ดีอีรื้อร่างพรบ.ไซเบอร์ใหม่จัดแบ่งภัยคุกคามก่อนตรวจค้น3ระดับ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือ ดีอี จัดงานประชุมหารือ เพื่อปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.....เมื่อวันที่ 27-28 ตุลาคม 2561 ณ โรงแรมแคนทารี จ.พระนครศรีอยุธยา หลังมีกระแสต่อต้านร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ว่าจะเป็นการคุกคามสิทธิ โดยมีหน่วยงานและสมาคมที่เกี่ยวข้องร่วมหารือเป็นการเร่งด่วน และมี นางสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เข้าร่วมหารือก่อนเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)
          โดยที่ประชุมได้สรุปประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย การให้มีหน่วยงานที่เรียกว่าสำนักงาน คณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ หรือ กปช. มีลักษณะเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นส่วนราชการลักษณะพิเศษ คล้าย ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน สามารถมีพนักงานราชการที่มีเงินเดือนสูง เพื่อดึงดูดให้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำงานได้
          ขณะเดียวกันหน่วยงานนี้จะไม่มีอำนาจในการลงทุนเข้าถือหุ้นกับนิติบุคคลอื่นๆ ไม่มีอำนาจกู้ยืมเงิน และหากมีรายได้จะต้อง ส่งคลัง และให้มีคณะกรรมการ กปช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
          ส่วนอำนาจในการทำงานนั้นให้แบ่งกรณีภัยคุกคามออกเป็น 3 ระดับเพื่อให้เลขาธิการกปช. มีอำนาจดำเนินการตาม 3 ระดับเช่นกันคือระดับที่ 1 เมื่อมีเหตุการณ์ภัยคุกคามในระดับที่เรียกว่าผิดปกติอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้น เลขาธิการการสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดดำเนินการได้ตามกฎหมายไม่ว่าจะเข้าสถานที่ใดยึดค้นอะไรต่างๆ แต่จะต้องขออำนาจจากศาลก่อน จึงจะดำเนินการได้
          ขณะเดียวกันระดับที่ 2 เรียกว่าระดับร้ายแรง คือเมื่อมีภัยคุกคามในระดับร้ายแรง ให้เลขาธิการ กปช. รายงานต่อคณะกรรมการ กปช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่หากมีกรณีเร่งด่วนไม่สามารถเรียกประชุมได้ ทั้งคณะ อย่างน้อยผู้เข้าประชุมจะต้องมี นายกรัฐมนตรีและกรรมการอื่น อย่างน้อย 2 ถึง 3 คน หรืออาจจะมีรัฐมนตรีหรือปลัดกระทรวง ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ก็ได้ เมื่อคณะกปช.ฉุกเฉินดังกล่าวได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวที่เลขาธิการ กปช. แจ้งมานั้นเป็นภัยร้ายแรง เลขาธิการ กปช. ก็จะมีอำนาจตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อดำเนินการต่างๆได้เช่นการเข้าไปในเคหสถานหรือยึดเครื่องกลเครื่องต่างๆ ได้ แต่จะต้องรายงานให้ศาลทราบ ภายหลังภายในเวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมง
          ส่วนระดับที่ 3 เมื่อเป็นเหตุกรณีวิกฤติ เป็นภัยร้ายแรงอย่างยิ่งยวดแล้ว เมื่อเลขาธิการรายงานต่อคณะกรรมการ กปช. ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้นแล้ว และคณะกรรมการอนุมัติให้กรณีดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ขั้นวิกฤติ ก็จะมอบหมายให้หน่วยงานทางความมั่นคง ที่มีอำนาจตามกฎหมายต่างๆ ดำเนินการได้ทันที เช่น สภาความมั่นคง หรือกองทัพต่างๆ เป็นต้น