปแบบเดิมจะทำให้ทุกคนรอคอยมาตรการและหยุดการใช้จ่าย แทนที่จะได้ประโยชน์ในการฟื้นเศรษฐกิจก็จะเป็นการนำรายได้ในอนาคตมาใช้ก่อนเท่านั้น ซึ่งก็จะทำให้กำลังซื้อในอนาคตชะลอตัวไป ส่วนจะมีผลกระทบ ต่อรายได้ของกรมสรรพากรก็รอมาตรการที่ออกมาชัดเจนก่อน
          "ตอนนี้ได้ให้โจทย์คณะทำงานศึกษาอยู่ว่าไม่อยากให้เกิดการรอคอยการใช้จ่ายมารอใช้จ่ายจากมาตรการ เพราะว่าเราทำมา 2 ปีแล้วหากรูปแบบเหมือนเดิมทุกคนก็จะรอไม่ใช้จ่ายรอมาใช้จ่ายในช่วงที่มีมาตรการเท่านั้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 1-2 วันนี้ เช่น กำหนดลดหย่อนภาษีสินค้าล้อยางรถยนต์ จะเชื่อมโยงจุดประสงค์การช่วยเหลือไปถึงเกษตรกรได้ตามที่รัฐบาลพยายามช่วยเหลือเกษตรกรอยู่" นาย เอกนิติกล่าว และว่า ส่วนเรื่องความชัดเจนการต่อหรือไม่ต่ออายุการลดหย่อนภาษีกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ตอนนี้รอข้อเสนอของทางสภาธุรกิจตลาดทุนไทยอยู่ ขณะนี้จึงยังยึดหลักแผนพัฒนาตลาดทุนก็คือจะสิ้นสุดมาตรการภายในปี 2562
          'วิรไท'ชี้ดอกสูงไม่กระทบศก.
          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนาเศรษฐกิจประจำปี 2561 "ยุคปฏิวัติข้อมูล ใครได้ใครเสีย" ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ธปท.ประเมินว่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขณะนี้ขยายตัวได้ระดับ 4% ต้นๆ ประเมินว่าหากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงกว่าระดับปัจจุบัน จะไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยตั้งแต่ปี 2557 ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ธปท. ใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำและผ่อนคลายเป็นพิเศษช่วยการขยายตัวเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน อาจจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจได้ในระยะยาว ดังนั้น หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น ธปท.จะไม่ได้ปรับขึ้นแบบต่อเนื่องทุกครั้ง เพราะการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.ใช้ข้อมูลในการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน (ดาต้าดีเพนเดนต์) ภายใต้ปัจจัย การคาดการณ์เงินเฟ้อ ความเข้มแข็งของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เสถียรภาพระบบการเงิน และความสามารถในการดำเนินนโยบายในอนาคต (โพลิซีสเปซ)
          "การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด แม้มีกรรมการเห็นด้วยว่าควรปรับขึ้นดอกเบี้ยเป็น 4 เสียง และ 3 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยแต่ ในที่ประชุมเห็นตรงกันว่า นโยบายการเงินผ่อนคลาย ยังจำเป็นแต่นโยบายการเงินผ่อนคลายมากเป็นพิเศษลดความจำเป็นลง ซึ่ง กนง.ต้องประเมินสถานการณ์ต่อเนื่อง เพราะตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวมีทิศทางที่ปรับ ดีขึ้น แต่มีความเสี่ยงนอกประเทศ เช่น มาตรการกีดกันทางการค้าการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังต้องติดตาม" นายวิรไทกล่าว
          นายวิรไทกล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ยังไม่ต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น เพื่อดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย เพราะไทยมีกันชนด้านต่างประเทศดี จากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรือ 7% ของจีดีพี ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ และธุรกิจไทยมีการใช้เงินทุนที่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจ อย่างธนาคารพาณิชย์ไทยเพิ่มเงินฝากในประเทศสำหรับปล่อยสินเชื่อไม่ได้กู้ต่างประเทศมาปล่อยสินเชื่อประเทศ ไม่ทำให้เกิดการใช้แหล่งที่มาของเงินและแหล่งที่ใช้ไปของเงินไม่สอดคล้องกัน (ฟันดิ้งมิสแมช)
          ธปท.จับตา3ปัจจัยเสี่ยง
          นายวิรไทกล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง แต่ต้องติดตาม 3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ประการแรก ผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐและจีนที่ทำให้การค้าโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออก ในส่วนผลกระทบต่อไทยมีผลกระทบจากร่างแหในบางสินค้า เช่น เครื่องซักผ้าและโซลาร์เซลล์ที่การส่งออกไปสหรัฐลดลง ทั้งนี้ ต้องติดตามสินค้าที่ไทยเป็นซัพพลายเชนส่งต่อไปผลิตที่จีนที่จะได้ผลกระทบอีก แต่อาจจะเป็นโอกาสที่ไทยสามารถส่งออกสินค้าบางชนิดไปยังสหรัฐโดยตรงได้มากขึ้น ขณะที่สินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐไม่ได้ต้องหาตลาดกระจายสินค้าต้องติดตามว่าจะมีการนำเข้ามาขายในอาเซียนและไทยหรือไม่ อาจจะเกิดการดัมพ์ราคาซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ค้าในประเทศได้ และในระยะยาว ต้องติดตามว่าไทยจะได้อานิสงส์จากนักลงทุนจีนการย้ายฐานการผลิตและกระจายฐานการผลิตมาไทยและอาเซียนหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลมีการผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะเป็นการสร้างซัพพลายเชนภูมิภาคต่อไป
          นายวิรไทกล่าวว่า ประการที่สอง ความผันผวนที่จะเกิดขึ้นกับตลาดเงินและตลาดทุนโลก จากการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ อาจจะส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าน ซึ่งตลาดจะอ่อนไหวต่อข่าวต่างๆ สูงมาก และตลาดปลิวง่ายเพราะนักลงทุนไม่มั่นใจ ดังนั้น ถ้าไม่บริหารจัดการความเสี่ยงมีโอกาสที่จะสะดุดทางการเงิน ทั้งด้านต้นทุนและสภาพคล่อง และประเด็นที่สาม การใช้ดอกเบี้ยต่ำมีผลข้างเคียง ทำให้เกิดการแสวงหาผลตอบแทนสูงขึ้นโดยประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรจะส่งผลให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบเศรษฐกิจในอนาคตได้ จึงต้องมีมาตรการออกมาดูแลเช่นสินเชื่อบุคคลและบัตรเครดิตและสินเชื่อบ้าน เป็นต้น รวมทั้งต้องประเมินสถานการณ์ตามข้อมูลอย่างรอบด้าน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 19 ธันวาคม กนง.จะมีการประชุมครั้งสุดท้ายของปี ครั้งที่ 8/2561 ต้องติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายว่าจะปรับขึ้นในการประชุมรอบนี้หรือไม่ รวมทั้งติดตามมุมมองเศรษฐกิจและการปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจปี 2561 และปี 2562
          ห่วงส่งออก-ท่องเที่ยวฉุดจีดีพีปี62
          นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวในการเสวนา "เศรษฐกิจไทย ปี 2562 มองไปข้างหน้า" ว่า คาดว่าปี 2562 เศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัว 3% ปลายๆ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวดีได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้วช่วงครึ่งปีแรก 2561 ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ถึง 4.8% แต่อย่างไรก็ตาม ไตรมาส 3 ปี 2561 มีปัจจัยชั่วคราวมากระทบมากทำให้ขยายตัวได้ 3.3% ดังนั้นเฉลี่ย 3 ไตรมาส จีดีพีขยายตัว 4.3% คาดทั้งปี 2561 จะขยายตัวใกล้เคียง 4.3% หรืออาจต่ำกว่านี้เล็กน้อย ซึ่งต้องติดตามตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4
          "ปี 2562 การส่งออกและการท่องเที่ยวที่เคยเป็นพระเอกหนุนเศรษฐกิจช่วงที่ผ่านมา อาจขยายตัวช้าลง ผลกระทบสงครามการค้าและจำนวนนักท่องเที่ยวจีนชะลอลง ซึ่งสัดส่วนการส่งออกและการท่องเที่ยวที่เป็นสัดส่วนสูงในจีดีพีเมื่อชะลอตัวลงมีนัยสำคัญทำให้จีดีพีชะลอ ต้องติดตามความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อต่ำ เสถียรภาพการเงิน การเงินทุนเคลื่อนย้าย จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทยและสหรัฐที่กว้างมากขึ้น แม้ว่าปัจจุบันไทยจะเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง สามารถรองรับการไหลออกเงินทุนได้ ช่วง 12 เดือน คาดว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 3-4 ครั้ง ขณะที่ช่วงเดียวกันนี้ดอกเบี้ยไทยคาดปรับขึ้น 1-2 ครั้ง ครั้งละ 0.25%" นายพิพัฒน์กล่าว
          นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า ประเมินว่าปี 2561 เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4% ส่วนปี 2562 อยู่ระหว่างประมาณการ แต่มองว่าเศรษฐกิจปีหน้าเริ่มกลับมาอ่อนแรงเป็นข้าวเหนียวทุเรียน เพราะภาคต่างประเทศ การส่งออกและการท่องเที่ยวที่ชะลอ ส่วนในประเทศ การบริโภคยังไม่กระจายตัวและหนี้ครัวเรือนยังสูง ที่ผ่านมาเห็นการบริโภคเพิ่มขึ้นในกลุ่มรายได้ระดับกลางและสูง สะท้อนจากยอดขายรถยนต์ แต่กำลังซื้อโดยรวมและฐานรากในต่างจังหวัด ภาคเกษตร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เช่น การบริโภคอาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า ยังขยายตัวต่ำ สะท้อนกำลังซื้อไม่เติบโตนัก ซึ่งหากกำลังซื้อส่วนนี้จะฟื้นได้ต้องรอหลายปัจจัย หวังว่าการเลือกตั้งจะทำให้บรรยากาศจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น ลุ้นราคาสินค้าเกษตรให้ราคาปรับดีขึ้น และคาดหวังกำลังซื้อจากชนชั้นกลางที่จะช่วยให้การบริโภคกระจายตัวกว่าปีนี้
          ค่าเงินและดอกเบี้ยขาขึ้นกดดันศก.
          นายอมรเทพกล่าวว่า ค่าเงินบาทคาดว่าจะเคลื่อนไหวกรอบ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ต้องติดตามผลกระทบต่อค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ ทั้งการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ การลดการผ่อนคลายทางการเงินของธนาคารกลางยุโรปและแนวโน้มดอกเบี้ยในระยะต่อไป รวมทั้งผลจากสงครามการค้าที่จะทำให้ตลาดการเงินผันผวน ส่วนค่าเงินบาทไทยผลกระทบไม่มากนัก การอ่อนค่าน้อย เพราะหนี้ต่างประเทศไม่สูง ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูง เงินสำรองระหว่างประเทสสูง ขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย ถูกกระทบค่าเงินอ่อนมากและต้องปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นเพื่อชะลอการไหลออกของเงินทุน อย่างไรก็ตาม หากค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าน้อยกว่าภูมิภาคเป็นผลดีต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจแต่ไทยอาจจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้
          นายชนินทร์ มโนภินิเวส นักเศรษฐศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารโลก กล่าวว่า ธนาคารโลกยังคงประมาณการจีดีพีไทย 4.5% แต่มีโอกาสที่จะปรับลดลงได้ เนื่องจากไตรมาสที่ 3 ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่ปี 2562 คาดการณ์ที่ 3.9% เนื่องจากการมองว่ามีแรงหนุนการบริโภคภายในประเทศ แต่การส่งออกและการท่องเที่ยวอาจจะชะลอตัว ดังนั้นไทยต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้าง พื้นฐาน ขณะนี้ภาครัฐกำลังผลักดันการลงทุนอยู่และส่วนใหญ่อยู่ในการลงทุนระบบขนส่ง ซึ่งจะช่วยเสริมประสิทธิภาพประเทศและลดต้นทุนขนส่งได้
          หอค้ามองส่งออกโตได้7-8%
          นายสนั่น อังอุบลกุล รองประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงแนวโน้มการส่งออกในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี 2561 ว่า เมื่อดูการส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2561 จะเห็นว่ามีมูลค่าการส่งออกน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ฉะนั้นช่วง 2 เดือนสุดท้าย ถ้าสามารถรักษามูลค่าการส่งออกให้อยู่ที่ 20,000-21,000 เหรียญสหรัฐได้ ภาพรวมการส่งออกทั้งปีนี้จะขยายตัว 7-8% แต่ยังไม่ต้องเป็นห่วง เนื่องจากยอดส่งออกเดือนกันยายน ที่ตกไป เป็นเพราะปัจจัยราคาน้ำมัน ราคาทองคำ และสภาพภูมิอากาศที่มีมรสุม ส่งผลกระทบกับการส่งสินค้า
          "ส่วนการส่งออกปี 2562 มองว่าจะขยายตัวประมาณ 5% จากผลกระทบสงครามการค้า และปัจจัยที่ทำให้การส่งออกชะลอลง เนื่องจากการส่งออกปีนี้มีฐานสูง ประกอบกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และราคาพืชผลการเกษตรที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม โดยรวมการส่งออกยังขยายตัว ไม่ถือว่าเลวร้าย" นายสนั่นกล่าว
          ไฟเขียวเกณฑ์เรียกคืนคลื่น
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กสทช.ในวันที่ 22 พฤศจิกายน มีมติเห็นชอบ (ร่าง) ประกาศ กสทช.เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกคืนคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า หรือนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น ซึ่งได้ปรับปรุงร่างประกาศ จากการนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ขั้นตอนต่อไปเตรียมประกาศลงราชกิจจานุเบกษา ภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2561 เพื่อให้มีผลบังคับใช้การเรียกคืนคลื่นความถี่ต่อไป ภายหลังประกาศหลักเกณฑ์ดังกล่าวลงราชกิจจานุเบกษา เบื้องต้น คาดว่าจะมีการเรียกคืนคลื่นความถี่ในย่าน 2600, 3400-3500 เมกะเฮิรตซ์ และ 26000-28000 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งหลักเกณฑ์ในการเรียกคืนคลื่นความถี่ ต้องอยู่บนหลักการที่คลื่นความถี่ย่านดังกล่าว คือ ผู้ถือครองไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือมีการใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพื่อนำมาจัดสรรการใช้งานใหม่ให้มีประสิทธิภาพที่สุด ขณะที่ขั้นตอนในการเรียกคืนคลื่นความถี่ สำนักงาน กสทช.จะจัดทำรายงานวิเคราะห์ประเมินว่า จะเรียกคืนคลื่นความถี่ย่านใดเป็นลำดับแรก โดยหลังจากนั้นจะว่าจ้างที่ปรึกษา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของรัฐ หรือสถาบันวิจัยของรัฐ หรือสถาบันวิจัยที่ไม่แสวงหากำไรอย่างน้อย 3 ราย มาทำการประเมินมูลค่าการเรียกคืนคลื่นความถี่ และการทดแทน ชดใช้ หรือจ่ายค่าตอบแทนสำหรับผู้ที่ถูกเรียกคืนคลื่นความถี่
          นายฐากรกล่าวว่า สำหรับคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ เป็นคลื่นความถี่ที่ไม่ต้องใช้ประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์การเรียกคืนคลื่น เนื่องจากสำนักงาน กสทช.สามารถเรียกคืนได้ทันที ดังนั้น ที่ประชุม กสทช.จึงมีมติให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการเตรียมการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ โดยเฉพาะ ซึ่งมี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการ กสทช.เป็นประธาน ซึ่งคาดว่าขั้นตอนการเรียกคืนคลื่นความถี่ย่าน 700 เมกะเฮิรตซ์ ต้องใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 1 ปี เนื่องจากเป็นคลื่นความถี่ที่ยังมีการใช้งานในกิจการทีวีดิจิทัล การเรียกคืนจึงต้องระมัดระวังไม่ให้กระทบกับประชาชน ผู้รับชมทีวีดิจิทัล ประเมินว่าปี 2562 คลื่นความถี่ที่จะนำประมูลใหม่แน่นอน ได้แก่ คลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในส่วนที่เหลือ และคลื่นความถี่ย่าน 2600 เมกะเฮิรตซ์ คาดว่าจะต้องดำเนินการเรียกคืนคลื่นความถี่ให้ได้ก่อน
          กระบวนการเร็วสุด150วัน
          นายฐากรกล่าวว่า เมื่อได้บทวิเคราะห์และประเมินมูลค่าคลื่นความถี่ที่สำนักงานงาน กสทช.ต้องเยียวยาแล้ว จะนำผลการศึกษารายงานแก่คณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย ผู้แทนจากสำนักงาน กสทช. กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งจะมีการเลือกประธานกรรมการกันเอง เพื่อมูลค่าการเรียกคืนคลื่นความถี่และการชดเชยอย่างไร เพื่อนำเสนอที่ประชุม กสทช.ต่อไป ทั้งนี้ กระบวนการเรียกคืนคลื่นความถี่จะใช้เวลาช้าสุด 270 วัน และเร็วสุด 150 วัน
          นายฐากรกล่าวว่า สำนักงาน กสทช.ได้ศึกษาจำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ตั้งแต่ปี 2553 พบว่า มีผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่มีจำนวน 71.7 ล้านเลขหมาย ซึ่งเป็นการใช้งานในระบบ 2G ทั้งหมด ขณะที่ในปี 2554 มีผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 77.4 ล้านเลขหมาย โดยเป็น ผู้ใช้งานในระบบ 2G จำนวน 76.4 ล้านเลขหมาย และเริ่มมีผู้ใช้งานระบบ 3G จำนวน 1 ล้านเลขหมาย เมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่มีการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในระบบ 3G ส่งผลให้มีผู้ใช้งาน 3G เพิ่มขึ้นเป็น 3.7 ล้านเลขหมาย จากจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมดจำนวน 82.9 ล้านเลขหมาย และในปี 2556 มีผู้ใช้บริการ 3G เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 28.7 ล้านเลขหมาย ขณะที่ปี 2557 ผู้ใช้งาน 3G กระโดดเป็น 88 ล้านเลขหมาย ส่วนปี 2558 มีการประมูลคลื่นความถี่เพื่อใช้ในระบบ 4G ซึ่งส่งผลให้ปี 2559 มีผู้ใช้งานระบบ 3G และ 4G รวมกันถึง 111 ล้านเลขหมาย และในปี 2560 จำนวนผู้ใช้งาน 3G และ 4G เพิ่มขึ้นเป็น 119 ล้านเลขหมาย สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี 5G ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องใช้ระยะเวลาอีก 5-10 ปี
          อนุญาตทดลอง5Gรวม23วัน
          นายฐากรกล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม กสทช.ได้มีมติอนุญาตให้บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ใช้คลื่นความถี่ย่าน 28 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อสาธิตเครื่องวิทยุคมนาคม สำหรับแสดงเทคโนโลยี 5G เป็นการชั่วคราว ในระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน- 15 ธันวาคม 2561 ณ ไอคอน สยาม โดยใช้กำลังส่งเพื่อการทดสอบไม่เกิน 200 มิลลิวัตต์ พร้อมทั้งอนุญาตให้บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าเครื่องวิทยุคมนาคม ตราอักษร HUAWEI รุ่น AAU5G28A (AAU28A) จำนวน 2 ชุด และตราอักษร HUAWEI รุ่น 5G CPE จำนวน 4 ชุด พร้อมอุปกรณ์ประกอบ เพื่อนำมาใช้ในการจัดแสดง และสาธิต อนุญาตให้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ใช้คลื่นความถี่ย่าน 26 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อสาธิตเครื่องวิทยุคมนาคม สำหรับแสดงเทคโนโลยี 5G เป็นการชั่วคราว ในระหว่างวันที่ 22 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม 2561 ณ AIS DC ชั้น 5 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม โดยใช้กำลังส่งเพื่อการทดสอบไม่เกิน 200 มิลลิวัตต์ อีกทั้งอนุญาตให้บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด นำเข้าเครื่องวิทยุคมนาคม ตราอักษร NOKIA รุ่น AEUA และตราอักษร Intel รุ่น Intel MTP จำนวนรุ่นละ 1 ชุด
          'อุตตม'จ่อมอบนิวเยียร์เอสเอ็มอี
          นายสมชาย หาญหิรัญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า วันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะประชุมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือ และส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ยึดโยงการทำงานกับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ไอทีซี) 76 จังหวัดทั่วประเทศ สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด โดยหารือแนวทางการพัฒนาบุคลากร การพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงยกระดับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสู่ 4.0 พร้อมกับดูแลสิ่งแวดล้อม การบริหารเงินกองทุนประชารัฐที่เหลืออยู่ 2,700 ล้านบาท ให้มีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์ในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอีอย่างจริงจัง และเร็วๆ นี้นายอุตตมเตรียมจะเปิดตัวมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีเพิ่มเติมภายใต้เงินงบประมาณปี 2562 เป็นของขวัญปีใหม่ปี 2562 ต่อยอดการดำเนินโครงการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร AGRO-INDUSTRY 4.0 ปี 2561 ที่มีเอสเอ็มอีภาคการเกษตรเข้าร่วมโครงการ 2,000 กิจการ สามารถเพิ่มยอดขายได้ 1,000 ล้านบาท ลดต้นทุนการผลิตได้ 700 ล้านบาท และลดปริมาณของเสียได้ 200 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากโครงการนี้ รวม 1,900 ล้านบาท
          "กระทรวงอุตสาหกรรมให้ความรู้แก่ เอสเอ็มอี และส่งเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษา แนะนำการปรับปรุงเครื่องจักร รู้จักการนำเทคโนโลยีมาใช้ ยกระดับกระบวนการผลิต การบริหารจัดการ พัฒนาผลิตภัณฑ์วางแผนการตลาดที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ทำให้เอสเอ็มอีมีคำสั่งซื้อสินค้า เพิ่มยอดขายและรายได้สูงขึ้น รวมถึงช่วยลดต้นทุนได้อย่างน้อย 10% เป็นประโยชน์กับเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง" นายสมชายกล่าว
          นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2561 กสอ.ได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารธุรกิจเอสเอ็มอีในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ด้วยงบ 300 ล้านบาท ซึ่งสามารถสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้ 2,000 กิจการ จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ ตามแนวคิดการเพิ่มผลิตภาพเชิงบูรณาการ ตลอดจนแนวทางบริหารจัดการภายในองค์กรให้มีการใช้นวัตกรรมใหม่ก้าวทันเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการและบุคลากรในภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องอีก 4,000 คน ส่วนปีงบ 2562 คาดว่า จะใช้งบประมาณมากกว่าปีที่ผ่านมาเล็กน้อย เพราะมีเป้าหมายจะเพิ่มอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง โดยมอบหมายให้ศูนย์เอสเอ็มอีภูมิภาคไปสำรวจความต้องการของผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการ โดยได้ขอความร่วมมือจากสภาเกษตรกรแห่งชาติในการทำฐานข้อมูลเอสเอ็มอี เกษตร คาดว่าเดือนธันวาคมนี้จะสรุปผลได้ว่าเป้าหมายในการดำเนินโครงการเป็นอย่างไร
          อึ้งนักท่องเที่ยวจีนหาย30-40%
          นายรณรงค์ ชีวินสิริอำนวย นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวสัมพันธ์ไทย-จีน (ทีซีทีเอ) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนไม่ได้หดตัวเพียง 20% เท่านั้น แต่หดตัวมากถึง 30-40% แล้ว ซึ่งเป็นการหายไปของกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่มาเป็นคณะทัวร์ แต่ไปเพิ่มในส่วนของนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเองกับครอบครัว (เอฟไอที) มากขึ้น ซึ่งแม้ว่ากลุ่มเอฟไอทีจะมากขึ้นและมีศักยภาพในการใช้จ่ายสูง แต่ยังมีการใช้จ่ายน้อยกว่ากลุ่มทัวร์อยู่ดี โดยเฉพาะการใช้จ่ายในด้านของอาหาร ที่พัก และการช้อปปิ้งต่างๆ โดยนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเที่ยวไทยจำนวน 5-6 วัน จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50,000 บาทต่อคน ถือว่ามีจำนวนสูงมากกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น โดยมาตรการฟรีวีซ่า 21 ประเทศ เบื้องต้นถือว่าช่วยกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นประมาณ 10% และคาดว่าปลายปีนี้จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 20%
          "แต่จากการที่ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดเผยว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะทำตามเป้าหมายรายได้การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยว ต่างชาติที่วางไว้ 3 ล้านล้านบาทได้หรือไม่ เนื่องจากเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น และยังมีรายได้ที่ต่ำกว่าเป้าอยู่มาก หากเป็นตามที่ปลัดเปิดเผยจริง ก็คาดว่าสถานการณ์นักท่องเที่ยวจีนจะลำบากพอสมควร เนื่องจากไทยเองมีคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น และมีศักยภาพสูงมาก" นายรณรงค์กล่าว
          นายรณรงค์กล่าวว่า คนจีนเองยังมองว่ามาตรการด้านความปลอดภัยของไทยยังไม่มากพอ เนื่องจากปัจจุบันมีคนจีนเดินทางเที่ยวญี่ปุ่นมากเกือบจะเทียบเท่ากับที่มาไทย แต่คนจีนที่ไปญี่ปุ่นยังไม่ได้รับความเสียหายหรือความไม่ปลอดภัยในการท่องเที่ยวเลย ทำให้มาตรฐานความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากเป็นอันดับ 1 ของคนจีน เพราะขนาดความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นไม่ได้แน่นแฟ้นเหมือนอย่างไทย ยังมีคนจีนเดินทางเข้าไปมากเทียบเท่าไทยได้ และหากว่าความสัมพันธ์จีนและญี่ปุ่นดีขึ้น ญี่ปุ่นจะกลายเป็นคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวที่น่าเกรงกลัวมาก ส่วนสถานการณ์การท่องเที่ยวปี 2562 เนื่องจากการเลือกตั้งกำลังจะใกล้เข้ามาแล้ว ทำให้คาดว่าภาคการท่องเที่ยวจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
          18เอกชนซื้อซองมาบตาพุดเฟส3
          น.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้เริ่มเปิดขายเอกสารการคัดเลือกผู้ดำเนินโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะ 3 ตั้งแต่วันที่ 9-21 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งการเปิดขายซองร่างเอกสารขอบข่ายการประมูล (ทีโออาร์) เป็นตามแผนที่กำหนดไว้ และมีผู้สนใจซื้อซองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ รวมทั้งสิ้น 18 ราย โดยโครงการดังกล่าวเป็น 1 ใน 5 โครงการหลักของรัฐบาลในการเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะเริ่มมีการพัฒนาก่อสร้างในปี 2563
          สำหรับผู้เข้าซื้อซอง 1.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) 2.บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 3.บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) 4.บริษัท ซีเอชอีซี (ไทย) จำกัด 5.บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) 6.บริษัท ไชน่า ฮาร์เบอร์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 7.บริษัท โตเกียวแก๊ส จำกัด 8.บริษัท พีทีที แทงค์ เทอร์มินัล จำกัด 9.บริษัท ชิโนไฮโดร คอร์ปอเรชั่น ลิมิเต็ด 10.บริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด 11.บริษัท มิตซุยแอนด์คัมปนี จำกัด 12.บริษัท ไชน่า คอมมูนิเคชั่น คอนสตรัคชั่น จำกัด 13.บริษัท ไชน่า เรลเวย์ คอนสตรัคชั่น คอร์ปอเรชั่น 14.บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) 15.บริษัท Boskalis International B.V. 16.บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) 17.บริษัท Vopak LNG Holding B.V. และ 18.บริษัท สหการวิศวกร จำกัด
          ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน กนอ.จะมีการจัดประชุมชี้แจงให้กับผู้ซื้อซองทั้งหมด 18 บริษัท เพื่อทำความเข้าใจในข้อกำหนด เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ พร้อมตอบข้อซักถามรายละเอียดต่างๆ ณ สำนักงานใหญ่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 จะนำคณะภาคเอกชนดูพื้นที่โครงการท่าเรือฯมาบตาพุดระยะ 3 ที่ จ.ระยอง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเขียนข้อเสนอทางเทคนิค ภายใต้ทีโออาร์ที่กำหนดไว้
          คาดคัดเลือกแล้วเสร็จก.พ.62
          ขณะเดียวกัน กนอ.ได้กำหนดให้มีการยื่นข้อเสนอด้านเทคนิคและราคา ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 และคาดว่าการพิจารณา คัดเลือกเอกชนดำเนินการพัฒนาโครงการท่าเรือฯมาบตาพุด ระยะ 3 จะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562
          น.ส.สมจิณณ์กล่าวว่า สำหรับแผนการพัฒนาท่าเรือฯมาบตาพุด ระยะ 3 คาดว่าจะใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 5 ปี ตั้งแต่ปี 2563-2567 โดยใน 3 ปีแรกจะเริ่มงานโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ งานถมทะเล งานขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ งานก่อสร้างเขื่อนกันคลื่น เป็นต้น และก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและส่วนที่เหลือจะเป็นการก่อสร้างส่วนท่าเทียบเรือบนพื้นที่ถมทะเล โดยการพัฒนาท่าเทียบเรือ วัตถุประสงค์เพื่อรองรับการขนถ่ายสินค้า ได้แก่ การก่อสร้างท่าเทียบ เรือสินค้าเหลวท่าเทียบเรือก๊าซ ท่าเทียบเรือบริการและคลังสินค้า เป็นต้น หากก่อสร้างแล้วเสร็จคาดว่าจะสามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าเหลวได้ประมาณ 15 ล้านตันต่อปีในอีก 30 ปีข้างหน้า
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 24 พ.ย. 2561 (กรอบบ่าย)--