สกว.แนะรัฐลงทุนเทคโนฯสมาร์ทมิเตอร์

 กรุงเทพธุรกิจ กฟผ.-สกว.เปิดเวทีระดมสมองอัพเดทเทคโนโลยีสาธารณูปโภคไฟฟ้า สร้างความตระหนักให้ทุกภาคส่วน เตรียมรับมือการพลิกโฉมไฟฟ้าไทยจากเทคโนโลยีดิจิทัล แนะรัฐลงทุนเทคโนฯสมาร์ทมิเตอร์ รองรับการใช้ในอนาคต 20-30 ล้านครัวเรือน
          รศ.ศุภชาติ จงไพบูลย์พัฒนะ สำนักประสานงานโครงการร่วมสนับสนุน ทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ.-สกว. กล่าวใน งานสัมมนาวิจัยพลังงานสู่การใช้งานจริง อย่างยั่งยืน ปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด "การพลิกโฉมไฟฟ้าไทย" เพื่อเผยแพร่ ผลงานวิจัยและอัพเดทเทคโนโลยีสาธารณูปโภคไฟฟ้า ว่า มีแนวโน้มที่โครงข่ายพลังงานไฟฟ้าจะปรับเปลี่ยนไปในลักษณะที่ประกอบด้วยผู้ผลิตไฟฟ้า (ผู้ขาย) ที่มีขนาดเล็กจำนวนมาก เช่น โซลาร์เซลล์ กังหันลม ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง แท็กซี่วีไอพีพลังงานไฟฟ้า
          ผู้ซื้อ-ผู้ขายทุกภาคส่วนในเครือข่าย ทั้งหมดจะมีสมาร์ทเซนเซอร์หรือ สมาร์ทมิเตอร์ ที่สามารถวิเคราะห์ปริมาณและคุณภาพของระบบไฟฟ้าตนเองได้ พร้อมมีสายส่งเชื่อมโยงถึงกันและกันด้วยระดับสมาร์ทกริด และสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคไฟฟ้าแบบเดิม ๆ ที่ผูกขาดดำเนินงานให้บริการ รวมถึงเกิดผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้ามาสู่ตลาดสาธารณูปโภคไฟฟ้า เช่น ผู้จัดหาไฟฟ้าที่คุ้มค่า ที่สุดให้กับลูกค้า
          สิ่งที่น่ากังวลคือ ตอนกลางวันแดดจัดทำให้คนใช้ไฟจากการไฟฟ้าน้อยลง ทำให้เกิดปัญหากับโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่าง กฟผ. เช่นเดียวกับที่เกิดในต่างประเทศทั้งในสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี นอกจากนี้ ขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นของยานยนต์ไฟฟ้าและมาตรการเชิงนโยบายทั้งในระดับประเทศและท้องถิ่น เพื่อพัฒนาคุณภาพอากาศโดยเฉพาะในเขตเมือง ทำให้ยานยนต์ ที่ใช้น้ำมันจะถูกพลิกโฉมไปเป็นยานยนต์ไฟฟ้าอย่างแน่นอนในอนาคต เพียงแต่ยังไม่อาจคาดได้ว่าจะพลิกเร็วเพียงใด "ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถทำให้หลายอย่างถูกพลิกโฉมไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันตั้งตัว และหากเราผลิต สมาร์ทมิเตอร์ในประเทศได้เองจะช่วยประหยัดเงิน เพิ่มการจ้างงาน และสร้าง ขีดความสามารถทางเทคโนโลยี แต่ต้องไม่ลืม ว่าในอนาคตต้องใช้สมาร์ทมิเตอร์กับ 20-30 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ คิดเป็นมูลค่ามหาศาลในระดับหลายแสนล้านบาท"
          ด้านนายภัทรพงศ์ เทพา ผู้ช่วยผู้ว่าการอาวุโส กฟผ. กล่าวว่า เมื่อเทคโนโลยี เป็นตัวนำองค์กรจึงต้องปรับตัว ซึ่งในอนาคตเราจะเน้นพลังงานสีเขียวมากขึ้น มีความยืดหยุ่นของระบบการผลิตและระบบส่งไฟฟ้า ปรับปรุงโรงไฟฟ้าเก่า และพัฒนางานวิจัยด้านต่างๆ เช่น พลังงาน ไฮบริด การกำหนดราคาที่ยุติธรรมเพื่อสร้างความสมดุลด้านพลังงาน การบริการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ สมาร์ทกริด-ไมโครกริด เป็นต้น รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาในกรณีที่พลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบปริมาณมาก
          ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการไฟฟ้าไทยและสถานการณ์โลก ซึ่งปัจจุบันก้าวไปถึงจุดที่มีการเปิดเสรีทั้งในสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ผู้ประกอบการสามารถผลิตและขายไฟฟ้าให้กับใครก็ได้ จึงส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตในประเทศ รวมถึงเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ฯลฯ ทำให้แต่ละภาคส่วนจำเป็นต้องเตรียมพร้อม จึงหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้ จะนำไปสู่ความรู้ ความเข้าใจ และเกิดการสร้าง แนวคิดเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะ เกิดขึ้นอย่างฉลาดและเท่าทันผ่านกรอบโจทย์ งานวิจัยสำคัญ