"อุตตม"ดันทรานส์ฟอร์ม ไฮเทคปั้นศก.

  ลุยผลิตเอง-เลิกรับจ้างกานต์ย้ำวิจัยนวัตกรรมวงถกอนาคตไทยคึกคักลั่นถึงเวลาปท.เทกออฟ
          'อุตตม'ขึ้นเวที Transform เศรษฐกิจไทย ชูเทคโนโลยีนำประเทศ ต่อยอดยกระดับภาคเกษตร เพิ่มมูลค่า เลิกรับจ้าง หันผลิตสินค้าเอง 'กานต์'หนุนลงทุนวิจัยพัฒนาเดิม 10 เท่าปี'64
          สัมมนาแน่น'Transform ศก.ไทย'
          เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา "Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต" มีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังทั้งผู้บริหารภาครัฐ บุคคลในแวดวงเศรษฐกิจภาคธุรกิจ เทคโนโลยี การศึกษา ประชาชนทั่วไป กว่า 400 คน โดยมีวิทยากร ได้แก่ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี ประธานกรรมการบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก นายธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ นายชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. นายโอฬาร วีระนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดูเรียน คอร์ปปอเรชัน จำกัด (DURIAN)
          นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับผู้ร่วมสัมมนา พร้อมระบุถึงวัตถุประสงค์การจัดสัมมนาว่า ปกติเวลาใกล้สิ้นปีจะได้รับเชิญมาร่วมงานสัมมนาเพื่อตอบคำถามหรือแก้ความสงสัยว่าปีหน้าหรืออนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร บังเอิญสิ้นปีนี้มีความพิเศษ เพราะทุกคนคาดหมายว่าการเลือกตั้งทั่วไปที่ห่างหายไปหลายปีจะกลับมาใหม่ปีหน้า ซึ่งไม่เฉพาะแค่การเมืองไทย ปีหน้าเทคโนโลยี 5จี ถูกนำมาใช้ทั้งใน สหรัฐ จีน และคงมาถึงไทยในไม่ช้า ความเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง วิทยาการ ส่งผลต่อเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน จะรวดเร็วและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะสื่อเครือมติชนพยายามค้นหาข้อมูล ขอความรู้จากผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำตอบ คลายข้อสงสัย ฉายภาพอนาคตทั้งระยะสั้นและยาวถึงการเปลี่ยนแปลงว่าจะนำไปสู่อะไร ต้อง เตรียมตัวอะไรบ้าง ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันและอื่นๆ จากวิทยากรที่มาร่วมแบ่งบันความรู้
          'อุตตม'ชูปรับตัวสู่ประเทศผู้ผลิต
          จากนั้นนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษว่า การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น ทุกคนคงต่างมองไปข้างหน้าว่าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ซึ่งการที่ประเทศไทยจะ Transform ได้ ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน ทุกช่วงอายุ เพื่ออนาคตของประเทศ ตอนนี้กระบวนการปรับเปลี่ยนเริ่มแล้ว เช่น การเดินหน้า 5จี ก็เริ่มแล้ว อย่างสถานการณ์เศรษฐกิจมีความสำคัญ เพื่อให้สามารถแข่งขันค้าขายกับประเทศอื่นได้ ตอนนี้ไทยมีความพร้อมทั้งเศรษฐกิจเพื่อเดินหน้าไปข้างหน้า มีการกระจายความมั่งคั่งเศรษฐกิจ และมีการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
          ทั้งนี้ ไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องก้าวไปข้างหน้า มีสังคมไทยที่ตื่นรู้ คนไทยต้องชัดเจน จะเตรียมคน การศึกษาอย่างไรให้พร้อมกับศตวรรษที่ 21 เศรษฐกิจไทยจะต้องไม่รับจ้างผลิตของ แต่เป็นเศรษฐกิจที่สามารถผลิตสินค้าของตัวเอง แต่ไม่ได้ออกไปจากภาคเกษตรเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมและบริการ กลับกันควรใช้จุดเด่นภาคเกษตรของไทยเข้าไปต่อยอด ใช้เทคโนโลยีผสมผสานอย่างลงตัว จะทำให้ภาคเกษตรไทยยกระดับ แก้ปัญหาความยากจน วันนี้มีแนวทางมีเทคโนโลยี ลดทอนผลกระทบจากธรรมชาตินั้น นอกจากนี้ ต้องยกระดับตลาด การผลิต การเพิ่มมูลค่า และถอยมาต้นทางว่าจะปลูกจะเพาะอย่างไร
          (อ่านรายละเอียด น.2)
          หนุนเพิ่มลงทุนวิจัยและพัฒนา
          นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี ประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ขึ้นปาฐกถาพิเศษเรื่อง "Transform ประเทศไทย อัพเกรดเศรษฐกิจไทย" ว่า การทรานส์ฟอร์มประเทศไทย ผู้ประกอบการต้องปรับตัว ต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง (ดีพเทค) ต้องลงทุนวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) โดยเอกชนไม่ต้องทำเองแต่ควรทำกับสถาบันภายนอก ซึ่งเอสซีจีเองเข้าไปทำส่วนนี้ร่วมมือกับหลายสถาบันและสำเร็จด้วยดี ขณะที่องค์กรระดับเอสเอ็มอีควรร่วมมือกับมหาวิทยาลัย อีกส่วนที่เอกชนควรรีบดำเนินการคือ การลงทุนด้านดิจิทัลทรานส์ ฟอร์เมชั่น ต้องนำมาปรับใช้ เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วต้องปรับตัวให้ทัน
          "ล่าสุดผมมีโอกาสไปเจอสตาร์ตอัพต่างประเทศที่ทำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อป้องกันแฮกเกอร์ ซึ่งขบวนการแฮกเกอร์มีทั่วไป อาทิ การเข้ารหัสเพื่อใช้อินเตอร์เน็ตในสนามบินต้องระวัง และตอนนี้มีสตาร์ตอัพที่ทำระบบป้องกันส่วนนี้" นายกานต์กล่าว
          (อ่านรายละเอียด น.2)
          ชี้มหา'ลัยต้องทรานส์ฟอร์มด้วย
          นายธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการและผู้ร่วมก่อตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเป็นทรัพยากรที่สำคัญ โดยมหาวิทยาลัยต้องทรานส์ฟอร์มด้วย สิ่งที่สำคัญที่สุดมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องร่วมมือกัน
          "วันนี้ถ้าเทคโนโลยีไม่มา วิชั่นมหาวิทยาลัยจะล้มเหลว ซึ่งถ้าพูดคำนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนจะคิดว่ามหาวิทยาลัยมาหากินในคราบการศึกษาได้อย่างไร แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปหมด ทุกวันนี้กระบวนทัศน์ของมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว โดยแบ่งเป็น 1.ระบบของอุทยานวิทยาศาสตร์ ใช้กลไกของศูนย์วิจัยการศึกษาเป็นพื้นฐาน และ 2.โมเดลของอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัย ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้แต่งตั้งขึ้นมา โดยการเปิดพื้นที่ให้กับนวัตกรรม ไม่ต้องเริ่มด้วยตัวคนเดียว แต่ทำอย่างไรจะประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน มหาวิทยาลัยและภาคประชาชน" นายธัญญานุภาพกล่าว
          ขยายเครือข่ายงานวิจัย
          นายธัญญานุภาพกล่าวว่า องค์ประกอบที่สำคัญ มีอยู่ 3 อย่าง ประกอบด้วย 1.โนว์ฮาว (องค์ความรู้) 2.นักวิจัยในมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันนักวิจัยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีประมาณ 2,200 คน รวม 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ รวมทั้งหมดประมาณ 4,000 คน ในจำนวนนี้จบปริญญาเอก 75% และ 3.การแลกเปลี่ยนเครื่องมือวิจัย โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ใช้งบประมาณ 500 ล้านบาท มีส่วนร่วมกับสตาร์ตอัพกว่า 40%
          "การพัฒนาในภูมิภาคเป็นการพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ใน 13 จังหวัดร่วมกับแม่ข่ายและลูกข่ายต่างๆ เช่น ในภาคเหนือมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหลัก ลูกข่ายคือ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เข้าไปใช้ประโยชน์ในแหล่งต่างๆ สามารถเข้าถึงเครื่องมือวิทยาศาสตร์ได้ทุกรายการ มีการพัฒนางานวิจัยใหม่ การหาแมตชิ่งฟันด์จากทุกแหล่งทุน การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถทรานส์ฟอร์มได้ ซึ่งความคืบหน้าในขณะนี้มีเทก สตาร์ตอัพกว่า 100 บริษัท ทำงานร่วมกับภาคเอกชน กระโดดเข้ามาในอุตสาหกรรรมกว่า 800 จ๊อบ" นายธัญญานุภาพกล่าว
          เดินหน้าทดลองรองรับ'5จี'
          นายชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า อย่างที่รับทราบว่า 5G เป็นเรื่องที่สำคัญ หลายประเทศเริ่มเตรียมความพร้อมที่จะรองรับ 5G ที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ จึงเล็งเห็นว่าจะมีการหารือร่วมกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า จะริเริ่มทดสอบ 5G ในพื้นที่สมาร์ทซิตี้ของภาครัฐ จำนวน 4 แห่ง หรือของภาคเอกชน จำนวน 2 แห่ง โดยจะใช้ 5G เป็น Testbed ก่อน ซึ่งถ้าไม่มี 5G หรือ 5G ไม่เกิดขึ้น ในอนาคตจะส่งผลกระทบอย่างมาก ทั้งในระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจ และอุตสาหกรรมมหาศาล ทุกคนจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีต่างๆ
          "หากไม่เริ่มปรับกระบวนการทางความคิดให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ที่จะเกิดขึ้น เชื่อว่าในอีก 5 ปี ประเทศไทยจะซ้ำรอยเดิมที่ไม่สามารถที่ต่อสู้กับประเทศต่างๆ ได้ ผู้ชนะคือผู้ที่สามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ขึ้นมาตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคใหม่" นายชิตกล่าว
          ชี้'อีอีซี'ต้องพัฒนาต่อยอด
          นายชิตกล่าวว่า สำหรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่รัฐบาลเตรียมใช้วงเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง 5 ปีแรก รวมมูลค่ากว่า 1.7 ล้านล้านบาท เพื่อดำเนินการ อาทิ การพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา มูลค่า 200,000 ล้านบาท, การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ 3 มูลค่า 11,100 ล้านบาท, การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 มูลค่า 150,000 ล้านบาท, การพัฒนาเมืองใหม่ มูลค่า 400,000 ล้านบาท, พัฒนาการท่องเที่ยว มูลค่า 200,000 ล้านบาท, การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย มูลค่า 500,000 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง มูลค่า 35,300 ล้านบาท และแผนการลงทุนของรัฐบาลตามกรอบการลงทุนรวมของภาครัฐและเอกชน อีกทั้ง ปัจจุบันกฎหมายอีอีซีได้มีผลบังคับใช้แล้ว การประมูลการลงทุนก็จะเกิดต่อเนื่อง ได้มีการชักจูงการลงทุนจากต่างชาติ จนเกิดรูปธรรม ทั้งจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี
          นายชิตกล่าวว่า เมื่ออีอีซีพัฒนาได้เต็มรูปแบบจะสามารถดึงผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศ ให้ขยายตัวต่อปีได้ 5-6% ในช่วงระยะเวลา 7 ปี (ตั้งแต่ปี 2562-2568) หลังจากนั้น หากไม่มีขับเคลื่อนอะไรอีก ก็จะชะลอตัวลง จีดีพีจะตกต่ำลง เหมือนที่เกิดขึ้นกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ดังนั้น ควรทำอย่างไรให้การลงทุน 1.7 ล้านล้านบาท สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ โดยผ่านการลงทุน สร้างนวัตกรรม และเตรียมแรงงานให้พร้อม เพื่อรองรับตลาดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ๆ
          เร่งปั้นสายอาชีพแก้แรงงานขาด
          นายชิตกล่าวว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มีความน่าเป็นห่วง โดยเยาวชนที่เป็นกำลังสำคัญของชาติ มองข้ามการศึกษาด้านวิชาชีพ เนื่องจากสภาพความเป็นจริงที่ผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิชาชีพ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และในระดับประกาศนียบัตรวิชาชียชั้นสูง (ปวส.) เมื่อจบมาแล้วได้รับเงินเดือนน้อยกว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี ทำให้ที่ผ่านมาค่านิยมการเรียนสายอาชีพจึงต่ำ เป็นสาเหตุทำให้ประเทศขาดแคลนกำลังคนสายอาชีพ ที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในภาคอุตสาหกรรมจากนี้
          "ในต่างประเทศผู้ที่มีฝีมือจะได้เงินเดือนมากกว่าวิศวกรเสียอีก นี่ถือเป็นปรากฏการณ์ที่บ่งชี้อนาคตการศึกษาไทยในตอนนี้" นายชิตกล่าว
          ชูขยายพื้นที่'อีอีซี'เฟส2
          นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก กล่าวว่า ในการลงทุนพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) นอกจากผู้ที่อยู่ใน 3 จังหวัดใหญ่ คือ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทราได้ประโยชน์แล้ว ในอีก 5 จังหวัด คือ จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี นครนายก และสระแก้ว ได้ประโยชน์ด้วย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอุตสาหกรรมซัพพอร์ต (สนับสนุน) ไม่จำเป็นต้องอยู่ 3 จังหวัดใหญ่ แต่สามารถอยู่จังหวัดรอบนอกได้ เช่น ปราจีนบุรี เริ่มมีนักลงทุนเข้ามาลงทุน มีค่าแรงถูกกว่า 3 จังหวัดใหญ่ ภาคเอกชนพยายามส่งสัญญาณไปยังภาครัฐผ่านกระทรวงอุตสาหกรรมว่า อีอีซีไม่จำเป็นต้องอยู่ 3 จังหวัด โดยภาคเอกชนพยายามผลักดันอีอีซี เฟส 2 ไปอยู่ใน 4 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี เพราะที่ดินยังมีราคาไม่แพงมาก ส่วนจันทุบรี ตราด สระแก้ว มีการค้าขายแดน มีมูลค่าไม่น้อย
          นายชาญกฤชกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ อีอีซีต้องไม่จำกัดเฉพาะภาคอุตสาหกรรมได้ประโยชน์ ภาคบริการก็ได้รับอานิสงส์เช่นกัน ขณะนี้เริ่มเห็นการลงทุนภาคบริการ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และสปา ในจังหวัดชลบุรี ระยอง ทั้งนี้ ภาคเอกชนมองว่าอีอีซีต้องเกิด การปฏิรูปเศรษฐกิจโดยใช้ระบบออโตเมติก ใช้หุ่นยนต์ มีความจำเป็น เมื่อมีการปักธงของแต่ละอุตสาหกรรมในอีอีซี จะทำให้เอสเอ็มอีทั้งภาคบริการและอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ประโยชน์เช่นกัน และทำให้จีดีพีภาคตะวันออกโตแบบก้าวกระโดดจากขณะนี้มีสัดส่วน 20% ของจีดีพีไทย
          ไทยแลนด์4.0จำเป็นต้องเกิด
          "ทราบไหมครับว่าทำไมจึงเกิดไทยแลนด์ 4.0 ทำไมต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจ เพราะไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในอดีตประเทศไทยเคยใช้จุดขายเป็นประเทศแรงงานถูก อุตสาหกรรมการผลิตเน้นแมสโปรดักชั่นต้นทุนถูก การผลิตถูก ตั้งราคาขายถูกกว่าประเทศคู่แข่ง ถามว่าในปัจจุบันหรืออีก 5-10 ปีจะใช้โมเดลนี้ได้ไหม ต้องบอกว่าขณะนี้แรงงานหายากขึ้น แม้แต่แรงงานต่างด้าว นอกจากนี้ค่าแรงปรับขึ้นทุกปี ดังนั้น จึงต้องเกิดไทยแลนด์ 4.0 นำระบบโรโบติกส์ ออโตเมชั่นมาใช้ โดยต้องเปลี่ยนการผลิตดูว่าทำอย่างไรผลิตน้อย ยกระดับมูลค่า ทำให้กำไรต่อหน่วยสูงขึ้น ตรงนี้ถือเป็นที่มาของการปฏิรูป เพื่อก้าวไปสู่ 4.0 รับมือสังคมผู้สูงวัย" นายชาญกฤชกล่าว
          แนะรบ.เร่งลดเหลื่อมล้ำ
          นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทหลักทรัพย์ ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) จำกัด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. กล่าวว่า การทรานส์ฟอร์มจริงๆ ที่รัฐบาลจะต้องทำคือ พยายามการลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นมิติสำคัญ เนื่องจากในระบบทุนนิยมไม่สามารถกระจายรายได้ไปสู่เศรษฐกิจฐานรากได้ จะเห็นว่าเสียงคนที่ไม่พอใจดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเรียนรู้และเริ่มปรับตัวเพื่อรับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น
          นายปริญญ์กล่าวว่า ในช่วงทรานส์ฟอร์มประเทศไทยมีอะไรที่เป็นโอกาสและความท้าทายบ้าง ขอแบ่งดังนี้  ก. คือ "กฎหมาย" ประเทศไหนที่มีกฎหมายมาก ประเทศนั้นยิ่งมีการคอร์รัปชั่น มีขีดความสามารถการแข่งขันต่ำ เช่น เกาหลีใต้จะเห็นว่าไม่ใช่แค่การพัฒนาการศึกษา จะต้องมีการปฏิรูปกฎหมาย (เรคกูลาทอรี่ กิโยติน) เพื่อช่วยให้เกิดความคล่องตัว โดยเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่วิ่งไปก่อนที่กฎหมายจะเข้ามากำกับดูแล
          ปล่อยนวัตกรรมวิ่งนำกฎหมาย
          นายปริญญ์กล่าวว่า วงการการเงินมีผู้คุมกฎเกณฑ์ดีมาก เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นอกจากเป็นผู้ควบคุมกำกับดูแลกฎเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ รักษาเสถียรภาพและบทบาทการพัฒนาการเงินแล้ว อยากเห็น ธปท.ปล่อยให้นวัตกรรมวิ่งไป อาทิ แพลตฟอร์มการโอนเงินระหว่างบุคคลกับบุคคล (เพียร์ทูเพียร์เลนดิ้ง) อย่างแพลตฟอร์มป๋าในเครือเจมาร์ท เพื่อปล่อยสินเชื่อออนไลน์ ที่ระดมทุนด้วยการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (ไอซีโอ) รวมถึงจะทำอย่างไรให้คนฐานรากและคนตัวเล็ก หรือสตาร์ตอัพเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อไปต่อยอดไอเดียธุรกิจ มีการพัฒนาในเชิงคุณภาพ เพราะการวัดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็นการวัดเชิงปริมาณ กฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือกฎหมายคริปโทเคอร์เรนซี รวมถึงการออกไอซีโอ (การเสนอขายเหรียญดิจิทัล) เป็นกฎหมายที่ออกมาเร่งด่วน ผู้ประกอบการต้องเสียภาษี 27% จึงอยากย้ำว่าจะต้องยอมให้นวัตกรรมวิ่งไปก่อน เพื่อให้เกิดการแข่งขัน แล้วกฎหมายค่อยตามมา
          เลิกตั้งโจทย์เดิม-เริ่มคิดใหม่
          นายปริญญ์กล่าวว่า ข. คือ "การแข่งขัน" ให้คนตัวเล็กเติบโตขึ้นมาแข่งขันได้ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อาจจะต้องทบทวนว่ารัฐวิสาหกิจจะต้องเล็กลงหรือไม่ ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลก็มีความพยายามในการพัฒนา เพื่อนำเม็ดเงินจากภาษีไปพัฒนาในด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือในด้านอื่นๆ ซึ่งวันนี้ถามว่าได้เก็บภาษี 3 บริษัทยักษ์ใหญ่ (ไลน์ เฟซบุ๊ก กูเกิล) หรือไม่ หากเก็บก็เก็บน้อยมาก จะต้องคำนึงในเรื่องนี้ เพื่อนำเม็ดเงินไปพัฒนาการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการวิจัยและพัฒนาเหลือช่วยเอสเอ็มอี
          ค. คือ "ความคิด" หรือมายด์เซต เพื่อปรับองคาพยพหลายมิติ ทำอย่างไรให้คนเก่งอยู่ในเมืองไทย หรือจะทำงานร่วมกับคนจีนอย่างไร ซึ่งจะต้องคิดเรื่องความปลอดภัยด้านไซเบอร์ด้วย เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลเดินหน้าได้ โดยเชื่อมโยงกับข้อมูลซึ่งเป็นเหมืองทองที่แท้จริงในยุค 4.0 นี้ โดยทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องทำข้อมูลไปต่อยอด เพราฉะนั้นไม่ต้องไปกลัวเรื่องการเปิดเผยข้อมูล
          "สุดท้ายนี้ ทำไมเรายังตั้งโจทย์เหมือนเดิม ทำไมไม่คิดใหม่ ตั้งตัวชี้วัดใหม่ จะมีการชี้วัดอื่นนอกจากการวัดจีดีพีได้หรือไม่ เพื่อวัดการลดความเหลื่อมล้ำ การศึกษา เป็นความท้าทายในการทรานส์ฟอร์ม" นายปริญญ์กล่าว
          เทคโนโลยีนำขับเคลื่อนปท.
          นายโอฬาร วีระนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดูเรียน คอร์ปปอเรชัน จำกัด (DURIAN) กล่าวว่า ปัจจุบันถือว่าตัวเองเป็นสตาร์ตอัพแมน ลงทุนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ผ่านไป 6 เดือน ระดมทุนได้ 100 ล้านบาท ผ่านการระดมทุนนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนในรูปองค์กร สิ่งที่บริษัททำคือเป็นหน่วยกลางในการเชื่อมการลงทุน เพราะปัจจุบันปัญหาที่ผู้ประกอบประสบมากที่สุดคือ ปัญหาด้านเงินทุน โดยเฉพาะกลุ่มเอส เอ็มอี บริษัทจึงเป็นตัวทางการในเชื่อมเงินทุนกับธุรกิจ และปัจจุบันพบว่าธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีมีโอกาสเติบโตสูง โดยไม่ขึ้นอยู่กับขนาดบริษัท
          "ปัจจุบันบริษัทใหญ่มากมายล้มหายตายจากเพราะไม่ปรับตัว แต่บางบริษัทขายครีม เขียนการ์ตูน มีรายได้หลักแสนต่อเดือน เพราะดำเนินธุรกิจโดยใช้ช่องทางออนไลน์ ใช้เทคโนโลยี ดังนั้นจะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ไม่ใช่เศรษฐกิจดีหรือไม่ดีจึงจะทำให้ธุรกิจอยู่รอด หรือเจริญเติบโต แต่อยู่ที่ว่าแต่ละคนปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในปัจจุบันต่างหาก" นายโอฬารกล่าว
          นายโอฬารกล่าวว่า โลกปัจจุบันสังคมนำรัฐ มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน และปัจจุบันบริษัทสตาร์ตอัพมีตัวเลขการเติบโตมหาศาล มูลค่าสูงกว่าเอสเอ็มอีทั่วไปหลายเท่า ยกตัวอย่าง ประเทศจีนขอเวลา 2 ปีเพื่อพ้นกับดักความยากจน เพราะใช้สตาร์ตอัพในการขับเคลื่อน และปัจจุบันมูลค่าสูงกว่าเฟซบุ๊ก ตอนนี้จีนใช้สตาร์ตอัพอย่างอาลีบาบา ทำหน้าที่กระทรวง ทูตพาณิชย์ ออกไปจับมือกับทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลจีนให้การสนับสนุน
          ประเทศไทยถึงเวลาเทกออฟ
          "ปัจจุบันจีนมีต้นทุนการขนส่งถูกมาก เพราะลดภาษีเอื้อการลงทุน การตั้งธุรกิจ อย่างการส่งโทรศัพท์จากไทยไปขายสหรัฐอเมริกาต้นทุนค่าขนส่ง 400 บาท แต่ถ้าส่งจากจีนไปสหรัฐต้นทุนแค่ 70 บาท นี่ความได้เปรียบของจีน จนทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ของจีนเติบโตได้รวดเร็ว" นายโอฬารกล่าว
          นายโอฬารกล่าวว่า อยากย้ำว่าโลกยุคต่อไปคือ การเชื่อมโยงสตาร์ตอัพ เอสเอ็มอี เอกชน รัฐ สำหรับไทยต้องพึ่งตัวเอง หมดเวลารอรัฐช่วยเหลือ หมดเวลาต่อสู้กับความขัดแย้ง ความคิด ใครเป็นรัฐบาลก็ได้ถ้าทำให้ประเทศสงบ ขณะเดียวกันแนวความคิดของคนไทยต้องเปลี่ยน เกษตรกรต้องไม่คิดว่าทำแล้วต้องจน ตลาดต้องแคบ ปัจจุบันไม่ใช่ เกษตรกรสามารถขยายการทำเกษตร ขายสินค้าคุณภาพไปทั่วโลก นอกจากนี้ต้องเรียนรู้ตลอด
          "ที่ผ่านมาไทยไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ทำไม่ถูก ความไม่ถูกนี้ทำให้ไทยประสบปัญหาความล้าหลัง สิ่งสุดท้ายที่อยากฝากให้ทุกคนร่วมกันคือ ไทยแลนด์ เทก ออฟ ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องทะยานไปข้างหน้าแล้ว" นายโอฬารกล่าว
          'อุตตม'ย้ำพัฒนาคนรับอีอีซี
          ภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา "Transform เศรษฐกิจไทย ก้าวไกลสู่อนาคต" นายอุตตมให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมาย 12 อุตสาหกรรม เกี่ยวกับการพัฒนาคนและการศึกษา ว่า เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญ จะต้องจัดเวทีให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงแรงงาน รวมทั้งหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมและมีมาตรการออกมา ตัวอย่างมาตรการหนึ่ง คือในพื้นที่อีอีซีที่ผ่านมามีการประกาศและกำหนดเขตส่งเสริมการลงทุนนิคมอุตสาหกรรม ถ้าเป็นคลัสเตอร์การศึกษาและการวิจัยจะสามารถกำหนดเขตส่งเสริมการลงทุนที่เป็นรูปธรรม ชักจูงให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยของไทย มีการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกหรือสถาบันต่างประเทศแล้วเข้าลงทุนในไทย ซึ่งจะมีการกำหนดสิทธิประโยชน์การลงทุนจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้เหมาะสม
          "ยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาและการพัฒนาคน กระทรวงศึกษาฯไม่ได้คิดแค่หน่วยงานเดียว แต่ต้องเข้ามาร่วมกันว่าจะมีการพัฒนาอย่างไร ทั้งกลุ่มแรงงานในปัจจุบันว่าจะมีการเสริมทักษะเพิ่มเติมอะไรบ้าง กลุ่มแรงงานใหม่ที่จะเข้ามาในระบบเศรษฐกิจควรจะมีทักษะอะไรบ้าง ตั้งใจและเชื่อว่าจะสามารถดึงมหา วิทยาลัยทั่วโลกเข้ามาร่วมกัน โดยพื้นที่อีอีซีเป็นพื้นที่หนึ่ง แต่มองถึงพื้นที่อื่นทั่วประเทศด้วย ซึ่งน่าจะใช้เวลาไม่นานหลังจากนี้ จะมีความชัดเจน เพราะหน่วยงานต่างๆ มีแผนงานอยู่แล้ว" นายอุตตมกล่าว
          มั่นใจไทยมีความพร้อม-โอกาส
          นายอุตตมกล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะริเริ่มปรับเปลี่ยนประเทศ ซึ่งทุกคนเห็นว่ามีความจำเป็น โดยส่วนตัวเห็นว่าขณะนี้มีความพร้อมและโอกาสมาแล้ว ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องมีแนวทางและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า จะปรับเปลี่ยนอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ การปรับเปลี่ยนประเทศจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพต้องร่วมกันแบบหุ้นส่วนที่แท้จริง ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคมภาครัฐเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ให้ดำเนินตามเป้าหมาย มุ่งหวังให้เป็นเศรษฐกิจที่สามารถสร้างความแข็งแกร่ง สร้างความมั่งคั่ง กระจายครอบคลุมเพื่อสร้างความยั่งยืน สามารถช่วยแก้ไขปัญหาเดิมๆ ที่สั่งสมมา ทั้งความเหลื่อมล้ำและการเข้าถึงโอกาส นอกจากนี้ บทบาทของไทยในเวทีโลกและภูมิภาคจะต้องชัดเจน เพราะโลกทุกวันนี้เชื่อมโยงไทย และไทยมีทำเลที่ตั้ง ทรัพยากร และกำลังคนพร้อม จะต้องสร้างพันธมิตรการค้า การลงทุน เพื่อเชื่อมโยงกับโลก
          ลุ้นยุโรปลงทุนหลักเลือกตั้ง
          "ความพร้อมการปรับเปลี่ยนประเทศ วันนี้ใจมาแล้ว เรามียุทธศาสตร์เป็นของตัวเองไม่ต้องก๊อบปี้ใคร ที่เหลือจะต้องมาร่วมกันปรับเปลี่ยนที่แท้จริง ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับทูตหลายประเทศในยุโรป และอื่นๆ เขามองประเทศไทยมีศักยภาพสูง แต่ที่เขาต้องการ คือต้องการเห็นไทยมีความเข้มแข็ง มีความพร้อม อยู่ที่ว่าเราจะทำตามยุทธศาสตร์และจะส่งมอบมองส่งการบ้านจริงหรือไม่ ซึ่งหลังจากการเลือกตั้งก็ต้องติดตามว่าการลงทุนจากฝั่งยุโรปจะเข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่" นาย อุตตมกล่าว
          นอกจากนี้ นายอุตตมกล่าวว่า วันที่ 12-13 พฤศจิกายนนี้ คณะจาก จ.มิเอะ ประเทศญี่ปุ่น กว่า 60 คน จะเดินทางร่วมลงนามเปิดศูนย์พัฒนานวัตกรรมอาหารแปรรูปในประเทศไทย ที่สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ถือเป็นตัวอย่างการสร้างพันธมิตรกับต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทั้งสองประเทศมียุทธศาสตร์ที่ตรงกัน โดยเป็น จ.มิเอะ เป็นจังหวัดที่สร้างสตาร์ต อัพลำดับต้นๆ ของญี่ปุ่น มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตอาหาร ด้านเทคโนโลยี รถยนต์ เครื่องจักร เป็นต้น