รายงาน: วัดใจคสช.รวม"ทีโอที-กสท"ฝ่าแรงต้านช่วงรอยต่อเลือกตั้ง

โต๊ะข่าวไอที
          แม้จะเริ่มต้นนับหนึ่งควบรวมธุรกิจระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) โดยคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ คนร. เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2561 ที่ผ่านมาโดยมีมติจัดทำแผนแก้ไขปัญหาของทั้ง 2 หน่วยงานใหม่ พร้อมใช้ชื่อใหม่ ว่า "บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ" จากเดิมที่ใช้ชื่อ บริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด และ บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต จำกัดย้อนรอย
          แม้รัฐบาลมีความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะควบรวมธุรกิจหน่วยงานทั้ง 2 แห่ง เพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน แต่ดูเหมือนว่าไร้ผล เพราะเกิดกระแสแรงต้านจากบรรดาพนักงานของทั้ง 2 องค์กรที่มีกว่า 3 หมื่นคน เหตุเพราะเกิดความกังวลและความมั่นคงในชีวิตการทำงาน
          ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลมีแผนควบรวมธุรกิจพร้อมจัดต้งบริษัท โครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติฯ หรือ NBN และ บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเตอร์เน็ต จำกัด หรือ NGDC
          ในที่สุดรัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ต้องล้มแผนจัดตั้ง "NBN และ  NGDC" ทำให้รัฐบาลต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
          นับหนึ่งควบรวม
          ถึงแม้จะ "ล้ม" แผนจัดตั้ง NBN และ NGDC แต่ทว่าที่ประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ปรากฏว่าที่ประชุม คนร. ซึ่งมี นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน เห็นชอบให้ ทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ควบรวมธุรกิจ เพื่อพัฒนา และยกระดับความสามารถในการแข่งขันเนื่องจากในอนาคตโลกจะมีการแข่งขันด้านโทรคมนาคมมากขึ้น ดังนั้น จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรซึ่งจะได้ประโยชน์ทั้งกับตัวองค์กรและประเทศชาติ
          พร้อมกันนี้ให้ใช้ชื่อบริษัทใหม่ด้วยว่า "บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติฯ"
          ไม่ผดกฎหมาย
          อย่างไรก็ตาม ทีโอที มีความกังวลสิทธิคลื่นความถี่การถือครองใบอนุญาตสามารถโอนไปยังบริษัทใหม่ได้หรือไม่นั้น พร้อมกับทำหนังสือไปยัง กสทช.(สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เพื่อขอความชัดเจนในเรื่องนี้
          ในที่สุดวันประชุมบอร์ด กสทช.เมื่อสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่า คณะกรรมการ บอร์ด กสทช. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ไม่ขัดต่อกฎหมายแต่อย่างใด
          โดยนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การควบรวมสามารถทำได้ตามนัยมาตรา 153 ของ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 โดยคลื่นความถี่ที่ทั้ง 2 บริษัทถืออยู่ จะยังคงอยู่ในบริษัทใหม่ที่ควบรวม ไม่ขัดต่อ ม.46 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ. กสทช.)
          อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวกำหนดว่า "ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่เพื่อกิจการโทรคมนาคม เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้รับใบอนุญาต จะโอนให้แก่กันมิได้" ดังนั้น กสทช.จะดำเนินการทำจดหมายตอบกลับไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ ดีอี ตามที่สอบถามมาว่าสามารถควบรวมกันได้ และคลื่นที่มีอยู่ก็จะตามไปอยู่กับบริษัทใหม่ที่ควบรวม คือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด
          สรท. ขอทบทวน
          แม้ช่วงเวลานี้ คณะทำงานเตรียมการควบรวมของ ทีโอที และ กสท ภายใต้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองแผนการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ เพื่อทำหน้าที่กำกับควบรวม กำลังดำเนินการไปตามมติ คนร. ซึ่งมีการประชุมไปแล้วถึง 3 ครั้ง เพื่อจัดทำรายละเอียดในการควบรวมกิจการเสนอต่อ ครม. ในเดือนพฤศจิกายนนี้
          แต่ดูเหมือนว่า ไม่ง่ายอย่างที่รัฐบาลคิด เนื่องจาก สหภาพ แรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ สรท. ต้อง การทบทวนการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ในช่วงเวลานี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า คณะทำงานเตรียมการรวมทั้ง 2 องค์กร กำลังอยู่ในช่วงของการเขียนแผนธุรกิจของบริษัทที่เกิดจากการควบรวม พร้อมทั้งออกแบบโครงสร้างองค์กรใหม่ เพื่อนำเสนอ ครม.ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2561 หลังจากมีความเห็นชอบ ยุบเลิกบริษัทเดิมจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ดัง นั้น ทีโอที สามารถรอโครงสร้างใหม่ แล้วค่อยปรับองค์กรในคราวเดียว น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า
          หวั่นกระทบสายงาน ป.
          นายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี รักษาการประธาน สรท กล่าวว่า การปรับโครงสร้างใหม่ในช่วงปลายปีงบประมาณ จะส่งผลกระทบต่อสายงาน ป. เดิม (สายงานปฏิบัติการขายและบริการลูกค้า) ต้องเร่งปิดการขายเพื่อสร้างยอดขายและรายได้ และ ผลการดำเนินงานเป็นไปตามตัวชี้วัด (KPI) ขององค์กรที่วางไว้ ต้องชะลอออกไปเพื่อทุ่มเทกับการปรับโครงสร้างองค์กร เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา สายงาน ป.สามารถขับเคลื่อนและสร้างยอดขายให้เกินเป้าที่ได้วางไว้ เช่น ผลสำเร็จของโครงการเน็ตประชารัฐ ซึ่งโครงการดังกล่าวรัฐบาลได้รับความชื่นชม
          "แต่วันนี้ ทีโอที กลับนำโครงสร้างธุรกิจที่ดีอยู่แล้วมาปรับปรุงใหม่ ทำให้เกิดการชะงักงันของงานขายและให้บริการของ ทีโอทีต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่" นายพงศ์ฐิติ กล่าว
          ยุบสำนักนครหลวง 4
          นอกจากนี้แล้ว โครงสร้างใหม่ คือ การยุบสำนักงานขายและบริการลูกค้านครหลวงที่ 4 ทิ้งไป ทั้งๆ ที่ผ่านมาผลประกอบการของสำนักงานขายและบริการลูกค้านครหลวงที่ 4 มีผลประกอบการที่ดี แต่กลับถูกยกเลิก ทำให้พนักงานขายของสายงานนี้ แทนที่จะทุ่มเทการปฏิบัติงานกับการหารายได้ และเพิ่มยอดขายก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2561 กลับต้องมากังวลกับโครงสร้างใหม่ โดยเฉพาะขวัญและกำลังใจของพนักงานหายไป
          ไม่เพียงเท่านี้ ทีโอที ยังคงมีปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับการแบ่งโครงสร้าง คือ การแบ่งรายได้ให้สะท้อนต้นทุนของผลิตภัณฑ์และบริการของแต่ละ BU ซึ่งเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการขายและให้บริการแก่ผลิตภัณฑ์หลายตัว ดังนั้นการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ ไม่ได้นำสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นมาแก้ไข แต่กลับนำโครงสร้างที่ดีอยู่แล้วมาปรับใหม่ และไม่ตอบโจทย์ความจำเป็นของการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร
          "สรท.อยากให้ทบทวนด้วยการแต่งตั้งผู้บริหารลงโครงสร้างองค์กรใหม่ ชะลอการนำโครงสร้างองค์กรใหม่มาใช้งาน ให้ผู้บริหารระดับสูงในแต่ละสายงานเร่งหารายได้ และดำเนินการชี้วัดองค์กรก่อนสิ้นงบประมาณ 2561" นั่นคือคำให้สัมภาษณ์ของนายพงศ์ฐิติ พงศ์ศิลามณี รักษาการประธาน สรท.
          ปฏิบัติการเดินหน้าควบรวม "ทีโอที และ กสท" เริ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว วัดใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะทำสำเร็จหรือไม่
          เพราะห้วงเวลานี้เป็นช่วงรอยต่อที่รัฐบาลประกาศจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2562
          "การควบรวมสามารถทำได้ตามนัยมาตรา 153 ของ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 ไม่ขัดต่อกฏหมาย"