รัฐผนึกเอกชนสปีดลงทุน"อีอีซี"

แนวโน้มการลงทุนของต่างชาติในอีอีซีมีมากขึ้น  โดยเฉพาะจากจีนที่จะเพิ่มขึ้นจากสงครามการค้า
          จรีพร จารุกรสกุล
          "กสท" เปิดขายซอง ดิจิทัลพาร์ค พ.ย.นี้
          กรุงเทพธุรกิจ"รฟท." มั่นใจประกาศผู้ชนะไฮสปีดทัน ก.พ.62 หลังประเมินใช้เวลาขั้นตอนเจรจาไม่เกิน 2 เดือน ดับบลิวเอชเอเตรียมนิคมรับลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมยื่นตั้ง อีคอมเมิร์ซพาร์คฉะเชิงเทรา ส.อ.ท. ชงรัฐเร่งเชื่อมเอสเอ็มอีกับซัพพลายเชน อุตสาหกรรมเป้าหมาย แนะตั้งไอซีดี ที่ อ.บ้านโพธิ์ ลดปัญหาขนส่งรถไปท่าเรือ  กสท ดีเดย์ยื่นทีโออาร์ประมูล อีอีซีดี พ.ย.นี้ ดีป้าเร่งทำเกณฑ์สมาร์ทซิตี้  6 ด้าน
          วานนี้ (15 พ.ย.) หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจจัดสัมมนา Next Step Thailand : EEC ยุทธศาสตร์ไทย เชื่อมโลก และในการเสวนาหัวข้อ "เปิดแผนยุทธศาสตร์นำธุรกิจไทยสู่ ตลาดโลก" โดยมีหน่วยงานรัฐและเอกชนร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี)
          นายจุลเทพ จิตตะสมบัติ วิศวกรอำนวยการศูนย์โครงการปรับปรุงทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวว่า ความคืบหน้าการประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้มีภาคเอกชน 2 กลุ่มยื่นเอกสารประมูลเข้ามา และจะพิจารณาคุณสมบัติให้เสร็จภายในเดือน ธ.ค.ปีนี้ จะพิจารณา 3 ส่วน ได้แก่ 1.คุณสมบัติ ผู้เข้าประมูลทั้งประสบการณ์และเงินลงทุน  2.ข้อเสนอเชิงเทคนิคจะต้องมีคะแนนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% และคะแนนในส่วนย่อยแต่ละข้อไม่ต่ำกว่า 70%  3.พิจารณาเสนอผลตอบแทนให้ภาครัฐ และการขอรับการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐที่น้อยกว่าจะเป็น ผู้ชนะ ซึ่งจะเข้าสู่การเจรจาที่คาดว่า ใช้เวลา 1-2 เดือน เพื่อประกาศผู้ชนะในเดือน ก.พ.2562 ตามที่กำหนดไว้ ส่วนการศึกษารถไฟความเร็วสูงจากสนามบินอู่ตะเภาไป จ.ระยอง จันทบุรี และตราด กำลังจ้างที่ปรึกษาโครงการ โดยคาดว่าจะสร้างต่อจากรถไฟความเร็วสูง เชื่อม 3 สนามบิน และจะเปิดดำเนินการได้ภายใน 6-7 ปี  สำหรับโครงการระบบรางส่วนอื่นที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะรถไฟทางคู่เชื่อมท่าเรือในอีอีซีเพื่อลดการขนส่ง ทางถนนจะเสร็จในปี 2567 รวมถึงโครงการท่าเรือบก (Dry Port) บริเวณใกล้เคียงกับศูนย์สถานีขนส่งสินค้าคอนเทนเนอร์ (ICD) จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กำลังเลือกพื้นที่ก่อสร้าง WHA ตั้งอีคอมเมิร์ซพาร์ค
          นางจรีพร จารุกรสกุล ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่ใน อีอีซี 9 นิคม ซึ่งยื่นขอสิทธิพิเศษกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อเป็นพื้นที่การลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ รวมทั้งจะตั้งอีคอมเมิร์ซพาร์ค ใน จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับการลงทุนอีคอมเมิร์ซ และการค้าออนไลน์ที่มีแนวโน้ม เติบโตในอนาคต
          ทั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รองรับการลงทุนธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะคำนึงถึงการลงทุนของกลุ่มลูกค้า เช่น การลงทุนด้านโลจิสติกส์ การลงทุนไฟเบอร์ออฟติกส์อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เพื่อรองรับการลงทุนศูนย์กลางข้อมูล หรือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งบริษัทจะลงทุนเพิ่มเติมหากลูกค้าต้องการและกฎระเบียบภาครัฐเอื้ออำนวยให้ลงทุนได้
          "ดาต้า เซ็นเตอร์จะชี้วัดความสำเร็จ ของเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมดิจิทัล ของไทย ซึ่งบริษัทพร้อมลงทุนเพื่อรองรับการตั้งดาต้า เซ็นเตอร์ในอีอีซี ซึ่งอีอีซีความเหมาะสมที่จะลงทุนด้านนี้ เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลพร้อม" สำหรับการลงทุนในอีอีซีเห็นแนวโน้มการลงทุนของต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะจากจีนที่จะเพิ่มขึ้นจากสงครามการค้า  ซึ่งจะทำให้นักลงทุนจีนขยายการลงทุน นอกประเทศมากขึ้น และอีอีซีเป็นเป้าหมายที่จะเข้ามาลงทุน สอท.เร่งหนุนเอสเอ็มอีมากขึ้น
          นางอรพินท์ เสริมประภาศิลป์ กรรมการบริหารและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมการ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า อีอีซีเป็นพื้นที่เติบโตทางเศรษฐกิจสูง โดยคาดว่าจีดีพีในอีอีซีปี 2562 จะ เพิ่มเป็น 1.71 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น จากการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมตามที่รัฐบาลชักจูงการลงทุน รวมทั้งการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนของ เอสเอ็มอี
          ทั้งนี้ ช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้ มีบริษัท ที่จดทะเบียนใหม่ในพื้นที่อีอีซี 2,483 บริษัท เพิ่มขึ้น 7.4% แต่สาขาที่เอสเอ็มอีจดทะเบียน ธุรกิจใหม่ยังไม่ได้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม เป้าหมายที่รัฐส่งเสริมมากนัก และการจดทะเบียนสูงสุด 3 อันดับแรก คือ อสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้างและธุรกิจอาหาร ดังนั้นการพัฒนาอีอีซีระยะต่อไปต้องให้ความสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างเอสเอ็มอี กับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ร่วมกันตลอดซัพพลายเชน
          สำหรับข้อเสนอแนะอื่นที่ได้จากการลงพื้นที่พบว่า ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัด กังวลเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาครัฐต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนมากขึ้น ส่วนการท่องเที่ยวที่จะขยายตัวมากขึ้นต้องวางกฎระเบียบให้เกิดความปลอดภัยกับ นักท่องเที่ยว รวมทั้งการแก้ปัญหาผังเมืองในอีอีซีอย่างจริงจังและรักษาพื้นที่สีเขียว ให้พอ เพื่อรองรับประชากรและการขยายตัว ของอุตสาหกรรมในอนาคต
          นางอรพินท์ กล่าวว่า โครงการ ICD แห่งใหม่ที่จะก่อสร้างใน จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเสนอให้ตั้งที่พื้นที่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เพราะเป็นที่ตั้งของโรงงานโตโยต้าที่ผลิตรถยนต์จำนวนมาก โดยถ้าตั้ง ICD ที่ อ.บ้านโพธิ์ จะลดต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์ ไปอีอีซีและช่วยการขนส่งรถยนต์ไป ท่าเรือแหลมฉบังเพื่อส่งออก ดีเดย์ยื่นทีโออาร์ประมูลพ.ย.นี้
          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กสทฯ ในฐานะ ผู้รับผิดชอบโครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หรือ "ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์" ได้จัดสัมมนารับฟังความเห็นเอกชน (Market Sounding) ครั้งที่ 2 เน้นรับฟังความเห็นจากผู้ร่วมสัมมนา ที่เป็นกลุ่มนักลงทุนที่เป็นเป้าหมายหลัก  3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มผู้พัฒนา อสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มนักลงทุน ด้านพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล
          รวมทั้งหลังจากนี้จะนำข้อเสนอแนะมาปรับให้ร่างทีโออาร์มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จากนั้นจะจัดรับฟังความเห็น Market Sounding อีกครั้งก่อนสรุปเป็นข้อเสนอทีโออาร์ให้ทันตามแผนที่กำหนดจะเปิดขายเอกสารคัดเลือกเอกชนให้แก่ผู้สนใจยื่น ข้อเสนอได้ภายในเดือน พ.ย.นี้ และคาดว่าจะพิจารณาข้อเสนอของเอกชนและประกาศผลการคัดเลือกเอกชนที่ร่วมลงทุนใน โครงการฯ ได้ภายในเดือน ก.พ.2562 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้ายื่นซองประมาณ 4 ราย ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โครงการดิจิทัลพาร์คไทยแลนด์ตั้งบนพื้นที่ 800 ไร่ใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มุ่งเน้น เป็นศูนย์กลางการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ นวัตกรรมใหม่ เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากร ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยเอกชนผู้ลงทุนในดิจิทัลพาร์ค ไทยแลนด์จะได้รับการการสนับสนุนและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอซึ่งยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด รองรับไทยแลนด์ 4.0 และทำให้พื้นที่ดังกล่าวขึ้นเป็นอาเซียน ดิจิทัล ฮับต่อไปเร่งทำเกณฑ์สมาร์ทซิตี้6ด้าน
          นางกษิติธร ภูภราดัย รองผู้อำนวยการ กลุ่มยุทธศาสตร์และบริหาร สำนักงานส่งเสริม เศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) กล่าวว่า สิ่งที่ดีป้าทำในพื้นที่ดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ คือสถาบันไอโอที พื้นที่ 30 ไร่ซึ่งจะเป็นสถาบันแรกที่จะต้อง เกิดขึ้นในดิจิทัลแห่งนี้ มีเรื่องส่งเสริม ให้เกิดการลงทุนในไอโอทีและส่วนที่เกี่ยวข้องสถาบันไอโอทีแม้ว่าต้องรอตึก ในทางกายภาพที่จะสร้างเสร็จในอีก 2-3 ปีแต่ระหว่างนี้ ดีป้าจะพยายามให้เกิดกิจกรรมร่วมกันคิดร่วมกันทำนวัตกรรมต่างๆ
          นอกจากนี้ ดีป้า กำลังเตรียมการกำหนด มาตรฐานสมาร์ทซิตี้ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่เศรษฐกิจอัจฉริยะ, การสัญจรอัจฉริยะ, พลังงานอัจฉริยะ, การบริหารจัดการเมืองแบบอัจฉริยะ, ระบบการอยู่อาศัยอัจฉริยะ และ  สมาร์ทพีเพิล โดยเกณฑ์กำหนดมาตรฐานสมาร์ทซิตี้ จะประกอบด้วยการมีแผนการออกแบบเมืองที่ชัดเจน การวางแผนการจัดเก็บข้อมูลของเมือง การจัดทำข้อมูลเปิด (โอเพ่น ดาต้า)ของเมืองต่อยอดการใช้ประโยชน์ การมีโซลูชั่นแก้ไขปัญหาของเมือง การวางแผนด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การร่วมมือกับเอกชนในเมือง โดยแผน การพัฒนาของแต่ละเมืองต้องสอดคล้องกับ จุดแข็งของแต่ละจังหวัด